Trauma-Informed Journalism วารสารศาสตร์เชิงตระหนักรู้บาดแผลทางจิตใจ หลักคิดนี้ไม่ได้บอกให้ปิดข่าว หรือปกปิดความจริง แต่เตือนว่า คนที่เพิ่งผ่านเหตุการณ์รุนแรง ไม่ได้อยู่ในสภาวะปกติทั้งทางอารมณ์และสมอง การตั้งคำถามหรือการนำเสนอข่าวแบบเดิม อาจทำให้พวกเขาต้องเผชิญกับบาดแผลซ้ำอีกครั้ง (Re-traumatization)
ผมเชื่อว่า นี่คือสิ่งที่สื่อและชาวเน็ตยังต้องเรียนรู้อีกมาก เราเคยชินกับการยื่นไมโครโฟนถามญาติผู้เสียชีวิตว่า “รู้สึกอย่างไร” แต่ในมุมของนักจิตวิทยา คำถามนี้แทบไม่มีคุณค่าทางข่าวเลย เพราะคำตอบย่อมเป็นความเศร้า ขณะเดียวกันกลับเป็นการดึงให้ผู้สูญเสียย้อนกลับไปอยู่กับเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น
มีงานวิจัยเสนอว่า นักข่าวควรเปลี่ยนเป็นคำถามที่เปิดโอกาสให้ผู้ถูกสัมภาษณ์เลือกเล่าในสิ่งที่เขาพร้อม เช่น “วันนี้มีเรื่องอะไรที่อยากให้สังคมได้รับรู้” หรือ “มีเรื่องราวอะไรเกี่ยวกับผู้สูญเสียที่อยากให้ผู้คนจดจำ”
เหมือนจะต่างกันนิดเดียว แต่ผู้ฟังฟังและรู้สึกถึงผลกระทบต่อจิตใจต่างมาก เพราะผู้ให้สัมภาษณ์ยังคงมีสิทธิเลือกว่าจะเล่าหรือไม่เล่า และเล่าในแบบของตัวเอง
อีกประเด็นคือ การทำข่าวไม่ได้กระทบแค่เหยื่อ… รู้หรือไม่? การทำข่าวแบบนี้กระทบจิตใจและสร้างบาดแผลสะสมให้คนทำข่าว
สถาบัน Dart Center for Journalism and Trauma เตือนว่า นักข่าว ช่างภาพ บรรณาธิการ ที่ต้องเห็นภาพความรุนแรงต่อเนื่อง มีโอกาสเกิด Secondary Traumatic Stress หรือ “ภาวะบอบช้ำทางจิตใจจากการทำงาน” ได้เช่นกัน องค์กรข่าวจึงควรมีระบบหมุนเวียนกำลังคน และการดูแลสุขภาพจิตของผู้ปฏิบัติงาน ไม่ต่างจากการดูแลผู้ประสบภัย
ขณะเดียวกัน งานวิจัยด้านอาชญาวิทยาก็ชี้ตรงกันว่า การเผยแพร่ชื่อ ภาพ และเรื่องราวของผู้ก่อเหตุซ้ำ ๆ อาจกลายเป็นแรงจูงใจให้เกิดการเลียนแบบ หลายประเทศจึงใช้แนวทาง No Notoriety ลดการให้พื้นที่กับผู้ก่อเหตุ แล้วหันไปเล่าเรื่องของเหยื่อ ผู้รอดชีวิต และบทเรียนที่สังคมควรเรียนรู้แทน
ครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องของ “จรรยาบรรณสื่อ” อย่างเดียว แต่เป็นการเปลี่ยนวิธีคิดของคนทำข่าวและคนอ่านข่าว จากเดิมที่ถามว่า “คนอยากดูอะไร” มาเป็น “สิ่งที่เรานำเสนอ จะส่งผลต่อชีวิตของผู้คนอย่างไร”
และในวันที่ทุกคนมีโทรศัพท์อยู่ในมือ ทุกคนก็เป็นส่วนหนึ่งของสื่อเช่นกัน หลายคนขยันเมนต์ ขยันห้าว ขยันออกความเห็น ซ้ำเติม ทำให้เกิด Digital footprint เอาจริงๆ “ไม่เคยเจอไม่รู้หรอก”(ในฐานะที่เคยเจอมา)
Trauma-Informed Journalism จึงไม่ได้เป็นหน้าที่ของนักข่าวเท่านั้น….. แต่ควรกลายเป็น Trauma-Informed Sharing
ก่อนกดแชร์ข่าวความรุนแรง ลองถามตัวเองสักครั้งว่า สิ่งที่กำลังส่งต่อ…กำลังช่วยให้สังคมเข้าใจเหตุการณ์ หรือกำลังทำให้ใครบางคนต้องเจ็บปวดซ้ำอีกครั้ง
โลกเราเข้าสู่ยุคที่ปัญหา Mental health (สุขภาพจิต) เป็นปัญหาระดับโลก กายภาพยังมีเทคโนโลยีรักษาได้ แต่สมองและจิตใจ ไม่มีเทคโนโลยีตัวไหนรักษาได้นะ
——————————–
บทความโดย ระวี ตะวันธรงค์
กรรมการจริยธรรม สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ
กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านสื่อมวลชน กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์
ที่ปรึกษา สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์
และผู้ที่ผ่านการรักษาปัญหา Mental health มาก่อน
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ดูในหมวด Editor →สัมพันธ์ไทย - จีน ยุคใหม่ และทิศทางการค้าและการลงทุน
บรรยายพิเศษเกี่ยวกับความสัมพันธ์ไทย-จีนในยุคใหม่ และทิศทางการค้าการลงทุนระหว่างสองประเทศ โดยเน้นบทบาทของไทยในห่วงโซ่อุปทานโลก
ทำความรู้จัก ชัยชนะ เดชเดโช หลังถูกกล่าวหา ตบบ้องหูนายตำรวจ
ชัยชนะ เดชเดโช ถูกกล่าวหาตบบ้องหูนายตำรวจ บทความนี้นำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลดังกล่าว
ศาลสั่งจำคุก “อภิรักษ์ โกฎธิ” กับพวก 49,110 ปี คดี Forex 3D ยกฟ้องพิ้งกี้และครอบครัว
ศาลสั่งจำคุกอภิรักษ์ โกฎธิ และพวก 49,110 ปี ในคดีฉ้อโกงแชร์ Forex 3D ยกฟ้องพิ้งกี้และครอบครัว
ถอดบทเรียน 5 ข้อคิด ชีวิต “ฉลอง เรี่ยวแรง” จากนักการเมืองรอบจัด สู่ผู้ต้องหาคดีฆาตกรรม
ถอดบทเรียนชีวิตการเมืองของฉลอง เรี่ยวแรง จากนักการเมืองรอบจัดนนทบุรีสู่ผู้ต้องหาคดีฆาตกรรม ผ่าน 5 ข้อคิดเกี่ยวกับอำนาจ ผลประโยชน์ และความไม่แน่นอนของชีวิต




