ในยุคปัจจุบันที่เทคโนโลยีและนวัตกรรมก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว ปฏิเสธไม่ได้ว่า “ปัญญาประดิษฐ์” หรือ AI ได้เข้ามามีบทบาทและสร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ให้กับทุกภาคธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคสื่อสารมวลชนและการผลิตคอนเทนต์
คุณก้าวโรจน์ สุตาภักดี กรรมการจริยธรรมสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ และที่ปรึกษาสมาคมสื่อออนไลน์ ได้บรรยายและแบ่งปันมุมมองที่น่าสนใจในหัวข้อ “ทักษะและการพัฒนาเนื้อหาด้วยกระบวนการ และเครื่องมือจาก AI” เพื่อให้ผู้ผลิตเนื้อหาและคนทำงานสื่อเข้าใจถึงการเปลี่ยนผ่านที่กำลังเกิดขึ้น พร้อมแนะแนวทางการปรับตัวและการนำกระบวนการทำงานแบบ AI Workflow เพื่อให้เท่าทันกับความเปลี่ยนแปลง
1. ความเร่งในการดิสรัปต์: จากยุคดิจิทัล สู่ยุค AI
หากย้อนเวลากลับไปในช่วงที่โซเชียลมีเดีย เช่น YouTube, Facebook, TikTok, IG และ Twitter เริ่มเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวัน อุตสาหกรรมสื่อต้องใช้เวลาประมาณ 10-15 ปีในการถูกดิสรัปต์และเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มตัว
ทว่าในยุคของ AI ความเร่งของการเปลี่ยนแปลงนั้นน่ากลัวและรวดเร็วกว่านั้นมาก คุณก้าวโรจน์มองว่าภูมิทัศน์สื่อในช่วง 1-2 ปีนี้มีความน่ากังวลอย่างยิ่ง และอุตสาหกรรมโทรทัศน์ดั้งเดิมอาจเผชิญกับสถานการณ์ที่ยากลำบากอย่างมากภายในปี พ.ศ. 2572
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความไม่แน่นอนเหล่านี้ สิ่งหนึ่งที่จะยังคงอยู่คู่กับเราตลอดไปก็คือ “คอนเทนต์” (Content) แต่คำถามสำคัญคือ เราจะผลิตคอนเทนต์อย่างไรให้มีคุณภาพและสามารถดึงเวลามาจากคนดูได้ ในเมื่อปัจจุบันการเกิดขึ้นของ AI ทำให้ปริมาณคอนเทนต์ล้นทะลัก แต่คุณภาพกลับสวนทางและลดลงอย่างเห็นได้ชัด

2. การปฏิวัติพฤติกรรมการค้นหาและการช่วงชิง “เวลา”
ความท้าทายของคนทำสื่อในวันนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การผลิตเนื้อหาเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการรับมือกับยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีที่กำลังเปลี่ยนโมเดลธุรกิจของตัวเอง
ตัวอย่างที่ชัดเจนคือการที่ Google เปลี่ยนจากระบบสืบค้นข้อมูลแบบดั้งเดิม (Google Search) ไปสู่การเป็น “แชตเสิร์ช” (Chat Search) ซึ่งส่งผลกระทบและทำลายอุตสาหกรรม AdSense รวมถึงโฆษณาในระบบออนไลน์บนหน้าเว็บไซต์ไปอย่างมหาศาล
เหตุผลที่ Google ยอมแลกและสูญเสียส่วนแบ่งตลาดโฆษณามูลค่าหลายพันล้านเหรียญนี้ ก็เพื่อแย่งชิงฐานผู้ใช้งานกับ ChatGPT ที่มียอดผู้ใช้งานสูงถึงสัปดาห์ละ 1,000 ล้านคน จากประชากรโลกทั้งหมดประมาณ 7,000 กว่า ล้านคน
ในฐานะของ Creator และคนทำสื่อ สิ่งสำคัญที่สุดที่เรากำลังแข่งขันกันในแพลตฟอร์มต่างๆ ไม่ใช่เพียงแค่ยอดผู้ติดตาม แต่คือการเข้าชิง “เวลา” ของผู้ใช้งานมาอยู่กับช่องของเราให้ได้นานที่สุด

3. ก้าวข้าม Prompting สู่ระบบ Workflow Automation
คุณก้าวโรจน์เปิดเผยว่า ยุคของการสลับแอปพลิเคชันไปมาเพื่อพิมพ์พร้อมต์ (Prompt) แบบเดิมๆ กำลังจะหมดไปในครึ่งปีหลังนี้ การทำงานผลิตเนื้อหาในอนาคตจะก้าวเข้าสู่ยุคที่เรียกว่า “Workflow Automation” อย่างเต็มตัว ซึ่งเป็นการสั่งคำสั่งเพียงครั้งเดียวเพื่อให้ AI จัดการและควบคุมกระบวนการทำคอนเทนต์ทั้งหมด ตั้งแต่ต้นจนจบกระบวนการ
ตัวอย่างการวางคิดแนวทาง Workflow ในการทำคอนเทนต์ข่าวยุคใหม่ประกอบไปด้วย:
(1) การมอนิเตอร์ข่าวสารอัตโนมัติ : การนำระบบ RSS Feed ของสำนักข่าวต่าง ๆ ในเมืองไทยมาเข้าสู่ระบบเพื่อกรองเนื้อหาและตั้งคำสั่งคีย์เวิร์ดที่สนใจ หากพบหัวข้อข่าวหรือประเด็นที่เป็นกระแส ระบบจะแจ้งเตือนผ่านช่องทางอย่าง Line ในทุก ๆ ชั่วโมง
(2) การสกัดเนื้อหาจากกระแสสังคม : หากคอนเทนต์ใดที่มีกระแสแรง มียอดชมเกิน 1 ล้านวิว หรือมี engagement สูง ระบบสามารถไปดึงสคริปต์มาวิเคราะห์ หรือเจาะลึกจากความคิดเห็น (Comments) ของผู้คนเพื่อดูประเด็นที่คนดูอยากรู้เพิ่มเติมนอกเหนือจากในคลิป แล้วนำมาเขียนสคริปต์ใหม่ให้ทันที
(3) การสั่งผลิตและเผยแพร่อัตโนมัติ: เมื่อได้สคริปต์แล้ว ระบบจะทำการส่งต่อไปให้ AI ผลิตภาพประกอบ ใส่เสียงพากย์ ทำซับไตเติล (Subtitle) และโพสต์ลงช่องทางโซเชียลมีเดีย เช่น Facebook หรือ TikTok โดยอัตโนมัติ พร้อมทั้งเก็บสถิติวัดผลใน 1 ชั่วโมง และ 24 ชั่วโมงต่อมา เพื่อเปรียบเทียบกับต้นทาง
การใช้ระบบอัตโนมัติหรือ Workflow เช่นนี้ ช่วยลดระยะเวลาและขั้นตอนการทำงานลงได้อย่างมาก จากเดิมที่การตัดต่อ เขียนบท หรือลงเสียงเคยใช้เวลาเป็นชั่วโมง ก็สามารถทำให้เสร็จได้ในเวลาไม่กี่นาที

4. คลังเครื่องมือ AI และเทรนด์สำคัญในอนาคต
สำหรับการเลือกใช้เครื่องมือ AI ในการขับเคลื่อน Workflow นั้น ผู้ผลิตคอนเทนต์ควรพิจารณาความโดดเด่นและฟีเจอร์เฉพาะตัวของแต่ละโมเดล อาทิ:
(1) การวางแผนและเขียนบท : นอกจากการใช้ระบบพื้นฐานอย่าง ChatGPT หรือ Gemini แล้ว ปัจจุบันยังมีเครื่องมือช่วยเขียนโค้ดหลังบ้านอย่าง Cursor ที่สามารถสร้างระบบได้ผ่านการป้อนคำสั่งอธิบายงาน และเครื่องมืออย่าง GitHub ที่เป็นแหล่งรวมซอร์สโค้ด รวมถึงแพลตฟอร์มอย่าง Kie.ai และ Fal.ai ที่ให้บริการ API ของ AI หลากหลายค่ายเพื่อนำมาเชื่อมต่อกัน
(2) การตัดต่อและการทำภาพเคลื่อนไหว : โมเดลสัญชาติจีนอย่าง Kimi K3 กำลังได้รับการจับตามองอย่างมาก เนื่องจากมีความสามารถโดดเด่นในการตัดต่อและทำสตอรีบอร์ดระดับมิลลิวินาที สามารถแก้ปัญหาความไม่เสถียรของเฟรมภาพเคลื่อนไหวในการทำคลิป AI โดยใช้เฟรมก่อนหน้ามาเป็น Starter Prompt สำหรับเฟรมถัดไปได้อย่างสมบูรณ์แบบ
ส่วนการเจนภาพนิ่งคุณภาพสูงมีเครื่องมืออย่าง Flux, Nanobanana หรือ Magnific (Freepik) ที่สามารถนำภาพอ้างอิงมาทำ Face Off ได้
(3) การสร้างเสียง: เครื่องมือยอดนิยมอย่าง ElevenLabs, MiniMax หรือบอทน้อย (Botnoi) ช่วยให้สามารถสร้างสรรค์และปรับแต่งเสียงพากย์หรือเสียงเซาด์ประกอบเฉพาะตัวขึ้นมาได้ เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เสียงคอนเทนต์ของเราฟังดูซ้ำซากเหมือนกันไปหมด
นอกจากนี้ คุณก้าวโรจน์ยังได้ชี้ให้เห็นถึงเทรนด์สำคัญที่จะมาแรงในอนาคตอันใกล้ นั่นคือ “Local LLM” ซึ่งหมายถึงการที่องค์กรหรือแผนกต่าง ๆ จะไม่พึ่งพาการจ่ายค่าบริการรายเดือน (Subscription) ให้กับแพลตฟอร์มภายนอกอีกต่อไป
แต่จะทำการดาวน์โหลดโมเดลที่ผู้พัฒนาเปิดเผยค่าน้ำหนัก (Open Weights) จาก GitHub นำมาติดตั้งลงบนเครื่องคอมพิวเตอร์หรือ CPU ของตนเอง และเทรน AI ให้มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านตามฐานข้อมูลและทรัพยากรที่ตนเองมีอยู่ เพื่อสร้างสรรค์ผลงานที่เป็นเอกลักษณ์และปลอดภัยเรื่องลิขสิทธิ์
5. หัวใจสำคัญของการอยู่รอด
ในยุคที่ใคร ๆ ก็สามารถใช้ AI สร้างคอนเทนต์ออกมาได้ในระดับร้อยคลิปพันคลิปต่อวันผ่านโรงงานคอนเทนต์อัตโนมัติ สิ่งที่จะสร้างความแตกต่างและดึงดูดผู้ฟังได้อย่างแท้จริงก็คือ “ความคิดสร้างสรรค์” (Creativity) หากคอนเทนต์เหล่านั้นถูกผลิตขึ้นมาโดยปราศจากไอเดียที่แปลกใหม่ ผลลัพธ์ที่ได้ออกมาก็จะเป็นเพียงชิ้นงานที่หน้าตาและเนื้อหาเหมือนกันทั้งหมดจนคนดูรู้สึกเบื่อหน่าย
องค์ประกอบอีกประการหนึ่งที่ห้ามละเลยคือ “คุณภาพของเสียง” คุณก้าวโรจน์ให้ข้อคิดที่น่าสนใจว่า ในการรับชมวิดีโอ แม้ว่าภาพประกอบจะไม่ได้สวยงามหรือมีคุณภาพสูงมาก คนดูก็ยังพอยอมรับและรับชมต่อได้ แต่หากเมื่อใดที่ “เสียงพากย์หรือระบบเสียงแย่จนฟังไม่รู้เรื่อง” คนดูจะกดปิดและปัดคลิปหนีไปในทันที ดังนั้นการปรุงแต่งและคัดสรรเสียงพากย์ที่ดีจึงเป็นปัจจัยชี้วัดความสำเร็จของชิ้นงาน

6. คุณจะเป็น “ผู้ควบคุมกระบวนการ” หรือ “คนที่ถูกคัดออก” ?
ในท้ายที่สุด การเข้ามาของ AI ไม่ได้หมายความว่าบทบาทของมนุษย์จะหมดไปโดยสิ้นเชิง หากแต่เป็นการเปลี่ยนหน้าที่จากการเป็นผู้ลงมือปฏิบัติงานแบบเดิม ๆ ไปสู่การเป็น “ผู้ควบคุมกระบวนการทำงาน” (Human Operator)
การนำเทคโนโลยี AI มาใช้ผลิตคอนเทนต์ในเชิงอุตสาหกรรม จำเป็นต้องคำนวณและเข้าใจในเรื่องต้นทุนหลังบ้านอย่างละเอียด ไม่ว่าจะเป็นค่า Token ของ AI แต่ละเวอร์ชัน ค่าใช้จ่ายต่อการเจนรูปภาพหรือเสียงในแต่ละนาที
สิ่งเหล่านี้คืองานในรูปแบบใหม่ที่คนทำสื่อและ Creator ยุคนี้ต้องเรียนรู้และปรับตัวอย่างรอบด้าน เพื่อเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นผู้นำทางเทคโนโลยีที่ใช้ AI ในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน เพิ่มเวลาในการคิดสร้างสรรค์ และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลงานอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

——————–
ที่มา : การจัดอบรม “The Creators #2” โครงการอัพสกิลนักสร้างสรรค์เนื้อหาเพื่อส่งเสริมศักยภาพบุคลากรในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ละคร ซีรีส์ สารคดี และแอนิเมชัน ณ JAL City Bangkok Hotel โดยสมาพันธ์สมาคมวิชาชีพวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ (RTBPF) และได้รับการสนับสนุนจากกรมส่งเสริมวัฒนธรรม โดยกระทรวงวัฒนธรรม
ขอบคุณภาพจาก สมาพันธ์สมาคมวิชาชีพวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ดูในหมวด Editor →สัมพันธ์ไทย - จีน ยุคใหม่ และทิศทางการค้าและการลงทุน
บรรยายพิเศษเกี่ยวกับความสัมพันธ์ไทย-จีนในยุคใหม่ และทิศทางการค้าการลงทุนระหว่างสองประเทศ โดยเน้นบทบาทของไทยในห่วงโซ่อุปทานโลก
ทำความรู้จัก ชัยชนะ เดชเดโช หลังถูกกล่าวหา ตบบ้องหูนายตำรวจ
ชัยชนะ เดชเดโช ถูกกล่าวหาตบบ้องหูนายตำรวจ บทความนี้นำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลดังกล่าว
ศาลสั่งจำคุก “อภิรักษ์ โกฎธิ” กับพวก 49,110 ปี คดี Forex 3D ยกฟ้องพิ้งกี้และครอบครัว
ศาลสั่งจำคุกอภิรักษ์ โกฎธิ และพวก 49,110 ปี ในคดีฉ้อโกงแชร์ Forex 3D ยกฟ้องพิ้งกี้และครอบครัว
ถอดบทเรียน 5 ข้อคิด ชีวิต “ฉลอง เรี่ยวแรง” จากนักการเมืองรอบจัด สู่ผู้ต้องหาคดีฆาตกรรม
ถอดบทเรียนชีวิตการเมืองของฉลอง เรี่ยวแรง จากนักการเมืองรอบจัดนนทบุรีสู่ผู้ต้องหาคดีฆาตกรรม ผ่าน 5 ข้อคิดเกี่ยวกับอำนาจ ผลประโยชน์ และความไม่แน่นอนของชีวิต




