ผลสำรวจ “โค้งแรก สนามเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569” ของนิด้าโพล สะท้อนภาพการเมืองที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เมื่อการโจมตีทางการเมืองด้วยข้อกล่าวหารุนแรง กลับยังไม่สามารถสร้างแรงสั่นสะเทือนจาอความนิยมของผู้ว่าฯ คนปัจจุบันได้
ตัวเลขที่ปรากฏไม่เพียงบอกว่าใครกำลังนำ แต่ยังสะท้อนให้เห็นว่าประชาชนกำลังใช้เกณฑ์อะไรในการตัดสินใจเลือกผู้นำเมืองหลวง
1. แชมป์เก่ายังครองเกม ทิ้งคู่แข่งแบบไม่เห็นฝุ่น
ตัวเลขจากผลสำรวจชี้ชัดว่า “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ยังคงเป็นตัวเต็งอันดับหนึ่งอย่างไร้ข้อกังขา ด้วยคะแนนนิยมสูงถึง 67.30%
ขณะที่กลุ่มผู้ยังไม่ตัดสินใจมีอยู่ 10.20% ส่วนผู้สมัครจากพรรคประชาชน “ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร” ตามมาเป็นอันดับสองที่ 8.20 %
สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือ “ชัชชาติ” สามารถครองคะแนนนิยมเกิน 60% ได้ในทุกโซนของกรุงเทพฯ และทำสถิติสูงสุดในพื้นที่กรุงเทพเหนือที่ 70.56%
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าฐานเสียงเดิมยังคงเหนียวแน่น และยังไม่ปรากฏสัญญาณการไหลออกของคะแนนนิยมอย่างมีนัยยะ

2. “ระบอบอากง” วาทกรรมร้อน แต่ไม่กระทบกับคะแนนนิยม
อีกประเด็นที่ถูกจับตามองคือ ช่วงเวลาที่มีการเก็บข้อมูลสำรวจระหว่างวันที่ 2-4 มิถุนายน 2569 ตรงกับช่วงที่เกิดการเปิดประเด็นโจมตีเรื่อง “ระบอบอากง”
ข้อกล่าวหาดังกล่าวมีเนื้อหารุนแรง ตั้งแต่การอ้างถึงการซื้อขายตำแหน่งผู้อำนวยการเขต การเรียกรับผลประโยชน์ในหน่วยงานโยธา ไปจนถึงการกล่าวอ้างว่ามี “ผู้ว่าฯ เงา” คอยกำกับการบริหารงานอยู่เบื้องหลัง
หากมองเพียงเนื้อหาของข้อกล่าวหา หลายคนอาจคาดว่ากระแสดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อคะแนนนิยม
แต่ผลโพลกลับสะท้อนภาพตรงกันข้าม คะแนนนิยมที่ยังคงอยู่ในระดับสูงถึง 67.30% แสดงให้เห็นว่า ประเด็นดังกล่าวยังไม่สามารถเปลี่ยนแปลงความนิยมของคนกรุงเทพฯ ที่มีต่อ “ชัชชาติ” ได้เลย

3. ทำไมข้อกล่าวหาทุจริตจึงยัง “เจาะไม่เข้า” ?
คำตอบสำคัญอาจไม่ได้อยู่ที่ประชาชนมองข้ามเรื่องทุจริต แต่อยู่ที่ “น้ำหนักของหลักฐาน”
ในยุคที่ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้ตลอดเวลา การกล่าวหาเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอที่จะเปลี่ยนความเชื่อของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
ผู้คนจำนวนมากต้องการเห็นหลักฐานที่จับต้องได้ ไม่ว่าจะเป็นเอกสาร เส้นทางการเงิน พยานหลักฐานเชิงประจักษ์ หรือผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่มีอำนาจโดยตรง
ตราบใดที่ข้อกล่าวหายังอยู่ในระดับของการตั้งข้อสงสัยหรือการแถลงข่าวทางการเมือง ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยจึงอาจมองว่านี่เป็นเพียงยุทธวิธีในช่วงก่อนการเลือกตั้งเท่านั้น
4. ความได้เปรียบของ “ผู้ดำรงตำแหน่ง”
อีกปัจจัยหนึ่งที่ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้คะแนนนิยมของ “ชัชชาติ” คือสถานะของผู้ดำรงตำแหน่งที่ทำงานอยู่ในพื้นที่มาแล้ว 4 ปี
ประชาชนมีโอกาสประเมินผลงานจากประสบการณ์ตรง มากกว่าการรับรู้ผ่านคำโฆษณาหรือคำวิจารณ์ทางการเมือง
เมื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีภาพจำเกี่ยวกับผลงานอยู่แล้ว การโจมตีที่ยังขาดหลักฐานชัดเจนจึงยากที่จะสั่นคลอนความเชื่อมั่นที่สะสมมาได้ในเวลาอันสั้น

5. โจทย์ใหญ่ของฝ่ายท้าชิง
บทเรียนสำคัญจากสนามเลือกตั้งโค้งแรกครั้งนี้ คือการโค่นผู้สมัครที่มีคะแนนนิยมสูง ไม่สามารถทำได้ด้วยการสร้างวาทกรรมเพียงอย่างเดียว
ยิ่งเมื่อคู่แข่งมีฐานคะแนนอยู่ในระดับเกือบ 70% การโจมตีเชิงการเมืองแบบรายวันอาจไม่เพียงพอที่จะเปลี่ยนสมการการเลือกตั้ง
หากฝ่ายท้าชิงต้องการลดช่องว่างดังกล่าวลงจริง สิ่งที่จำเป็นคือหลักฐานที่มีความน่าเชื่อถือสูง มีน้ำหนักทางกฎหมาย หรือมีข้อเท็จจริงที่สามารถตรวจสอบได้อย่างชัดเจน
6. บทสรุป
ผลสำรวจโค้งแรกของการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 กำลังส่งสัญญาณสำคัญว่า “วาทกรรม” เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอที่จะเปลี่ยนพฤติกรรมการตัดสินใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้งอีกต่อไป
อย่างน้อยในเวลานี้ ข้อกล่าวหาเรื่อง “ระบอบอากง” ยังไม่สามารถสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อฐานคะแนนนิยมของชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้
และหากไม่มีหลักฐานที่หนักแน่นกว่านี้ การโจมตีเรื่องความโปร่งใสอาจกลายเป็นเพียงเสียงรบกวนทางการเมือง ที่ไม่ส่งผลต่อผลลัพธ์ในคูหาเลือกตั้งในท้ายที่สุด
อ้างอิง : นิด้าโพล / โค้งแรก สนามเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569
บทความโดย ศราวุธ เอี่ยมเซี่ยม
Srawut
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ดูในหมวด Editor →เปิดประวัติ “บิ๊กราญ” พล.ต.อ.สำราญ นวลมา ผบ.ตร. คนที่ 16
พล.ต.อ.สำราญ นวลมา ได้รับการเห็นชอบให้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ คนที่ 16 โดยมีระยะเวลาในตำแหน่งยาวนาน 7 ปี
ทำความรู้จัก “กฤชเทพ สิมลี” เพื่อนสนิทเนวิน “เลขาฯ รมว.คมนาคม คนใหม่”
กฤชเทพ สิมลี ศิษย์เก่า OSK 90 ได้รับแต่งตั้งเป็นเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม โดยมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเนวิน ชิดชอบ
เปเล่ คริสโตเฟอร์ วอชิงตัน : สร้างคอนเทนต์อย่างไรให้คนจดจำ ?
เปเล่ คริสโตเฟอร์ วอชิงตัน สอนวิธีสร้างคอนเทนต์ให้คนจดจำ โดยเน้นการหลีกเลี่ยงการไล่ตามกระแส การค้นหาความแตกต่าง และการกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน
ปฐมบท EP1 : ทำความเข้าใจ รายได้สื่อจากอดีตสู่ปัจจุบัน
ซีรีย์รายได้สื่อ EP1 ย้อนกลับไปเมื่อ 25-30 ปีก่อน เมื่อเรตติ้งเป็นตัววัดมูลค่าสื่อ และรายได้โฆษณาเข้มข้น แต่วันนี้ผู้ชมกระจายตัวไปบนแพลตฟอร์มต่างๆ ทำให้โครงสร้างรายได้เปลี่ยนไป




