นับตั้งแต่การเลือกตั้งปี 2562 เราได้เห็นการเปลี่ยนผ่านจากรัฐบาลทหาร หรือ รัฐบาล คสช. สู่รัฐบาลผสมพลเรือนหลากสี แต่หากมองลึกลงไปถึง “โครงสร้างอำนาจ” สิ่งที่กำลังก่อตัวขึ้นไม่ใช่การล่มสลายของระบอบ คสช. แต่คือ “การสืบทอดอำนาจ” ที่แนบเนียนที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย
นี่คือเรื่องราวของ “2 ระบอบ” ที่ไม่ได้มีจุดเริ่มต้นเกี่ยวข้องกัน แต่ยิ่งนานวันกลับยิ่งร้อยรัดเข้าหากัน นั่นก็คือ “ระบอบ คสช.” ผู้วางรากฐานอำนาจ และ “ระบอบสีน้ำเงิน” ผู้สืบทอดอำนาจในปัจจุบัน
1. รัฐธรรมนูญ 2560: กติกาที่สร้างมาเพื่อสืบอำนาจ
เป้าหมายสูงสุดของ คสช. ไม่ใช่แค่การยึดอำนาจชั่วคราว แต่คือการจัดระเบียบการเมืองใหม่ เพื่อตัดกำลังพรรคการเมืองมวลชนขนาดใหญ่ เครื่องมือสำคัญคือการออกแบบกติกาเลือกตั้งที่ลดทอนความสำคัญของอุดมการณ์พรรค เชิดชูผู้มีอิทธิพลในพื้นที่
แต่ผลลัพธ์ของวิศวกรรมทางการเมืองนี้ ไม่ได้ทำให้พรรคของทหารเข้มแข็งอย่างที่ตั้งใจ แต่กลับเป็นดินที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดให้พรรคการเมืองแนว “บ้านใหญ่” อย่าง “พรรคภูมิใจไทย” เติบโต ด้วยกติกาที่เอื้อให้พวกเขาสามารถใช้เครือข่ายอุปถัมภ์ดูด สส. เขตเข้าสภาได้เป็นกอบเป็นกำ จนกลายสภาพเป็นขั้วอำนาจสำคัญที่ขาดไม่ได้ในการตั้งรัฐบาล

2. จาก “นั่งร้านค้ำบัลลังก์” สู่ “ผู้สืบทอดอำนาจ”
ในช่วงที่ คสช. พยายามสืบทอดอำนาจผ่านพรรคทหาร พวกเขาขาดรากฐานทางการเมืองที่ลึกซึ้ง “พรรคภูมิใจไทย” จึงก้าวเข้ามาเป็น “นั่งร้าน” ค้ำยันเสถียรภาพให้ผู้นำพรรคทหาร
แต่การค้ำยันนี้มีราคาแพงลิ่ว ภูมิใจไทยเรียกเก็บค่าเช่าทางการเมืองด้วยการยึดกุมกระทรวงเกรด A อย่างกระทรวงคมนาคม สาธารณสุข และมหาดไทย
กลไกเหล่านี้คือท่อน้ำเลี้ยงชั้นดี งบประมาณตัดถนน เครือข่าย อสม. และอำนาจของฝ่ายปกครอง ถูกนำมาหล่อเลี้ยงเครือข่ายบ้านใหญ่ทั่วประเทศ ยกระดับจากพรรคตัวแปรระดับภูมิภาค สู่การเป็นผู้จัดการผลประโยชน์ระดับชาติ จนทำให้ภูมิใจไทยเติบใหญ่ กลายเป็น “ระบอบสีน้ำเงิน” ในวันนี้
3. ระบอบสีน้ำเงิน กับสมาชิกวุฒิสภา
พัฒนาการที่ตอกย้ำว่าระบอบสีน้ำเงินคือ “ผู้สืบทอด” โครงสร้างอำนาจ คสช. เกิดขึ้นจากกระบวนการสรรหา สว. ในปี 2567 คสช. ออกแบบกติกาการคัดเลือก สว. ให้ซับซ้อนที่สุดเพื่อกันชนชั้นกลางและพรรคการเมืองมวลชน แต่ระบบนี้กลับพ่ายแพ้ให้กับความเชี่ยวชาญในการจัดตั้งคนระดับฐานรากของ “ระบอบสีน้ำเงิน”
โดยมีการตั้งข้อสงสัยว่า สว. จำนวน 60 – 70 % เป็นคนของระบอบสีน้ำเงิน ที่ส่งผลให้ระบอบสีน้ำเงินได้ครอบครอง “ดาบอาญาสิทธิ์” สองเล่มที่ คสช. เคยถือไว้ ได้แก่
(1) สิทธิ์การแก้รัฐธรรมนูญและกฎหมายสำคัญทุกครั้ง ต้องผ่านความเห็นชอบ 1 ใน 3 ของ สว.
(2) อำนาจชี้ตายนายกฯ และพรรคการเมือง ผ่านการให้ความเห็นชอบและรับรองบุคคลที่เข้าสู่องค์กรอิสระ ของ สว.

4. ระบบสีน้ำเงิน หัวขบวนใหม่ของกลุ่มอนุรักษ์นิยม
ทุกวันนี้ ระบอบสีน้ำเงินไม่ใช่ “นอมินี” ของ คสช. พวกเขาไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยอุดมการณ์รัฐราชการเบ็ดเสร็จ แต่ขับเคลื่อนด้วยการจัดสรรและผลประโยชน์ทางการเมือง
เมื่อกองทัพเสื่อมถอยและพรรคทหารแตกสลาย กลุ่มอนุรักษ์นิยมที่เคยพึ่งพา คสช. จำเป็นต้องหาตัวแทนใหม่เพื่อต้านทานกระแสการเปลี่ยนแปลงจากพรรคการเมืองแนวคิดก้าวหน้า
ระบอบสีน้ำเงินที่คุมทั้ง สส. ในสภาล่าง (พรรคภูมิใจไทย) และถูกตั้งข้อสงสัยว่า คุม สว. ในสภาบน จึงถูกยกระดับขึ้นเป็น “ผนังทองแดงกำแพงเหล็ก” ของกลุ่มอนุรักษ์นิยม
5. บทสรุป: การสืบอำนาจผ่านกลไกเกื้อกูล
ระบอบสีน้ำเงินคือการสืบทอดอำนาจ คสช. ในรูปแบบของพันธมิตรเชิงโครงสร้างที่พึ่งพาอาศัยกัน
คสช. เป็นผู้วางสถาปัตยกรรมทางกฎหมาย ส่วนระบอบสีน้ำเงินใช้เครือข่าย สส. เข้าค้ำยันกลุ่มอำนาจเดิม แลกกับการกุมทรัพยากรรัฐเพื่อขยายฐานอำนาจ เมื่อพรรคทหารถึงจุดเสื่อมถอย ระบอบสีน้ำเงินที่เติบโตเต็มที่จึงก้าวขึ้นมารับไม้ต่อ ทำหน้าที่พิทักษ์กติการัฐธรรมนูญปี 2560 และเครือข่ายองค์กรอิสระแทน
นี่คือการสืบทอดอำนาจที่แนบเนียนที่สุด อำนาจไม่ได้ถูกแย่งชิง แต่ถูกส่งต่อผ่านดีลที่ลงตัว เพียงแค่เปลี่ยนหน้าฉากจาก “พรรคลายพราง” เป็น “เครือข่ายบ้านใหญ่” โดยที่โครงสร้างอำนาจอนุรักษ์นิยมยังคงเดินหน้าต่อไปได้อย่างสมบูรณ์
บทความโดย ศราวุธ เอี่ยมซี่ยม
Srawut
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ดูในหมวด Editor →2569 ระบอบสีน้ำเงิน ครองเมือง
พ.ศ. 2569 การเมืองไทยเข้าสู่สภาวะดุลยภาพใหม่ที่ถูกจัดระเบียบโดย “ระบอบสีน้ำเงิน” ซึ่งเป็นเครือข่ายอำนาจที่มีประสิทธิภาพในประวัติศาสตร์การเมืองร่วมสมัย
ชำแหละโครงการ TH-AI Passport คุ้มงบฯ 1.62 พันล้านบาท หรือไม่ ?
โครงการ TH-AI Passport มูลค่า 1.62 พันล้านบาทถูกตั้งคำถามเรื่องความคุ้มค่าและความโปร่งใส โดยพบข้อสงสัยเกี่ยวกับกลไกงบประมาณและการจัดซื้อจัดจ้าง
รู้จัก “ส่องรัฐ” แพลตฟอร์ม AI ของประชาธิปัตย์ ตรวจสอบการใช้งบฯ รัฐบาล
ส่องรัฐ เป็นแพลตฟอร์ม AI ของพรรคประชาธิปัตย์ที่ใช้ตรวจสอบการใช้งบประมาณของรัฐบาล
เปิดรายงานสภาพัฒน์ ถอดรหัสอนาคต: เมื่อ AI ไล่ล่าตลาดแรงงานไทย
สภาพัฒน์เปิดรายงานภาวะสังคมไทยเกี่ยวกับผลกระทบของ AI ต่อตลาดแรงงาน โดยพบว่า 2.2 ล้านคนเสี่ยงถูกทดแทนโดยสิ้นเชิง โดยส่วนใหญ่เป็นผู้จบปริญญาตรีขึ้นไป




