ในโลกของการสื่อสารและสร้างสรรค์เนื้อหา คำว่า “ข้อมูล” (Data) หรือ “บิ๊กดาต้า” (Big Data) มักเป็นคำที่น่ากลัวสำหรับคนทำสื่อสายครีเอทีฟ แต่ในยุคที่ทุกแพลตฟอร์มดิจิทัลถูกขับเคลื่อนด้วยอัลกอริทึม การเข้าใจและใช้ข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพไม่ได้เป็นเพียงทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาผลงานให้ก้าวข้ามจากการ “เดา” ไปสู่การสร้างสรรค์เนื้อหาที่เข้าถึงใจผู้คนได้อย่างแท้จริง
โดย คุณกล้า ตั้งสุวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไวซ์ไซท์ (ประเทศไทย) จำกัด ที่จะพาไปถอดรหัสความคิดและกลยุทธ์การขับเคลื่อนคอนเทนต์ด้วยข้อมูล ตั้งแต่สมรภูมิแพลตฟอร์ม การขยายตลาดสู่ระดับอาเซียน ไปจนถึงการสื่อสารในยุค AI ที่เปลี่ยนผ่านไปอย่างรวดเร็ว
1. ศิลปะแห่งตัวเลข: ก้าวข้ามกำแพงความกลัวสู่การใช้ Big Data
ทำไมคนทำงานสายสื่อสารมวลชน หรือนักสร้างสรรค์ส่วนใหญ่ ถึงมักจะกลัวตัวเลข ?
คำตอบทางชีววิทยาคือ สมองของมนุษย์เราถูกพัฒนาขึ้นมาคนละด้าน สมองที่ใช้ในด้านภาษาและการสร้างสรรค์คือสมองฝั่งศิลปะ (Art) ส่วนสมองที่ใช้คำนวณและวิเคราะห์คือวิทยาศาสตร์และตรรกะ (Logic) เมื่อคนสายครีเอทีฟต้องมาเผชิญหน้ากับตัวเลขและการวิเคราะห์กราฟข้อมูล จึงมักจะเกิดอาการต่อต้านโดยสัญชาตญาณ
อย่างไรก็ตาม หัวใจของการใช้ข้อมูลเพื่อพัฒนาเนื้อหาไม่ใช่การเก่งคณิตศาสตร์ แต่คือการทำความเข้าใจพฤติกรรมและความต้องการของมนุษย์ การมีข้อมูลจะเปลี่ยนวิธีการทำงานจากการ “คิดเอาเอง” ให้กลายเป็น “การมองเห็นภาพจริง” ข้อมูลช่วยให้เราเห็นความเห็นต่าง ความสนใจ และกระแสที่เกิดขึ้นในสังคมได้อย่างชัดเจนผ่านยอดการมีส่วนร่วม (Engagement) ซึ่งช่วยประหยัดต้นทุนและความเสี่ยงในการผลิตคอนเทนต์ได้อย่างมหาศาล

2. ถอดรหัสพฤติกรรมผู้บริโภคด้วยข้อมูล: โอกาสครั้งใหญ่ในน่านน้ำอาเซียน
หากให้ลองเดาว่า 3 ประเด็นร้อนที่ชาวโซเชียลไทยพูดถึงมากที่สุดในช่วงครึ่งปีแรก 2569 คืออะไร คนส่วนใหญ่คงนึกถึงเรื่องการเมือง การเลือกตั้ง สงคราม หรือเทศกาลสงกรานต์
แต่เมื่อวิเคราะห์ด้วยข้อมูลเชิงลึก (Engagement Data) ของ Wisesight ที่เก็บรวบรวมมายาวนานกว่า 8 ปี กลับพบสถิติที่น่าสนใจว่า “เทศกาลสงกรานต์” มียอดการมีส่วนร่วมสูงกว่า “การเลือกตั้ง” เป็นครั้งแรก
ปรากฏการณ์นี้บอกอะไรแก่คนทำสื่อ ?
มันเป็นสัญญาณว่า Globalizationบนแพลตฟอร์มดิจิทัลได้กลับมาอีกครั้ง สงกรานต์ไม่ได้เป็นเพียงเทศกาลของคนไทยอีกต่อไป แต่ได้ยกระดับสู่เทศกาลระดับโลก (Global Festival) หากเราไม่มีข้อมูล เราอาจทำคอนเทนต์สงกรานต์แบบเดิมๆ เพื่อสื่อสารกับคนไทยที่รู้จักสงกรานต์มาตั้งแต่เด็ก แต่เมื่อมีข้อมูล เราจะรู้ทันทีว่าโอกาสที่แท้จริงคือการสื่อสารกับประชากรโลกอีกหลายพันล้านคนที่สนใจเทศกาลนี้
นอกจากนี้ ประชากรไทยมีอัตราการเติบโตคงที่อยู่ที่ราว 60 กว่าล้านคนมานานหลายปี หากคนทำสื่อยังมุ่งทำคอนเทนต์เพื่อคนในประเทศเพียงอย่างเดียว ก็เท่ากับว่าทุกคนกำลังลงไปแย่งเค้กชิ้นเดิมที่มีขนาดเท่าเดิม แต่ถ้าเราใช้ข้อมูลมองหาโอกาสและขยายขอบเขตสู่ระดับภูมิภาคอาเซียน (ASEAN) ตลาดจะขยายใหญ่ขึ้นทันที
ข้อมูลพฤติกรรมผู้บริโภคพบว่า เพื่อนบ้านในอาเซียนอย่างอินโดนีเซียและเวียดนาม ชื่นชอบคอนเทนต์ไทย ภาพยนตร์ไทย รวมถึงพฤติกรรมการท่องเที่ยวสายมูเตลูในไทยอย่างมาก
เช่น ชาวเวียดนามนิยมบินมาไทยเพื่อสักการะพระพรหม และพระตรีมูรติ เพื่อขอพรเรื่องการงานและความรัก หากคนทำสื่อไทยใช้ข้อมูลนี้ปรับตัวทำคอนเทนต์แปลเป็นภาษาเวียดนามที่ถูกต้อง เพื่ออธิบายวิธีการไหว้พระอย่างถูกวิธี ก็จะสามารถเข้าถึงกลุ่มผู้ดูและสร้างโอกาสทางธุรกิจขนาดใหญ่ในตลาดเวียดนาม ที่มีประชากรกว่า 120 ล้านคนได้ทันที

3. เศรษฐศาสตร์แพลตฟอร์ม: ทำไมการทุ่มทำคอนเทนต์บน Facebook อาจไม่คุ้มค่าเท่า TikTok
จากรายงานการวิเคราะห์พฤติกรรมการใช้งานโซเชียลมีเดียของแบรนด์ (Business Usage) โดย Wisesight ซึ่งเก็บข้อมูลจากแบรนด์ชั้นนำกว่า 2,000 แบรนด์ ชี้ให้เห็นว่าแบรนด์ต่างๆ ยังคงทุ่มโพสต์คอนเทนต์ลงบน Facebook สูงถึง 50% แต่ได้รับ Engagement กลับคืนมาเพียง 30% ในขณะที่บน TikTok แบรนด์โพสต์เพียง 13% แต่ได้รับ Engagement สูงถึง 30%
ในเชิงเศรษฐศาสตร์ นี่คือปัญหาเรื่อง Demand & Supply เมื่อผู้ผลิตคอนเทนต์พากันยัดเยียดเนื้อหาลงบน Facebook มากเกินไป (Oversupply) ในขณะที่จำนวนคนดูและเวลาในการรับชมมีจำกัด ยอด Engagement เฉลี่ยจึงถูกแบ่งหารจนลดฮวบลงเรื่อย ๆ
และเมื่อคนทำสื่อเห็นยอดการมีส่วนร่วมลดลง วิธีแก้ปัญหาแบบเดิมๆ ที่มักทำกันคือ “การโพสต์เพิ่ม” ซึ่งยิ่งเป็นการซ้ำเติมให้ Engagement เฉลี่ยลดลงไปอีก จนสุดท้ายต้องยอมจ่ายเงินค่าโฆษณาเพื่อเพิ่มการมองเห็น ซึ่งทำให้ต้นทุนบานปลายจนไม่คุ้มค่ากับผลตอบแทนที่ได้รับ
ในทางตรงกันข้าม แพลตฟอร์มอย่าง TikTok ยังคงเป็นน่านน้ำที่ให้ผลตอบแทนคุ้มค่ากว่าเนื่องจากปริมาณคู่แข่ง (Content Supply) ยังน้อยกว่าความต้องการรับชม อีกทั้งยังมีฟังก์ชันที่เอื้อต่อพฤติกรรมผู้บริโภค เช่น การกดซื้อสินค้าได้ทันทีโดยไม่มีอุปสรรคในการจำกัดลิงก์เหมือนใน Facebook
ข้อมูลเหล่านี้จึงเป็นเข็มทิศสำคัญให้คนทำงานสื่อนึกย้อนถามตัวเองว่า เรากำลังตัดสินใจทำคอนเทนต์บนแพลตฟอร์มต่างๆ ด้วย “ข้อมูลปัจจุบัน” หรือตัดสินใจด้วย “ความเคยชินในอดีต”

4. พูดภาษาเดียวกับคนฟัง: บทเรียนการปรับตัวจากหน่วยงานรัฐถึงโมเดล “หมูเด้ง” 6.6 พันล้านวิว
หนึ่งในหลักการสื่อสารที่สำคัญที่สุดคือการถามตัวเองว่า “เรากำลังพูดให้ใครฟัง ?”
จากสถิติระดับประเทศ พบว่า ระดับการศึกษาเฉลี่ยของคนไทยทั้งประเทศอยู่ที่ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น (ม.ต้น) แต่คนทำสื่อส่วนใหญ่มักเขียนคอนเทนต์ด้วยภาษาและคำศัพท์ในระดับปริญญาตรี ส่งผลให้คอนเทนต์เหล่านั้นเข้าถึงคนได้เพียงกลุ่มเล็ก ๆ ในขณะที่คอนเทนต์ที่แพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วและเป็นไวรัลมักใช้ภาษาที่ง่ายระดับประถมศึกษาหรือภาษาบ้าน ๆ ที่ทุกคนเข้าใจได้ทันที
ตัวอย่างของหน่วยงานที่ปรับตัวได้อย่างยอดเยี่ยมและเห็นผลลัพธ์ชัดเจนในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ได้แก่
ตำรวจไซเบอร์ (CIB) : ปรับเปลี่ยนการสื่อสารและการแต่งตัว เลิกนำเสนอภาพลักษณ์ตำรวจในอดีต หันมานำเสนอคลิปการจับกุมจริงที่สมจริงเหมือนภาพยนตร์แอคชั่น มีการติดกล้อง Action Cam ไว้ที่หน้าอกเพื่อให้ผู้ดูรู้สึกตื่นเต้นและมีส่วนร่วม ส่งผลให้ความน่าเชื่อถือและการสื่อสารเข้าถึงประชาชนได้ดีขึ้นอย่างก้าวกระโดด
กรมอุตุนิยมวิทยา : อดีตเคยเป็นหน่วยงานที่คนไม่ค่อยเชื่อถือ แต่หลังจากปรับวิธีการสื่อสารโดยเปลี่ยนจากประกาศราชการที่เป็นทางการและเข้าใจยาก มาเป็นการสื่อสารอย่างเป็นกันเอง มีการตอบคอมเมนต์โดยใช้มุกตลกและล้อเลียนละครดังช่อง 3 ส่งผลให้ได้รับความสนใจและคว้ารางวัลชนะเลิศด้านการสื่อสารภาครัฐ (Topic Service) ของประเทศไทยได้สำเร็จ
กรุงเทพมหานคร : การรณรงค์เรื่องการแยกขยะของผู้ว่าฯ ชัชชาติ ที่เลือกใช้วิธีพูดผ่านคลิปวิดีโอสั้นด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย มีความสนุกสนาน ปรับทัศนคติของคนพูดให้เข้าใจคนฟัง แทนที่จะออกคำสั่งทางกฎหมายแบบทางการ
นอกเหนือจากหน่วยงานรัฐแล้ว ปรากฏการณ์ของ “หมูเด้ง” (สวนสัตว์เขาเขียว) ที่สร้างยอดวิวสะสมบนโซเชียลมีเดียสูงถึง 6,600 ล้านวิว ก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการสื่อสารด้วยข้อมูลและความคิดสร้างสรรค์
เบื้องหลังความสำเร็จระดับโลกนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เกิดจากการวางแผนเชิงระบบด้วยการเปลี่ยนบทบาทของพนักงานดูแลสัตว์ (Keeper) จำนวน 40 คน ให้กลายเป็น Content Creator โดยให้แต่ละคนสร้างช่องทางนำเสนอของตัวเอง
และเมื่อมีคอนเทนต์ของช่องใดช่องหนึ่งเริ่มได้รับความนิยม อีก 39 ช่องทางที่เหลือจะช่วยกันกดแชร์เพื่อส่งเสริมซึ่งกันและกัน เกิดเป็นวงจรเครือข่ายช่วยกระจายคอนเทนต์จนกลายเป็นกระแสไวรัลระดับสากล และสามารถพลิกโฉมสวนสัตว์เปิดเขาเขียวให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวอันดับหนึ่งของประเทศได้สำเร็จ
อย่างไรก็ตาม คนทำสื่อทุกคนจำเป็นต้องตระหนักถึงความสำคัญของ “การบริหารจัดการชื่อเสียง” (Reputation Management) ควบคู่ไปด้วย บทเรียนจากกรณีของทีมฟุตบอล “หมอนทองวิทยา” ที่โด่งดังชั่วข้ามคืนและได้รับความคาดหวังจากคนทั้งประเทศ แต่ไม่สามารถบริหารชื่อเสียงและความคาดหวังเหล่านั้นได้จนกระแสเงียบหายไป ชี้ให้เห็นว่าความดังที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วหากปราศจากการโฟกัสและบริหารจัดการที่ดี ก็อาจจางหายไปได้อย่างรวดเร็วเช่นกัน
5. ความยั่งยืนในยุค AI: เทคโนโลยีเปลี่ยนผ่าน แต่คนดูยังอยู่ที่เดิม
ปัจจุบัน เทคโนโลยี AI พัฒนาไปไกลจนสามารถสร้างสรรค์คอนเทนต์จำพวกวิดีโอ การ์ตูน หรือภาพกราฟิกได้แบบ 100% ภายในไม่กี่วินาที แต่ความง่ายดายนี้กำลังนำไปสู่ภาวะคอนเทนต์ล้นตลาดที่ไร้คุณภาพและคุณค่าต่ำ (Value น้อย) ซึ่งสร้างความสุขระยะสั้นให้ผู้ดูไถผ่านไปอย่างรวดเร็วโดยไม่ได้ประโยชน์อะไร จนล่าสุดแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่อย่าง YouTube รวมถึงในประเทศจีน เริ่มมีมาตรการแบนหรือจำกัดการมองเห็นคอนเทนต์ที่สร้างจาก AI ที่ไม่มีเนื้อหาหรือความรู้ใหม่ ๆ แล้ว
บทสรุปสำคัญที่สุดสำหรับผู้ผลิตรายการและผู้สร้างสรรค์เนื้อหาในอนาคตคือ “เทคโนโลยีมาแล้วก็ไป… แต่คนดูยังคงอยู่ที่เดิม”
ตั้งแต่ยุคอินเทอร์เน็ตดอตคอม โซเชียลมีเดีย ยุคข้อมูล บิ๊กดาต้า มาจนถึงยุคปัญญาประดิษฐ์ (AI) สิ่งที่เปลี่ยนผ่านไปคือตัวกลางและเครื่องมือ แต่พฤติกรรม ความรู้สึก และความต้องการของผู้รับชมไม่เคยเปลี่ยน
หน้าที่ของคนทำสื่อไม่ใช่การวิ่งตามเทคโนโลยีจนเสียตัวตน แต่คือการใช้ข้อมูล (Data) เป็นกระจกสะท้อนเพื่อทำความเข้าใจคนดู ค้นหาจุดลงตัวที่ดีที่สุด (Sweet Spot) และปรับใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ มาเป็นตัวช่วยส่งผ่านคุณค่าของคอนเทนต์ให้เข้าถึงใจผู้ฟังได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

ที่มา : การจัดอบรม “The Creators #2” โครงการอัพสกิลนักสร้างสรรค์เนื้อหาเพื่อส่งเสริมศักยภาพบุคลากรในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ละคร ซีรีส์ สารคดี และแอนิเมชัน ณ JAL City Bangkok Hotel โดยสมาพันธ์สมาคมวิชาชีพวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ (RTBPF) และได้รับการสนับสนุนจากกรมส่งเสริมวัฒนธรรม โดยกระทรวงวัฒนธรรม
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ดูในหมวด Editor →สัมพันธ์ไทย - จีน ยุคใหม่ และทิศทางการค้าและการลงทุน
บรรยายพิเศษเกี่ยวกับความสัมพันธ์ไทย-จีนในยุคใหม่ และทิศทางการค้าการลงทุนระหว่างสองประเทศ โดยเน้นบทบาทของไทยในห่วงโซ่อุปทานโลก
ทำความรู้จัก ชัยชนะ เดชเดโช หลังถูกกล่าวหา ตบบ้องหูนายตำรวจ
ชัยชนะ เดชเดโช ถูกกล่าวหาตบบ้องหูนายตำรวจ บทความนี้นำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลดังกล่าว
ศาลสั่งจำคุก “อภิรักษ์ โกฎธิ” กับพวก 49,110 ปี คดี Forex 3D ยกฟ้องพิ้งกี้และครอบครัว
ศาลสั่งจำคุกอภิรักษ์ โกฎธิ และพวก 49,110 ปี ในคดีฉ้อโกงแชร์ Forex 3D ยกฟ้องพิ้งกี้และครอบครัว
ถอดบทเรียน 5 ข้อคิด ชีวิต “ฉลอง เรี่ยวแรง” จากนักการเมืองรอบจัด สู่ผู้ต้องหาคดีฆาตกรรม
ถอดบทเรียนชีวิตการเมืองของฉลอง เรี่ยวแรง จากนักการเมืองรอบจัดนนทบุรีสู่ผู้ต้องหาคดีฆาตกรรม ผ่าน 5 ข้อคิดเกี่ยวกับอำนาจ ผลประโยชน์ และความไม่แน่นอนของชีวิต




