ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
Live · Breaking
สวนนงนุชจัดพิธีเปลี่ยนธงมนตรา เติมสีสันท่องเที่ยวไทยย้อนรอยการแพ้สงครามเวียดนาม ประวัติศาสตร์ที่อเมริกาอยากลืมจับตา เจรจารอบ 2 สหรัฐฯ อิหร่าน ! เงื่อนไขสำคัญอยู่ที่โครงการนิวเคลียร์  เมื่อฮอร์มุซถูกปิดล้อม ! ทางกลับสู่โต๊ะเจรจา หรือเส้นทางสู่สงคราม ?“สามฉากทัศน์ใน ฮอร์มุซ“ เมื่อสหรัฐ ‘คุมทาง’ จีน ‘ต้องใช้ทาง’ และอิหร่าน ‘อยู่บนทาง’”ตะวันออกกลางตึงเครียดอีกครั้ง CENTCOM ประกาศเริ่มปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซสวนนงนุช จัดใหญ่ มหาสงกรานต์ดอกไม้บานรู้จัก CENTCOM หน่วยงานที่ถูกกล่าวถึงมากสุดในเวลานี้สวนนงนุชจัดพิธีเปลี่ยนธงมนตรา เติมสีสันท่องเที่ยวไทยย้อนรอยการแพ้สงครามเวียดนาม ประวัติศาสตร์ที่อเมริกาอยากลืมจับตา เจรจารอบ 2 สหรัฐฯ อิหร่าน ! เงื่อนไขสำคัญอยู่ที่โครงการนิวเคลียร์  เมื่อฮอร์มุซถูกปิดล้อม ! ทางกลับสู่โต๊ะเจรจา หรือเส้นทางสู่สงคราม ?“สามฉากทัศน์ใน ฮอร์มุซ“ เมื่อสหรัฐ ‘คุมทาง’ จีน ‘ต้องใช้ทาง’ และอิหร่าน ‘อยู่บนทาง’”ตะวันออกกลางตึงเครียดอีกครั้ง CENTCOM ประกาศเริ่มปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซสวนนงนุช จัดใหญ่ มหาสงกรานต์ดอกไม้บานรู้จัก CENTCOM หน่วยงานที่ถูกกล่าวถึงมากสุดในเวลานี้
The Insight News
ครบรอบ 19 ปี เบญจา คีตา ความรัก กับหลักไมล์ละครทีวีคุณภาพที่จากไปแล้ว

ครบรอบ 19 ปี เบญจา คีตา ความรัก กับหลักไมล์ละครทีวีคุณภาพที่จากไปแล้ว

ระวี ตะวันธรงค์
ระวี ตะวันธรงค์
กองบรรณาธิการ
2 min read

“เมื่อเรามีกัน มีความฝัน มีดนตรี”

เนื้อเพลงที่คุ้นหูจากละครในตำนานอย่างเบญจา คีตา ความรัก (2546-2547) ที่ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นกระแสรำลึกการครบรอบ 19 ปี และเป็นผลงานไว้อาลัยให้กับการจากไปของนักแสดงสาวอย่างแตงโม-นิดา พัชรวีระพงษ์ ในช่วงที่ผ่านมา อาจจะเป็นข้อพิสูจน์ว่าละครไทยนั้น จริงๆ แล้วก็ “ยังมีพลังสร้างสรรค์” อยู่ไม่น้อย และอาจจะไม่ใช่คำเพ้อเจ้อดูถูกต่อวงการคอนเทนต์ของบ้านเราไปเสียทั้งหมด หากแต่การเปลี่ยนแปลงของสังคม การเมือง และวัฒนธรรมป๊อปในบ้านเรา มันเหมือนจะถดถอยไปจนไม่เหลือสิ่งขึ้นหิ้งไว้อีก

การเดินทางมาอย่างยาวนานของเบญจา คีตา ความรัก นั้นไม่เพียงแต่สร้างการรำลึกเป็นหลักไมล์รายปี แต่หากเรามองไปในรายละเอียดต่างๆ ในเนื้อละครเรื่องนี้ มันคือปรากฎการณ์ครั้งใหญ่ในหน้าคอนเทนต์ไทย ที่จนถึงปัจจุบัน ก็ยังไม่มีเรื่องไหนสร้างปรากฎการณ์ที่เป็นตำนานแบบนี้ได้อีก

ในวันที่เจอกับความเหงา ก็มีเพื่อนเราที่คอยชิดใกล้

ย้อนกลับไปในช่วงเวลาเดียวกันนั้น ช่องเจ็ด ถือเป็นช่องตลาดการละครที่มีหลากรสชาติ ครองใจตลาดละครบ่ายและเย็นเรื่อยมา ด้วยรูปแบบการถ่ายละครประเภท “ถ่ายไป-ออนไป” รายสัปดาห์ จึงทำให้ตัวละครเป็นเรื่องราวที่อัพเดทใกล้ชิดกับกลุ่มคนดูเป็นประจำ ในยุคที่ช่องทีวียังมีตัวเลือกไม่มากเท่าปัจจุบัน แต่อย่างไรก็ตาม ละครช่องเจ็ด ในสมัยก่อนนั้น เนื้อหายังวนเวียนอยู่กับเรื่องราวความรักของชนชั้น ความรวยความจน ความทุกข์ระทมของรักที่โดนกดทับจากความลำบาก หรือตำรับละครตบตีเมียหลวงเมียน้อย ก็ยังวนเวียนมาออนแอร์แยู่ตลอด

จนกระทั่งการมาถึงของเบญจา ตีตา ความรัก เหมือนมาเพื่อพลิกทุกอย่างที่เคยเป็นในตอนนั้น กับการที่แปลกมาตั้งแต่ชื่อเรื่องที่เป็นวลีสามคำ บอกเป็นคอนเซปต์ของเรื่องแทนที่จะเป็นคำคล้องตามชื่อละครทั่วไป “เบญจา-5” “คีตา-ดนตรี” นำมาประกอบกับคำว่า “ความรัก” และรวมกันนำเสนอเป็น “ละครวัยรุ่น” อย่างเต็มรูปแบบ เรื่องราวหลักของเรื่องไม่ใช่การตะกายดาว การสู้ชีวิตของชนชั้นหนึ่ง หรือครอบครัวของเด็กกำพร้าแบบที่ผ่านมา แต่เป็น “วัยรุ่น ดนตรี และความรัก” ซึ่งเป็นการเข้าถึงกลุ่มคนดูอีกชุดหนึ่งอย่างสิ้นเชิง เรื่องราวของมิตรภาพในรั้ววิทยาลัยดนตรี โดยเล่าผ่านกลุ่มนักแสดงรุ่นใหม่ยกเซ็ตของช่องทั้งหมด ละครที่มาในรูปแบบโรแมนติกคอมมาดี้อารมณ์ดี ไม่ต้องดราม่านองน้ำตาเหมือนเรื่องอื่นๆที่ผ่านมา

แม้จะช่องเจ็ดจะมีการปูละครที่เกี่ยวข้องกับวัยรุ่นมาก่อนหน้านั้นแล้ว อย่างแดนซ์ไม่เซ่อเลยเจอรัก (2546) มาเพื่อชิมลาง แต่ภาพนำเสนอของเบญจา คีตา ความรัก ที่มาพร้อมกับการเปิดไตเติ้ลละครด้วยเพลงป๊อป และรูปแบบของวงดนตรีขนาดใหญ่นั้นชัดกว่า เป็นเหมือนรายการดนตรีที่เอานักแสดงมาร้องเพลงมากกว่าเป็นละคร ยิ่งเป็นการทำให้ความแปลกใหม่นี้ ติดตาคนดูในตอนนั้นเป็นอย่างมาก จนทำให้ตลอดเวลาทั้ง 13 ตอนที่ออนแอร์ ก็สามารถพิชิตเรตติ้งที่ดีที่สุดของช่วงเวลานั้นไปได้

ถูกใจคนไหน ชอบคนไหน

นักแสดงที่มีความหลากหลายอย่างแท้จริงของเบญจา คีตา ความรัก แบ่งออกเป็น 5 คู่ 5 สไตล์อย่างชัดเจน คาแรกเตอร์ที่ชัด และมีความขัดแย้งกันอย่างลงตัว ทำให้เกิดกระแสการจับจอง “เมน” ของคนดูตามไปด้วย ซึ่งถือเป็นวัฒนธรรมป๊อปที่มาก่อนกาล ก่อนที่จะมีการผลิตไอดอลและกลุ่มแฟนคลับที่จับจองเมนคนโปรดที่เพิ่งมีมาในยุคหลังนี้เสียอีก

คู่พระนางทั้ง 5 คน มีความแตกต่างกันในหลายๆประเด็น เริ่มจากกลุ่มพระเอกที่เป็นตัวท็อปของโรงเรียน อยู่ฟากฝั่งของดนตรีสากล ที่เป็นตัวแทนของความติดตลาด การได้รับการชื่นชมในความหล่อเหลา กระแสนิยมสมัยใหม่ ถูกจับมาคู่กับขั้วตรงข้ามของกลุ่มนางเอกที่เรียนดนตรีไทย เป็นตัวแทนของสิ่งที่กำลังจะตายหายไปจากสังคมแล้ว ซึ่งทั้งสองขั้วนี้ ต้องหาจุดสมดุลที่จะต้องอยู่ร่วมกันเป็นสายสัมพันธ์แห่งดนตรีที่แน่นแฟ้นขึ้นมาได้ ซึ่งถือเป็นเนื้อหาที่ทันสมัยมาก และมีประโยชน์ต่อการอุ้มชูความเป็นไทย ให้ไปในรูปแบบป๊อปสากลได้อย่างสมดุล

ซึ่งการจับคู่พระนางทั้ง 5 เบญจานั้น ยังเน้นความเป็นขั้วตรงข้ามกันอย่างชัดเจน ผู้ชายสีขาวดนตรีคลาสสิค-นางเอกขาร็อคสีดำกีตาร์ไฟฟ้า ผู้ชายติดดิน-นางเอกติดเทคโนโลยี ผู้ชายเจ้าชู้-ผู้หญิงเรียบร้อย ผู้ชายมีระเบียบ-ผู้หญิงซุ่มซ่าม ผู้ชายสายกีฬา-ผู้หญิงนักดนตรี ความคู่ตรงข้ามที่ชัดเจนแบบนี้ ช่วยขับชูให้ตัวละครแต่ละคู่กลายเป็นตัวละครที่มีเสน่ห์

และแม้แต่ฝั่งตัวร้ายเอง ที่ไม่ได้มาในรูปแบบของนางร้ายละครไทย ชุดแดง ทาปากแดง กรี๊ดกร๊าดวี้ดว้ายเพื่อเป็นบ้าหรือตายไป แต่เป็นครั้งแรกที่เราเห็นตัวละครเป็นแกงค์วัยรุ่นสาวร้ายๆในวิทยาลัยดนตรี เป็นตัวแม่ ตัวแรงรุ่นพี่ ที่ไม่ชอบให้ใครมาเทียบรัศมีของตัวเองได้ ประหนึ่งตัวร้ายของหนังวัยรุ่นอเมริกันผมบลอนด์ที่ทั้งแก๊งจะต้องมีสามเสมอ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทันสมัยมากในช่วงเวลาเดียวกัน และการนำเสนอภาพของตัวร้ายในลักษณะสาวมั่น ที่แม้แต่คนดู ก็อยากจะจับจองเป็นตัวละครฝั่งตัวร้ายไม่แพ้กับฝั่งตัวดี

เส้นทางของฉัน

แม้จะเป็นละครวัยรุ่นอย่างเต็มรูปแบบ แต่ความช่องเจ็ด ความไทยที่ยังเข้มข้นก็ยังสอดแทรกอยู่ในเนื้อละครเหมือนเดิม กับการพูดถึงกลืนกินของทุนนิยมใหญ่ อย่างเจ้าของห้างที่พยายามจะไล่ที่ร้านโลงศพเล็กๆ ออกไปจากตรอก และการนำเสนอภาพของเพลงป๊อป ให้เหมือนเป็นภาพแทนของความทันสมัยของตะวันตกที่กำลังจะเข้ามากลืนกินสิ่งที่เป็นรากเหง้าเดิมของความเป็นไทย กลุ่มทุนที่พ่วงกับนักการเมือง และการใช้คลื่นเสียงในการควบคุมจิตใจของคนเพื่อผลประโยชน์ เป็นสิ่งที่สะท้อนการเมืองยุคสมัยการเมืองนั้น ซึ่งละครออนแอร์ในช่วงปี 2546 ถึงต้นปี 2547 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เกิดปัญหามากกับการที่กลุ่มทุนใหญ่มีโอกาสเข้ามาในสนามการเมืองนั่นเอง

แต่แม้จะเป็นการนำเสนอที่หนักหน่วงและยังติดกับดักความเป็นไทย ช่วงปัญหาของการมองกลุ่มทุนเป็นทุนนิยมสามานย์อยู่มาก แต่ด้วยการที่เรื่องได้พุ่งความสำคัญมายังวัยรุ่นแทนวัยผู้ใหญ่ และนำเสนอมันในรูปแบบของป๊อป ทำให้เนื้อหาที่หนักหน่วงนั้น กลายเป็นความคอมมาดี้ และไหลเรื่องราวไปอย่างมีท่วงทำนองที่น่าสนใจ รวมถึงการให้ตอนจบของเรื่องเป็นการหาจุดกึ่งกลางที่สมดุลได้ระหว่างความไทยและสากล กับฉากคอนเสิร์ตที่สาวๆจากดนตรีไทย ได้จัดแสดงคอนเสิร์ตร่วมกับดนตรีสากลอย่างทันสมัย ซึ่งจนถึงปัจจุบัน ก็ยังไม่พบคอนเทนต์ที่เป็นละครเพลงไทยและสากลที่สามารถหาจุดกึ่งกลางสมดุลได้แบบเบญจา คีตา ความรักอีกเลย

และตลอดเวลา 19 ปี ก็มีการพูดถึงการนำละครเรื่องนี้มารีเมคอยู่บ่อยครั้ง แต่ทว่าโปรเจ็คก็ต้องพับปิดไป พร้อมด้วยการทักท้วงจากแฟนละครจำนวนมากว่า “อย่าหาทำ” เด็ดขาด เพราะเบญจา คีตา ความรัก เป็นตำนานและขึ้นหิ้งมาก ต้นฉบับทำไว้ดีเกินกว่าจะมีเวอร์ชั่นรีเมคมาทำให้ความศักดิ์สิทธิของมันหายไป

และนั่นทำให้ละครเรื่องนี้ เป็นหนึ่งในไม่กี่เรื่องที่ไม่เคยมีการรีเมค และขึ้นเป็น Original Series ยอดเยี่ยมเรื่องหนึ่งของวงการละครไทยตลอดกาล

ก็เพราะเรามีดนตรีในหัวใจ

“เหมือนพวกเราเป็นผู้มาก่อนกาลเลยนะ คือเรามีหลายคู่ แล้วก็มีเพลง ทุกคนก็ได้ร้องเพลง แล้วเพลงก็วัยรุ่น คือเรามาก่อนในหลายๆ เรื่อง”

– เมี่ยง อติมา (Sing With Me EP.9)

องค์ประกอบอีกอย่างที่สำคัญของเบญจา คีตา ความรัก ที่ทำให้กลายเป็นวัฒนธรรมป๊อปที่ประสบความสำเร็จมาตลอด 19 ปี นั่นคือ “อัลบั้มเพลงประกอบละคร”​ ซึ่งถือเป็นสิ่งที่ยืนยันความ “มาก่อนกาล” อย่างแท้จริงของความเป็น Soft-Power ที่ควรเป็น เพราะหากเรามองมาที่ยุคปัจจุบัน ที่วงการ Soft-Power ที่ประสบความสำเร็จไปทั่วโลกอย่าง K-Pop นั้น องค์ประกอบที่สำคัญนั้น ไม่เพียงแต่คอนเทนต์เท่านั้นที่ส่งออกไปทั่วโลก แต่เพลงของไอดอลและศิลปินในวงการ ที่ทั้งประกอบละครและซิงเกิ้ลเดี่ยวในอุตสาหกรรมดนตรี ก็เคียงคู่ตามไปด้วยกันอย่างสง่างาม

เบญจา คีตา ความรัก เป็นอัลบั้มเพลงประกอบละคร ที่มีอยู่ทั้งสิ้น 12 เพลง และแต่ละเพลงมีความหมายและสไตล์ที่แตกต่างมาก เพลงเปิดตัวอย่างดนตรีในหัวใจ ที่แค่เปิดตัวไตเติ้ลละครมาก็แปลกใหม่ ไม่เหมือนกับเพลงละครเรื่องอื่นๆ กับการขับชูเรื่องมิตรภาพและดนตรีเป็นเนื้อหาหลัก ไม่ปรากฎเรื่องราวความรักแบบเศร้าหมองแบบที่เพลงรักเพลงละครโดยทั่วไปนำเสนอ 

เมื่อเรามีกัน มีความฝัน มีดนตรี และยังคงมีพลังสร้างสรรค์

รวมถึงเพลงอื่นๆ อย่าง “ฉันไม่ใช่เจ้าชาย” ที่เป็นเพลงช้าบอกรักแบบวัยรุ่น ก็กลายเป็นเพลงฮิตติดชาร์ท เพลง “เพื่อวันที่ดีกว่า” ที่มีเนื้อหาแบบเพลงเพื่อชีวิต แต่นำเสนอในรูปแบบเพลงป๊อป หรือแม้แต่เพลง “ไม่ว่าง” ที่เนื้อหาจิกกัดประชดประชัน ก็กลายเป็นหนึ่งในเพลงตำนานที่หลายคนยังร้องมาได้จนถึงปัจจุบัน ทั้งๆที่เป็นเพลงของฟากฝั่งตัวร้ายของเรื่อง รวมไปถึงเพลงที่ดัดแปลงมาจากท่วงทำนองเพลงไทยสากลยุคเก่า อย่าง “สายชล” หรือ “ตราบสิ้นลมหายใจ” ที่มีเนื้อหาแบบยุคเก่า แต่กลับถูกรวมเข้ามาในอัลบั้มเพลงประกอบละครที่ป๊อป และร้องโดยนักแสดงวัยรุ่นได้อย่างลงตัว

ซึ่งตัวเพลงประกอบละครทั้ง 12 เพลง ได้นำเสนอความเป็นเบญจา คีตา ความรัก อย่างตรงประเด็นหลักของละครทั้งเรื่อง ผ่านช่วงเวลาต่างๆ ที่ละครได้เล่าไปและมีเพลงประกอบ

แต่สิ่งที่เป็นความน่าทึ่งมากๆ อีกอย่างคือ เราต้องอย่าลืมว่าละครเรื่องนี้ถูกผลิตขึ้นมาผ่านกระบวนการแบบ “ถ่ายไปออนไป” ในสมัยนั้น ซึ่งกระบวนการทำงานอยู่บนพื้นฐานที่จำกัดและเร่งรีบ เหล่านักแสดงและทีมงานที่ต้องทำงานให้เสร็จตามเวลาออนแอร์ในแบบละครช่องยุคอนาล็อก ซึ่งถือเป็นงานหินของกองละครยุคนั้น ที่จะแหวกแนวออกมาทำละครเพลงวัยรุ่นจนประสบความสำเร็จได้ซักเรื่องจึงไม่ใช่เรื่องง่าย ซึ่งทีมงานและนักแสดงที่ทำงานในกระบวนการทีวียุคนั้น จะแทบไม่รู้ว่าหลักไมล์ความสำเร็จของตัวละครอยู่ในระดับไหนจนกว่าละครจะออนแอร์ไปแล้ว เพราะไม่มีโซเชียลมีเดีย มีเพียงระบบเรตติ้งที่เจ้าของช่องเป็นผู้ถือข้อมูลดูแลเท่านั้น

จนกระทั่งละครและเพลงประกอบ ยืนยันความสำเร็จอย่างงดงามในรายการ 7 สีคอนเสิร์ต เป็นครั้งแรกที่เหล่านักแสดงได้ไปโชว์ตัวครั้งแรกหลังจากละครออนแอร์ และกลายเป็นปรากฎการณ์เบญจา คีตา ความรักฟีเวอร์ไปทั่วประเทศ ถือเป็นจุดสูงสุดของละครเรื่องนี้ 

และยังคงเป็นเช่นนั้นต่อมาอีก 19 ปีต่อมา

เพื่อวันที่ดีกว่า จะเดินไปข้างหน้า ด้วยศรัทธาที่เต็มเปี่ยมในหัวใจ

เนื่องจากเป็นละครยุคเก่า ทั้งรูปแบบการถ่ายไปออนไป ที่อาจจะทำให้มีบางช่วงบางตอนของเนื้อละครนั้นประดัดประเดิดอยู่หลายจุด แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป การใช้แว่นของยุคที่เต็มไปด้วยการแข่งขันทางคอนเทนต์สูงแบบดิจิตอลสตรีมมิ่ง การกลับไปมองเบญจา คีตา ความรัก ในอดีต เราอาจจะรู้สึกติดขัดในหลายประเด็นอยู่บ้าง ซึ่งในปัจจุบัน เบญจา คีตา ความรัก ถูกนำกลับมาให้รับชมได้อีกครั้งใน Bugaboo Inter ซึ่งเป็นระบบ Streaming ของทางช่อง 7HD 

แต่ถึงแม้จะเป็นละครยุคเก่า ที่เต็มไปด้วยจุดสะดุดในแว่นสมัยใหม่ แต่ด้วยหลักไมล์ความ “ใหม่และสด” ของวงการคอนเทนต์ยุคนั้น ทำให้ตัวละครถูกพูดถึงอยู่บ่อยครั้งและกลายเป็นหน้าประวัติศาสตร์ที่ควรจดจำ ทั้งตัวเนื้อละคร นักแสดง และเพลงประกอบ เป็นสามองค์ประกอบที่เป็นฐานที่แข็งแรงของการพัฒนาสิ่งที่เรียกว่า Soft Power แบบไทยที่ควรเป็น

“จริงๆ เบญจา คีตา ความรัก เนี่ย มีคนพูดถึงทุกปี แล้วเราโชคดีที่ได้เล่นเรื่องนี้ ได้มาเจอเพื่อน ได้มาเจอทีมวัยรุ่นด้วยกัน”

– บิ๊ก ภูชิสะ (Sing With Me EP.9)

และมันเป็นสิ่งที่ทำให้เห็นว่า จริงๆ แล้ว ความสร้างสรรค์ของคอนเทนต์ไทยนั้นมี และมีมานานแล้ว แม้แต่ในยุคที่อะไรๆที่เป็นโลกดิจิทัลยังไม่พร้อมมาก ระบบการคิดละครยังยืนพื้นอยู่บนฐานของการป้อนละครให้ตรงตามเวลาออนแอร์อยู่เลยด้วยซ้ำ แต่ความป๊อปที่อมตะ ก็ยังสามารถงอกออกมาได้จนกลายเป็นตำนาน

ซึ่งเมื่อเทียบกับในยุคนี้ ที่ความพร้อมของการนำเสนอละคร กระบวนการทำงานที่มีโอกาสผ่านช่วงคิดที่ไม่เร่งร้อน การทำเพลง ระบบรีรัน การ Streaming คุณภาพงานที่พร้อมกว่าตอนนั้นมาก เรากลับมองหาคอนเทนต์น้ำดีที่จะกลายเป็นตำนานได้ยากขึ้นทุกที

“วันนี้เรามีแล้วทุกสิ่ง มีพร้อมแล้วทุกๆอย่าง สิ่งที่ฝันก็เป็นได้ดั่งใจ 
บนถนนของการเริ่มใหม่ มีแต่วันดีดี
แต่เราก็ยังไม่เคยลืม ทางที่เราได้ข้ามมา กับปัญหาทุกอย่างที่เคยมี 
เราเข้มแข็งได้ในวันนี้ ก็เพราะมีความฝันอันยิ่งใหญ่ 
เราไม่เคยท้อ ไม่เคยจะหมดหวัง ยังมีแรงที่จะมุ่งไป”

เนื้อเพลงเพื่อวันที่ดีกว่า จากตัวละคร ที่เหมือนจะส่งข้อความบางอย่างผ่านกาลเวลามาตลอด 19 ปี อาจจะพูดถึงสิ่งที่วงการคอนเทนต์ไทยจะเดินต่อไปได้เป็นอย่างดี ว่าหลังจากนี้เราจะสามารถสร้างสรรค์สิ่งที่ดีกว่าได้หรือไม่

ละครน้ำดีที่จะกลายเป็นตำนานขึ้นหิ้งต่อไปในอีก 19 ปีข้างหน้านี้จะเป็นไปได้หรีอไม่อย่างไร

ละครน้ำดี แบบที่เบญจา คีตา ความรัก เคยกรุยทางไว้ให้เรา

ภาพประกอบ: ช่อง 7 HD, ดาราวิดีโอ, Bugaboo Inter, Camy Channel

ระวี ตะวันธรงค์
Author

ระวี ตะวันธรงค์

แชร์บทความนี้

ช่วยกระจายข่าวเชิงลึกให้คนมากขึ้น

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ดูในหมวด ร่วมด้วยช่วยแกง

กยศ. หนอชีวิต ลิขิตให้ต้องตามเงินคืนไป ไม่มีวันทำงานไม่ได้

เป็นกระแสดราม่าถกเถียงกันบนโลกออนไลน์กันไปอีกประเด็น และเหมือนจะเป็นประเด็นที่สลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนมาทุกปี ทุกรอบ ทุกไตรมาส เมื่อมีการทวงถามตามหนี้

ระวี ตะวันธรงค์··1 min read

ในโลกแห่งความเท่าเทียม Pop Culture และซูเปอร์ฮีโร่ จริงมั้ยที่อะไรๆ ก็ยัดเยียด LGBTQ+

ภาพยนตร์จากฟากฝั่งฮอลีวู้ดเกิดการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ และไม่แคร์ว่าจะถูกแบนในประเทศไหนๆเพียงเพราะมีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับ LGBTQ เสียด้วย

ระวี ตะวันธรงค์··2 min read

เพราะธงรุ้งเดือน Pride มันมาคนละเฉด ดังนั้นจะมาเท่าเทียมเหมือนกันไม่ได้

ความ Pride ที่เพิ่มมากขึ้น ก็เลยกลายเป็นว่ามีหลายแหล่งที่การขึ้นธงรุ้ง ไม่ได้มาในรูปแบบของการสนับสนุนความหลากหลายทางเพศจริงๆ หรอกนะเออ

ระวี ตะวันธรงค์··1 min read

นับจากนี้ทุกพื้นที่มีแต่เขียว กับชัชชาติ ผู้ว่าฯ กทม. ในคราบ Pop Culture

แม้จะเป็นการรับภาระงานตามคำพูดของคุณชัชชาติ แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าชัยชนะนี้ เป็นปรากฎการณ์ที่กลายเป็น Pop Culture ทางการเมืองที่น่าสนใจ

ระวี ตะวันธรงค์··2 min read