เหตุการณ์รัฐประหารเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534 นำโดย คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ไม่ใช่เพียงแค่การเปลี่ยนขั้วอำนาจ แต่เป็นจุดตัดสำคัญที่สะท้อนถึงการปะทะกันระหว่าง “กลุ่มทุนการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง” และ “กองทัพซึ่งเป็นขั้วอำนาจดั้งเดิม” ท่ามกลางยุคทองที่เศรษฐกิจไทยกำลังพุ่งทะยานจนถูกคาดการณ์ว่า จะเป็น “เสือตัวที่ 5 แห่งเอเชีย”
1. ก่อนรัฐประหาร: ประชาธิปไตยเบ่งบานและ “บุฟเฟต์คาบิเนต”
รัฐบาลของ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ (พรรคชาติไทย) ถือเป็นรัฐบาลที่นายกฯ มาจากการเลือกตั้งเป็นครั้งแรกในรอบทศวรรษ นับตั้งแต่เหตุการณ์ 6 ตุลามหาวิปโยค (ปี 2519) โดยนโยบายเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้าของในยุครัฐบาลชาติชาย ทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตแบบก้าวกระโดด
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลชุดนี้ก็เผชิญกับข้อครหาเรื่องการทุจริตคอร์รัปชัน จนสื่อมวลชนในยุคนั้นตั้งฉายาให้ว่า “บุฟเฟต์คาบิเนต” ซึ่งกลายเป็นจุดอ่อนสำคัญที่ทำให้กองทัพใช้เป็นข้ออ้างในการเข้าแทรกแซง

2. รอยร้าวและความขัดแย้ง: กองทัพ vs นักการเมือง
แกนนำสำคัญของกองทัพในขณะนั้นคือกลุ่มนายทหาร จปร. 5 (เช่น พล.อ. สุจินดา คราประยูร, พล.อ. อิสระพงศ์ หนุนภักดี) ซึ่งกุมกำลังรบหลัก ความขัดแย้งเริ่มปะทุขึ้นเมื่อ “รัฐบาลชาติชาย” พยายามลดทอนบทบาทของกองทัพในทางการเมือง เช่น การปลดหรือโยกย้ายนายทหารระดับสูง รวมถึงการตั้ง “พล.อ. อาทิตย์ กำลังเอก” อดีต ผบ.ทบ. ซึ่งเป็นไม้เบื่อไม้เมากับ จปร. 5 เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
3. ปฏิบัติการ “ยึดอำนาจกลางเวหา”
เช้าวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2534 ปฏิบัติการยึดอำนาจเกิดขึ้นอย่างอุกอาจและเหนือความคาดหมาย “พล.อ.ชาติชาย” ถูกควบคุมตัวบนเครื่องบิน C-130 ณ สนามบินกองทัพอากาศ (บน.6) คณะ รสช. ซึ่งมี “พล.อ. สุนทร คงสมพงษ์” ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นหัวหน้าคณะ ได้ประกาศยึดอำนาจโดยให้เหตุผลหลัก 5 ประการ ได้แก่
- พฤติการณ์ฉ้อราษฎร์บังหลวง (บุฟเฟต์คาบิเนต)
- ข้าราชการการเมืองรังแกข้าราชการประจำ
- รัฐบาลเป็นเผด็จการทางรัฐสภา
- การทำลายสถาบันทหาร
- การบิดเบือนคดีลอบสังหารบุคคลสำคัญ
4. จากรัฐประหาร สู่พฤษภาทมิฬ
คณะ รสช. ได้แต่งตั้ง “อานันท์ ปันยารชุน” เป็นนายกฯ ซึ่งรัฐบาลอานันท์ได้รับการชื่นชมว่า มีผลงานโดดเด่นและโปร่งใส อย่างไรก็ตาม ได้มีการร่างรัฐธรรมนูญปี 2534 ที่เอื้อต่อการสืบทอดอำนาจของ รสช.
ต่อมาหลังการเลือกตั้งในปี 2535 “พล.อ. สุจินดา คราประยูร” ซึ่งเคยลั่นวาจาว่าจะไม่รับตำแหน่งนายกฯ ได้กลับลำ อ้าง “ยอมเสียสัตย์เพื่อชาติ” ขึ้นรับตำแหน่งนายกฯ นำไปสู่ความไม่พอใจของประชาชนอย่างรุนแรง ก่อให้เกิดการประท้วงใหญ่และการปราบปรามอย่างเด็ดขาดในเหตุการณ์ “พฤษภาทมิฬ ปี 2535”
ผลพวงจากพฤษภาทมิฬ ทำให้กองทัพต้องถอยกลับเข้ากรมกองยาวนานกว่า 14 ปี และนำไปสู่ความตื่นตัวทางการเมืองของชนชั้นกลางที่ต้องการการปฏิรูปการเมือง จนเกิดเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนปี 2540 ในเวลาต่อมา
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ดูในหมวด Editor →สรุปการแถลงของ “สนธิ ลิ้มทองกุล” ทวงคืนประเทศไทย
สนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แถลงข่าวใหญ่เพื่อทวงคืนประเทศไทยภายใต้แนวคิด "เอาประเทศไทยของเราคืนมา" โดยมุ่งตรวจสอบการทุจริตและปกป้องอธิปไตย
หมดเวลาเรียน AI เดิมๆ AI Agent อัปเกรดเป็น Astra = JARVIS
AI agent ASTRA ยุคใหม่เปลี่ยนวิธีการสร้างเนื้อหา ความน่าเชื่อถือและคุณค่าต่อสังคมกลายเป็นตัวชี้วัดสำคัญแทนความเร็วการผลิต
ผลโพลเลือกตั้งซ่อมนายก อบจ. นนทบุรี ! “นฤพนธ์” ยืนหนึ่ง แบรนด์ผึ้งหลวง ยังทรงพลัง
นนทบุรีเลือกตั้งซ่อมนายก อบจ. โพลล่าสุดแสดง "นฤพนธ์" นำด้วย 37.27% จากแบรนด์ผึ้งหลวง ขณะ "เดชรัต" ของพรรคประชาชนได้ 27.55%
ประชุมบอร์ด Data Center นัดแรก ! เร่งจัดระเบียบ ปิดช่องโหว่กฎหมาย
นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นประธานประชุมคณะกรรมการนโยบายดาต้าเซ็นเตอร์แห่งชาติ ครั้งที่ 1 เพื่อจัดระเบียบและปิดช่องโหว่กฎหมายในการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์




