
ตั้งฮับรถสันดาปกับเป้าลดก๊าซเรือนกระจก ความย้อนแย้งของรัฐบาลเศรษฐา
ประเทศไทยได้ประกาศเป้าหมายในการที่จะเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ในปี 2593 และปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2608 ต่อที่ประชุมภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศครั้งที่ 26 หรือ UN Climate Change Conference of the Parties (COP26) ทำให้ที่ผ่านมารัฐบาลได้ดำเนินนโยบายต่างๆ และส่งเสริมภาคเอกชนทุกภาคส่วน ภาคประชาชน เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งจากภาคการขนส่ง ภาคการผลิตไฟฟ้า ภาคอุตสาหกรรม และภาคการเกษตร พร้อมออกมาตรการสร้างแรงจูงใจให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม หนึ่งในนั้นคือมาตรการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าหรืออีวี ซึ่งอาจเป็นแรงผลักเร่งให้รถเครื่องยนต์สันดาปและไฮบริดตกยุคไวขึ้น
ทว่าในงานสัมมนา Next Chapter ประเทศไทย จัดโดย ประชาชาติธุรกิจ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้กล่าวตอนหนึ่งว่า ในช่วงเดือนธันวาคม 2566 ตนจะเดินทางไปเยือนญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการพร้อมหารือเรื่องยานยนต์กับสมาคมยานยนต์ญี่ปุ่นว่าทำอย่างไรให้ไทยเป็นศูนย์กลางช่วงสุดท้ายของการผลิตรถยนต์สันดาป โดยอาจให้มาตรการสนับสนุนบริษัทที่สนใจเข้ามาลงทุนในไทย ส่วนจะเป็นมาตรการอะไรนั้น ขอไปคิดก่อน เพื่อทำให้ซัพพลายเชนของรถยนต์สันดาปมีอนาคตยาวต่อไปได้อีก ทำให้ช่วงเวลาที่เขาจะปรับตัวให้เข้ากับโลกที่เปลี่ยนแปลงไปเป็นเรื่องสำคัญ เพราะรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ค่ายรถญี่ปุ่นมีความกังวลที่จะเข้ามาแล้วทำให้เขาเสียเปรียบในเชิงธุรกิจ ซึ่งอาจจะมีมาตรการแพคเกจที่สนับสนุนในเรื่องนี้
ขณะเดียวกันได้หารือกับคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) แล้วว่าในเรื่องการดึงการลงทุนเราไม่ลืมประเทศญี่ปุ่นซึ่งเป็นนักลงทุนที่มีการลงทุนทางตรงในประเทศไทยสูงที่สุดและช่วยเหลือเรามาโดยตลอดหลาย 10 ปีที่ผ่านมา ทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตมาถึงปัจจุบัน ถึงแม้ไทยจะสนับสนุนด้านอีวี แต่การดูแลธุรกิจเดิมๆ ก็ต้องดำเนินต่อไป เพราะรถยนต์สันดาปต้องมีต่อไปอีก 10-15 ปี ทำอย่างไรที่จะให้ภาคอุตสาหกรรมนี้อยู่ต่อไปได้ พราะว่าตลาดรถยนต์สันดาปในไทยนั้นเป็นตลาดใหญ่ และมีการจ้างงานอยู่จำนวนมาก หากอยู่ดีๆ หายไปไม่ได้รับการสนับสนุน ประชาชนคนไทยที่อยู่ในภาคอุตสาหกรรมนี้ก็จะเดือดร้อน
ที่ผ่านมาอุตสาหกรรมยานยนต์สามารถสร้างรายได้ส่งออกมากกว่า 1 ล้านล้านบาทต่อปี สร้างงาน 8 แสนตำแหน่ง และเมื่อรวมอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เช่น การผลิตและการค้าอะไหล่ และชิ้นส่วน อุตสาหกรรม การซ่อมแซม การดัดแปลงยานยนต์ คาดว่ามีแรงงานกว่า 1 ล้านตำแหน่ง หากรัฐไม่มีมาตรการรองรับ แรงานกลุ่มนี้จะต้องกลายเป็นผู้ตกงานอย่างไร้ทางเลือก ดังนั้นความย้อนแย้งของนโยบายรัฐบาลระหว่างการเร่งเดินหน้าตามเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์กับความมุ่งหมายของนายกฯ เศรษฐา ทวีสิน ที่เตรียมดึงค่ายรถยนต์สันดาปมาลงทุนที่ไทยเพื่อให้ไทยเป็นศูนย์กลางหรือฮับรถยนต์สันดาป ในอีกแง่มุมหนึ่งก็อาจจะเป็นส่วนช่วยให้แรงงานภาคอุตสาหกรรมยานยนต์สันดาปยังมีงานทำต่อไป
ภาพรวมของการผลิตรถยนต์ทุกประเภท ณ เดือนกรกฎาคม 2566 อยู่ที่ 149,709 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อหน้าคิดเป็น 4.72% ปัจจัยหลักมาจากการผลิตเพื่อการส่งออกที่เพิ่มขึ้น รวมการผลิต 7 เดือนแรกปีนี้ (เดือนมกราคม-กรกฎาคม 2566) อยู่ที่ 1,071,221 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 0.66% ทุบยอดขายในประเทศลดลงต่อเนื่อง 5.54% เนื่องจากสถาบันการเงินยังคงเข้มงวดการอนุมัติสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ จากหนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้นและอัตราดอกเบี้ยที่เป็นขาขึ้น ประกอบกับรถยนต์ไฟฟ้าที่นำเข้ามาจำหน่ายมีส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มมากขึ้น
โดยสถิติยานยนต์ไฟฟ้าจดทะเบียนสะสมประเภท BEV ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2566 มีจำนวนทั้งสิ้น 81,863 คัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 307.54 % ประเภท HEV มีจำนวนทั้งสิ้น 311,150 คัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 33.33% ประเภท PHEV มีจำนวนทั้งสิ้น 49,587 คัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 31.04%
เมื่อเร็วๆ นี้ไทยได้ปรับเป้าหมายการผลิตรถยนต์ลง 50,000 คัน จากเดิมวางเป้าหมายการผลิตรวมอยู่ที่ 1,950,000 คัน เป็นผลิตรวม 1,900,000 คัน แบ่งเป็นการผลิตเพื่อการส่งออกคงเดิม 1,050,000 คัน แต่ลดการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศลงเป็น 850,000 คัน จากเดิม 900,000 คัน ซึ่งจะลดลงอีกหรือไม่คงต้องติดตามยอดขาย EV และปัญหาหนี้เสียในรถยนต์ ที่จะทำให้สถาบันการเงินเข้มงวดปล่อยกู้เพิ่ม แต่ค่ายรถยนต์สันดาปได้แต่หวังอย่างมีหวังว่ารัฐบาลจะเร่งออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจปลายปีที่จะมาฟื้นยอดขายในประเทศเพิ่มขึ้นได้
ท้ายที่สุดแล้วมาตรการอุ้มค่ายรถยนต์สันดาปจะเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่ และจะมีมาตรการอะไรบ้าง แน่นอนว่าคำตอบที่ชัดเจนจะเริ่มปรากฎได้เด่นชัดหลังนายกฯ เดินทางเยือนญี่ปุ่นในช่วงเดือนสุดท้ายของปีนี้ จากนี้ก็ได้เพียงตั้งคำถามว่ารัฐบาลจะเน้นเรื่องใดเป็นสำคัญ จะเลือกลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกหรือเดินหน้าผลิตรถยนต์สันดาปก็สุดแท้แต่ที่จะสรุปได้ทันทีทันใด คงต้องติดตามกันต่อไป
ระวี ตะวันธรงค์
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ดูในหมวด BUSINESS →ระบอบอากง ไม่ส่งผลกระทบ ! โพลชี้ “ชัชชาติ” ยังนำห่าง 67.30 %
โพลสำรวจชี้ว่าระบอบอากงไม่ส่งผลกระทบต่อความนำของ “ชัชชาติ” ซึ่งยังคงนำห่างอยู่ที่ 67.30 %
หนี้ภาษีหุ้นชินคอร์ป ทักษิณจะดึงเกม ยอมจ่าย หรือเลือกล้มละลาย ?
ทักษิณ ชินวัตร เผชิญหนี้ภาษีหุ้นชินคอร์ป 1.76 หมื่นล้านบาท และต้องเลือกระหว่างการจ่ายหนี้ ยืดเวลา หรือเสี่ยงต่อการล้มละลาย
รู้จัก “พนัส ไทยล้วน” ผู้ที่เรียกตัวเองว่า “พ่อมดประกันสังคม”
บทความวิเคราะห์เกี่ยวกับ “พนัส ไทยล้วน” ผู้ที่เรียกตัวเองว่า “พ่อมดประกันสังคม” และอิทธิพลของเขาในระบบแรงงานไทย
รู้จัก “ต่อศักดิ์ โชติมงคล” กุนซือชัชชาติ ที่มาวาทกรรม “ระบอบอากง”
บทความวิเคราะห์เกี่ยวกับ “ต่อศักดิ์ โชติมงคล” กุนซือผู้ว่าฯ กทม. และวาทกรรมการเมือง “ระบอบอากง” ที่เกิดขึ้นในการเลือกตั้งปี 2569



