จากโศกนาฏกรรมเพลิงไหม้โรงเบียร์ที่สร้างความสูญเสียและสะเทือนใจสังคมไทย ได้นำมาสู่คำถามสำคัญว่า เหตุใดสถานที่ซึ่งมีลักษณะคล้าย “ผับ” หรือ “สถานบริการ” จึงสามารถเปิดให้บริการในคราบของ “ร้านอาหาร” นอกพื้นที่โซนนิ่งได้ ?
โดย ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร จะพาเราไปชำแหละช่องโหว่ทางกฎหมายที่ซ่อนอยู่ผ่านมุมมองของวิศวกร ผ่านบทความที่ชื่อว่า “โรงเบียร์… ขออนุญาตเป็นร้านอาหาร แต่ทำไมจึงเหมือนผับ ?” ซึ่งมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

เหตุเพลิงไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ทำให้มีผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บจำนวนมาก สร้างความสะเทือนใจให้กับคนไทยทั้งประเทศ
หลังเหตุการณ์หลายคนตั้งคำถามว่า เหตุใดสถานประกอบการที่มีลักษณะคล้ายผับหรือสถานบริการ จึงสามารถเปิดให้บริการในพื้นที่นอกโซนนิ่งได้ ? และเมื่อเปิดได้แล้ว เหตุใดจึงไม่ต้องอยู่ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยเดียวกับสถานบริการ ?
บางคนจึงสรุปทันทีว่า กฎหมายไทยมีช่องโหว่ แต่ตนคิดว่า ก่อนจะสรุปเช่นนั้น เราควรทำความเข้าใจว่า กฎหมายกำหนดเรื่องนี้ไว้อย่างไร
1. กฎหมายแบ่ง “ร้านอาหาร” กับ “สถานบริการ” อย่างไร ?
พระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ. 2509 กำหนดให้สถานบริการบางประเภท เช่น ผับ ไนต์คลับ หรือสถานบันเทิง ต้องขอใบอนุญาตประกอบกิจการสถานบริการ และต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด
และโดยหลักต้องตั้งอยู่ในพื้นที่ที่กฎหมายกำหนด ซึ่งในกรุงเทพฯ มี 3 พื้นที่ ได้แก่ พัฒน์พงษ์ RCA และรัชดาภิเษก พื้นที่เหล่านี้เรียกว่า โซน (Zone) สำหรับสถานบริการ หากอยู่นอกโซนดังกล่าวจะไม่สามารถขออนุญาตเป็น “สถานบริการ” ได้
แต่คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 22/2558 เปิดช่องให้สถานประกอบการที่จำหน่ายอาหารและเครื่องดื่ม พร้อมการแสดงดนตรี เต้นรำ สามารถดำเนินกิจการได้ หากปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนด เช่น ปิดไม่เกินเวลา 24.00 น. จึงเกิดสิ่งที่เรียกว่า “สถานประกอบการที่มีลักษณะคล้ายสถานบริการ”
กล่าวคือ แม้รูปแบบการให้บริการจะใกล้เคียงกับผับหรือไนต์คลับ แต่ในทางกฎหมายกลับได้รับอนุญาตในฐานะ “ร้านอาหาร” จึงไม่อยู่ภายใต้ข้อกำหนดเฉพาะที่ใช้กับสถานบริการ
นี่คือช่องโหว่ที่สังคมควรถกเถียง !
2. ประเด็นสำคัญอาจไม่ใช่ชื่อของใบอนุญาต
ในฐานะวิศวกร ตนมองว่า ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่การเรียกชื่อกิจการว่า “ร้านอาหาร” หรือ “สถานบริการ” แต่อยู่ที่คำถามว่า หากอาคารสองแห่งมีลักษณะการใช้งานและความเสี่ยงใกล้เคียงกัน เหตุใดมาตรฐานด้านความปลอดภัยจึงแตกต่างกัน ?
ในทางวิศวกรรมความปลอดภัย สิ่งที่กำหนดระดับความเสี่ยงของอาคาร ไม่ใช่ป้ายหน้าร้าน แต่คือข้อเท็จจริง เช่น มีผู้ใช้บริการพร้อมกันจำนวนมากเพียงใด มีการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือไม่ มีการแสดงดนตรี แสง สี เสียง ที่อาจกระทบต่อการรับรู้เหตุฉุกเฉินหรือไม่ มีทางหนีไฟ ระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้ ระบบควบคุมควัน และการบริหารจัดการภาวะฉุกเฉินที่เหมาะสมหรือไม่
เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน ปัจจัยเหล่านี้ต่างหากที่ส่งผลต่อความปลอดภัยของผู้ใช้บริการ
3. ถึงเวลาทบทวนแนวคิดการกำกับดูแลสถานประกอบการ
ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยควรทบทวนหลักคิดในการกำกับดูแลสถานประกอบการที่มีลักษณะคล้ายสถานบริการ
การกำหนดมาตรฐานความปลอดภัย ไม่ควรพิจารณาเพียงว่า ขอใบอนุญาตประเภทใด อยู่ในโซนใด และปิดเวลาใด แต่ควรพิจารณาจาก “ลักษณะการใช้งานจริงของอาคาร” และ “ระดับความเสี่ยง” เป็นสำคัญ
4. ถึงเวลาปิดช่องโหว่ของกฎหมาย
ตนไม่ได้เสนอให้ร้านอาหารทุกแห่งต้องถูกปฏิบัติเสมือนสถานบริการ แต่หากสถานประกอบการแห่งใดมีลักษณะการใช้งานที่มีความเสี่ยงใกล้เคียงกับสถานบริการ ก็ควรถูกกำกับดูแลด้านอาคารและอัคคีภัยในระดับที่ใกล้เคียงกับสถานบริการ
หากสถานที่ที่มีความเสี่ยงใกล้เคียงกัน ยังใช้มาตรฐานความปลอดภัยคนละระดับ เพียงเพราะชื่อของใบอนุญาตแตกต่างกัน ก็ถึงเวลาที่เราควรทบทวนกฎหมายอย่างจริงจัง
กฎหมายควรทำให้ทุกสถานที่ที่มีความเสี่ยงใกล้เคียงกัน ได้รับมาตรฐานความปลอดภัยที่ใกล้เคียงกัน เพราะกฎหมายที่ดี คือกฎหมายที่ช่วยรักษาชีวิตผู้คนได้มากที่สุด
ที่มา บทความ “โรงเบียร์… ขออนุญาตเป็นร้านอาหาร แต่ทำไมจึงเหมือนผับ ?” โดย ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์
Srawut
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ดูในหมวด Editor →เปิดประวัติ “บิ๊กราญ” พล.ต.อ.สำราญ นวลมา ผบ.ตร. คนที่ 16
พล.ต.อ.สำราญ นวลมา ได้รับการเห็นชอบให้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ คนที่ 16 โดยมีระยะเวลาในตำแหน่งยาวนาน 7 ปี
ทำความรู้จัก “กฤชเทพ สิมลี” เพื่อนสนิทเนวิน “เลขาฯ รมว.คมนาคม คนใหม่”
กฤชเทพ สิมลี ศิษย์เก่า OSK 90 ได้รับแต่งตั้งเป็นเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม โดยมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเนวิน ชิดชอบ
เปเล่ คริสโตเฟอร์ วอชิงตัน : สร้างคอนเทนต์อย่างไรให้คนจดจำ ?
เปเล่ คริสโตเฟอร์ วอชิงตัน สอนวิธีสร้างคอนเทนต์ให้คนจดจำ โดยเน้นการหลีกเลี่ยงการไล่ตามกระแส การค้นหาความแตกต่าง และการกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน
ปฐมบท EP1 : ทำความเข้าใจ รายได้สื่อจากอดีตสู่ปัจจุบัน
ซีรีย์รายได้สื่อ EP1 ย้อนกลับไปเมื่อ 25-30 ปีก่อน เมื่อเรตติ้งเป็นตัววัดมูลค่าสื่อ และรายได้โฆษณาเข้มข้น แต่วันนี้ผู้ชมกระจายตัวไปบนแพลตฟอร์มต่างๆ ทำให้โครงสร้างรายได้เปลี่ยนไป




