ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
Live · Breaking
สวนนงนุชจัดพิธีเปลี่ยนธงมนตรา เติมสีสันท่องเที่ยวไทยย้อนรอยการแพ้สงครามเวียดนาม ประวัติศาสตร์ที่อเมริกาอยากลืมจับตา เจรจารอบ 2 สหรัฐฯ อิหร่าน ! เงื่อนไขสำคัญอยู่ที่โครงการนิวเคลียร์  เมื่อฮอร์มุซถูกปิดล้อม ! ทางกลับสู่โต๊ะเจรจา หรือเส้นทางสู่สงคราม ?“สามฉากทัศน์ใน ฮอร์มุซ“ เมื่อสหรัฐ ‘คุมทาง’ จีน ‘ต้องใช้ทาง’ และอิหร่าน ‘อยู่บนทาง’”ตะวันออกกลางตึงเครียดอีกครั้ง CENTCOM ประกาศเริ่มปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซสวนนงนุช จัดใหญ่ มหาสงกรานต์ดอกไม้บานรู้จัก CENTCOM หน่วยงานที่ถูกกล่าวถึงมากสุดในเวลานี้สวนนงนุชจัดพิธีเปลี่ยนธงมนตรา เติมสีสันท่องเที่ยวไทยย้อนรอยการแพ้สงครามเวียดนาม ประวัติศาสตร์ที่อเมริกาอยากลืมจับตา เจรจารอบ 2 สหรัฐฯ อิหร่าน ! เงื่อนไขสำคัญอยู่ที่โครงการนิวเคลียร์  เมื่อฮอร์มุซถูกปิดล้อม ! ทางกลับสู่โต๊ะเจรจา หรือเส้นทางสู่สงคราม ?“สามฉากทัศน์ใน ฮอร์มุซ“ เมื่อสหรัฐ ‘คุมทาง’ จีน ‘ต้องใช้ทาง’ และอิหร่าน ‘อยู่บนทาง’”ตะวันออกกลางตึงเครียดอีกครั้ง CENTCOM ประกาศเริ่มปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซสวนนงนุช จัดใหญ่ มหาสงกรานต์ดอกไม้บานรู้จัก CENTCOM หน่วยงานที่ถูกกล่าวถึงมากสุดในเวลานี้
The Insight News
ผ่าความไอคอนนิก ‘Toblerone’ โดดเด่นด้วยรูปทรง กับ Story สุดบรรเจิด

ผ่าความไอคอนนิก ‘Toblerone’ โดดเด่นด้วยรูปทรง กับ Story สุดบรรเจิด

ระวี ตะวันธรงค์
ระวี ตะวันธรงค์
กองบรรณาธิการ
2 min read

เป็นเรื่องที่น่าฉงนอยู่ไม่น้อยที่ประเทศในฝันของใครหลายคนอย่าง สวิตเซอร์แลนด์ ที่ขึ้นชื่อในเรื่องของช็อกโกแลต แต่ดันกลับเป็นประเทศที่ไม่สามารถปลูกเมล็ดโกโก้ที่เป็นส่วนประกอบสำคัญของขนมสุดอร่อยชนิดนี้ได้ 

ความอร่อยของช็อกโกแลตสวิส เกิดขึ้นราวศตวรรตที่ 17 จากชายแดนในเขตรัฐทิชิโน (Ticino) ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนใต้ของสวิตเซอร์แลนด์ติดกับประเทศอิตาลี เป็นจุดยุทธศาสตร์ของประเทศในการขนส่งสินค้าผ่านไปยังยุโรป ทำให้เมล็ดโกโก้เริ่มเข้ามาเผยแพร่ในประเทศ และเริ่มมีการนำไปแปรรูปเป็นช็อกโกแลต แต่การบริโภคช็อกโกแลตในยุคนั้นยังไม่ใช่เรื่องที่หรูหราอะไร และยังมีรสสัมผัสที่หนึบหนับจนสามารถเรียกได้ว่าเกือบจะเป็นขนมที่ไม่ได้มีความอร่อย แต่เมื่อย่างเข้าศตวรรษที่ 19 ด้วยความพยายามของชาวสวิสที่มีความประณีตพิถีพิถันเป็นทุนเดิม ได้เปลี่ยนให้ขนมที่แทบจะไม่กินไม่ได้ให้มีมูลค่าสูงขึ้น ด้วยการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีการผลิตเข้ามาแปรรูปในโรงงาน ช็อกโกแลตรสชาติที่เราคุ้นกันในปัจจุบันจึงถือกำเนิดขึ้นในห้วงเวลานี้  จากนั้นช็อกโกแลตหลากหลายยี่ห้อในสวิสก็ผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด  ความนิยมของช็อกโกแลตในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ถึงขนาดมีการจัดตั้ง ‘สหภาพเสรีของผู้ผลิตช็อกโกแลตสวิส’ (Union libre des fabricants suisses de chocolat) ในปี 1901 ทีเดียว

‘Toblerone’ แบรนด์ช็อกโกแลตที่ปฏิวัติตัวเองจนอยู่เหนือกาลเวลา

ปัจจุบันมีแบรนด์ช็อกโกแลตสวิสมีมากมาย ล้วนสร้างรอยประทับใจลงบนลิ้นของผู้ชื่นชอบขนมหวานจากทั่วทุกมุมโลก แต่มีอยู่แบรนด์หนึ่งที่มีเอกลักษณ์สะดุดตาตั้งแต่แรกเห็นเลยนั่นก็คือ Toblerone ช็อกโกแลตรูปทรงสามเหลี่ยมที่มีอายุถึง 115 ปี นับตั้งแต่ก่อตั้งแบรนด์ขึ้นอย่างเป็นทางการในปี 1908 ที่ต่อให้ใครที่ไม่ใช่สายขนมหวานก็ต้องเคยผ่านหูผ่านตากันมาบ้าง

ที่มาภาพ:  independent

ความไอคอนนิกที่ส่งผ่านกาลเวลามาช้านาน คงต้องเท้าความกลับไปยังปี 1868 ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ชายธรรมดา ๆ คนหนึ่ง ชื่อ โยฮันน์ จาค็อบ โทบเลอร์ (Johann Jakob Tobler) หรือที่มักรู้จักกันในนาม ฌอง โทบเลอร์ (Jean Tobler) ได้เดินทางจากเมืองลุตเซนเบิร์ก มาตั้งรกรากที่เมืองเบิร์น ด้วยการเริ่มทำงานที่ร้านขนมอบแห่งหนึ่ง ภายหลังเจ้าของร้านล้มป่วยลง ฌอง จึงเข้าซื้อกิจการต่อ และด้วยความทะเยอทะยานของเขา แทนที่จะดำเนินกิจการร้านขนมอบไปแบบง่าย ๆ เขาตัดสินใจพลิกกิจการด้วยการรับช็อกโกแลตที่ถูกผลิตจากหลากหลายโรงงานทั่วประเทศมาจำหน่ายที่ร้านเขาอีกที 

Jean Tobler  ที่มาภาพ: nowvillage

ธุรกิจของฌองไปได้สวย โดยดำเนินกิจการมาได้ถึง 31 ปี ซึ่งความต้องการช็อกโกแลตที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ  ทำให้ในปี 1899 เขาจึงตัดสินใจก่อตั้งโรงงานช็อตโกแลตของตัวเองขึ้นมาในชื่อ ‘Fabrique de Chocolat Berne, Tobler & Cie’ และมอบโรงงานและธุรกิจนี้ให้กับลูกชายของเขา ธีโอดอร์ โทบเลอร์ (Theodor Tobler) รับช่วงต่อเพียงหนึ่งปีหลังสร้างโรงงานของครอบครัวขึ้นมา

Theodor Tobler
ที่มาภาพ: Toblerone : die Geschichte eines Schweizer Welterfolgs

ภายหลังธีโอดอร์ โทบเลอร์ เข้ามาบริหารกิจการแทนบิดาได้ 8 ปี ช่วงเวลานี้ อุตสาหกรรมช็อกโกแลตของสวิสได้ขยายตัวอย่างรวดเร็ว และเกิดการแข่งขันกันอย่างดุเดือด ทำให้เขาเห็นแล้วว่าการผลิตช็อกโกแลตรูปแบบเดิม ๆ อาจขายยากขึ้น เพราะผู้เล่นเจ้าเดิมที่มีความเข้มแข็งอยู่แล้วครองส่วนแบ่งการตลาดอยู่ ขณะเดียวกันก็มีผู้เล่นใหม่ ๆ เข้ามากินส่วนแบ่งทางการตลาดมากขึ้น ธีโอดอร์และลูกพี่ลูกน้องคนสนิท เอมิล เบามานน์ (Emil Baumann) จึงระดมสมองในการรังสรรค์ช็อกโกแลตสูตรใหม่ ให้มีความเฉพาะตัวมากขึ้น และสร้างความแตกต่างให้กับสินค้า 

เอมิล ที่เพิ่งกลับมาจากการเดินทางจากแม็ส เมืองเล็ก ๆ ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของฝรั่งเศส ได้นำขนมตังเมที่ทำจากน้ำตาลและน้ำผึ้งให้ธีโอดอร์ชิม ปรากฏว่าความหวาน กรุบกรอบ แฝงไปด้วยรสสัมผัสที่ละเอียดอ่อนได้ดึงดูดธีโอดอร์ทันที ทั้งคู่จึงตัดสินใจผสมผสานขนมตังเมเข้ากับช็อกโกแลต โดยนำถั่ว นมสวิส น้ำตาล น้ำผึ้ง ไข่ขาว และนูกัตอัลมอนด์ มาใช้เป็นวัตถุดิบหลัก โดยตั้งชื่อแบรนด์ว่า Toblerone ซึ่งมาจากนามสกุล ‘Tobler’ ของธีโอดอร์  มาผนวกนำคำว่า ‘Torrone’ ซึ่งเป็นขนมจากประเทศอิตาลีที่ทำมาจากน้ำผึ้งและอัลมอนด์ นัยหนึ่งเพื่อสื่อถึงองค์ประกอบสำคัญที่สร้างความแตกต่างทางรสชาติของช็อกโกแลตโฉมใหม่ที่ตระกูลโทบเลอร์รังสรรค์ขึ้น 

แต่แค่ความโดดเด่นทางรสสัมผัสยังไม่พอ พวกเขายังได้แหวกขนบช็อกโกแลตบาร์ ที่มักจะผลิตออกมาในรูปทรงแผ่นเรียบ ด้วยการดีไซน์รูปลักษณ์ให้เป็นทรงสามเหลี่ยมเรียงติดกันเป็นแถว พร้อมนำสัญลักษณ์ของประเทศสวิตเซอร์แลนด์อย่าง ภูเขามัทเทอร์ฮอร์น มาใช้เป็นโลโก้ สอดรับกับรูปทรงสามเหลี่ยมของตัวช็อกโกแลต ซึ่งกลายเป็นสิ่งที่สร้างความสะดุดตาผู้คนเป็นอย่างมาก 

อย่างไรก็ดี มีเรื่องเล่าว่าจริง ๆ แล้วรูปทรงสามเหลี่ยมของช็อกโกแลต ได้แรงบันดาลใจมาจากการแสดงที่ไนต์คลับ Folies Bergère กรุงปารีส ที่เหล่านักเต้นได้เริงระบำต่อตัวขึ้นเป็นรูปทรงสามเหลี่ยมในตอนจบของการแสดง เป็นฉากการแสดงที่สวยงามจนสร้างความประทับใจให้ธีโอดอร์ โทบเลอร์ เก็บมาคิดออกแบบเป็นรูปทรงช็อกโกแลต ทั้งนี้หลังทุกสิ่งทุกอย่างพร้อม ธีโอดอร์ได้ขอยื่นจดสิทธิบัตรสำหรับกระบวนการผลิตที่เมืองเบิร์น ในปี 1909 และจุดเริ่มต้นของตำนานช็อกโกแลตชื่อดังของสวิสก็ถือกำเนิดขึ้น

ที่มาภาพ: Dundee City Archives

ธีโอดอร์ โทบเลอร์ ชายหนุ่มผู้เป็นหัวหอกคนสำคัญ ได้เปลี่ยนธุรกิจขายขนมทั่วไปของครอบครัว กลายเป็นเป็นแบรนด์ช็อกโกแลตที่สร้างผลกำไรเม็ดงาม จนทำให้ Toblerone กลายเป็นผู้ค้าช็อกโกแลตรายใหญ่ของกรุงเบิร์น โดยในปี 1920 บริษัทมีพนักงานมากถึง 2,000 คน แต่ชีวิตก็เหมือนกับช็อกโกแลต ที่มีหวานบ้าง ขมบ้าง ในปี 1930 ธีโอดอร์ โทปเลอร์ ได้บริหารงานผิดพลาดจนทำให้บริษัทตกอยู่ในสภาวะหนี้สินบานปลายจนเกิดวิกฤต ทำให้เขาต้องก้าวเท้าลงจากบัลลังก์ผู้บริหารและถูกแทนที่โดยคณะกรรมการบริษัทที่เข้ามาดูแลแทน

การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอีกครั้งในช่วงทศรรษที่ 1970 Toblerone ได้มีการควบรวมกิจการกับแบรนด์ช็อกโกแลต Suchard โดยร่วมกันทำการตลาดและส่งออกสินค้าจากโรงงานทั้งสองบริษัทออกไปทั่วโลก โดยมี แม็ก อี เบามานน์ (Max E. Baumann) ลูกชายของเอมิล เบามานน์ รับหน้าที่กุมบังเหียน จากนั้นในปี 1982 บริษัท Tobler & Suchard ได้ควบรวมกิจการกับบริษัทกาแฟ Jacobs และได้ถูกบริษัท มอนเดลีช อินเตอร์เนชันแนล (Mondelez International) ซึ่งเป็นบริษัทลูกกวาดสัญชาติอเมริกันได้เข้าซื้อกิจการ Toblerone และดำเนินกิจการมาจนถึงทุกวันนี้

ผ่าความสำเร็จของ Toblerone และความท้าทายในสมรภูมิช็อกโกแลต

EDIIFY เว็บไซต์ด้านการตลาด วิเคราะห์ความสำเร็จของช็อกโกแลตแบรนด์ Toblerone ด้วยหลักของการตลาดแบบ 4P โดยระบุว่านับตั้งแต่ Toblerone เปิดตัวอย่างเป็นทางการในปี 1908 แบรนด์กลายเป็นที่รักของผู้คนทั่วโลก และขึ้นแท่นเป็นแบรนด์ช็อกโกแลตที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา ซึ่งกลยุทธ์การตลาดของ Toblerone มุ่งเน้นไปที่การสร้างอัตลักษณ์ที่แข็งแกร่งจากรูปทรงของสินค้าที่เป็นออกแบบเป็นแท่งสามเหลี่ยมในยุคที่ช็อกโกแลตส่วนใหญ่ยังคงผลิตออกมาในรูปแบบแท่งแบนยาว รวมถึงการนำเอามรดกทางวัฒนธรรมของสวิสมาใช้ในการกำหนดทิศทางของแบรนด์

ด้านกลุ่มเป้าหมาย Toblerone มุ่งเน้นไปที่ผู้บริโภคที่มีอายุระหว่าง 18 – 35 ปี ซึ่งต้องการช็อกโกแลตที่มีคุณภาพระดับพรีเมี่ยม บริษัทจึงกำหนดทิศทางของแบรนด์ให้มีความหรูหรา ทำการตลาดช็อกโกแลตในฐานะที่เป็นสินค้าไฮเอนด์ โดยนำประวัติความเป็นมามาใช้เป็นเส้นเรื่องหลักในการสื่อสารไปยังกลุ่มผู้บริโภค เพื่อให้สินค้าสามารถยกระดับจากของกินเล่นทั่วไป ให้กลายเป็นสินค้าสำหรับโอกาสพิเศษ และเป็นของขวัญ ของฝากแด่คนที่รัก 

ส่วนผสมทางการตลาด 4P ของ Toblerone

1.Product ผลิตภัณฑ์    

Toblerone ออกช็อกโกแลตมาหลายประเภทเพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มเป้าหมายตามวาระโอกาสต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นช็อกโกแลตแบบแท่งที่วางขายเป็นชิ้น ๆ แพคเกจจิ้งแบบกล่องที่ข้างในบรรจุช็อกโกแลตหลายชิ้น รวมไปถึงช็อกโกแลต Toblerone ขนาดจิ๋ว ด้านตัวช็อกโกแลต แต่ละชิ้นจะถูกรังสรรค์ขึ้นมาจากนมสวิสคุณภาพสูง และดีไซน์รสชาติให้มีหลายรส ตั้งแต่รสชาติดั้งเดิมที่เป็นช็อกโกแลตนมคลาสสิกไปจนถึงดาร์กช็อกโกแลตเข้มข้น และแน่นอนบรรจุภัณฑ์ เป็นสิ่งที่สร้างความโดดเด่นให้กับแบรนด์เมื่อถูกนำไปจัดเรียงบนชั้นวางสินค้าจากรูปทรงปริซึมสามเหลี่ยมและสีสันที่สดใส

2.Price ราคา

แม้ว่า Toblerone จะวางตัวเองเป็นสินค้าพรีเมียมในตลาดช็อกโกแลต ราคาทั่วไปสูงกว่าสินค้าคู่แข่ง แต่ช็อกโกแลตสามเหลี่ยมแบรนด์นี้ ยังได้ทำผลิตภัณฑ์ออกมาหลากหลายขนาดที่มีราคาแตกต่างกันออกไป เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเลือกสินค้าที่มีราคาตรงกับงบประมาณที่มีได้ 

3.Place สถานที่

Toblerone กระจายสินค้าวางจำหน่ายหลายที่ ไม่ว่าจะเป็นซูเปอร์มาเก็ตและร้านสะดวกซื้อทั่วไป อีกทั้งยังเปิดขายเองบนเว็บไซต์และแฟลตฟอร์มออนไลน์ต่าง ๆ ทำให้เข้าถึงผู้ซื้อได้เป็นวงกว้าง นอกจากนี้การนำสินค้าไปวางขายในสนามบินยังเป็นส่วนสำคัญที่เสริมความแกร่งให้กับ Toblerone ตอกย้ำการเป็นสินค้าที่เหมาะกับการเป็นของขวัญและของฝาก

4.Promotion การส่งเสริมการขาย

ที่ผ่านมา Toblerone สร้างการรับรู้ของแบรนด์เพื่อกระตุ้นยอดขายและสร้างฐานลูกค้าในกลุ่ม Brand Loyalty ด้วยกลยุทธ์ที่หลากหลาย ทั้งการตลาดรูปแบบเดิมและการตลาดดิจิทัล เช่น การโฆษณาทางโทรทัศน์และวิทยุ ทำแคมเปญบนสื่อสิ่งพิมพ์ไปพร้อม ๆ กับช่องทางออนไลน์ อีกทั้งยังดึงอินฟลูเอนเซอร์ที่มีชื่อเสียงมาร่วมงาน 

ที่มาภาพ:  nowvillage

ทั้งหมดนี้ทำให้ Toblerone สามารถสร้างความโดดเด่นจากคู่แข่งและเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่คนรู้จักมากที่สุดในโลก แต่ความท้าทายอย่างหนึ่งที่ Toblerone ต้องเผชิญก็คือการแข่งขันของแบรนด์ช็อกโกแลตรายอื่น ๆ ที่ลุกขึ้นมาปฏิวัติตัวเองเพื่อลงเล่นในสมรภูมิของช็อกโกแลตกันมากขึ้น นอกจากนี้ สิ่งที่ช็อกโกแลตแบรนด์สามเหลี่ยมยังหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือ สถานการณ์ความอิ่มตัวของตลาด การเปลี่ยนแปลงความต้องการของผู้บริโภค และเหนือสิ่งอื่นใด ต้นทุนส่วนผสมที่เพิ่มสูงขึ้น

ก้าวต่อไปของ Toblerone กับยอดภูเขาที่สาบสูญ

ในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา สื่อทั่วโลกได้ประโคมข่าวการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของแบรนด์ช็อกโกแลตสุดไอคอนนิกนี้ เมื่อบริษัทมอนเดลีช อินเตอร์เนชันแนล  ประกาศจะย้ายฐานการผลิตบางส่วนออกนอกประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ไปยังเมืองบราติสลาวา (Bratislava) ประเทศสโลวาเกีย ภายในสิ้นปีนี้ (2023) เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มปริมาณการผลิตช็อกโกแลตให้มากถึง 7 พันล้านแท่งต่อปี โดย 97% จากการผลิตทั้งหมดจะส่งออกไปถึง 120 ประเทศ ตอบสนองความต้องการของเหล่าคนรักช็อกโกแลตทั่วโลก ทำให้แบรนด์ไม่สามารถใช้สัญลักษณ์บ่งชี้ถึงแหล่งที่มาของผลิตภัณฑ์ว่ามาจากสวิตเซอร์แลนด์ได้

นั่นก็หมายถึงภาพยอดเขามัทเทอร์ฮอร์น ที่ถูกใช้เป็นส่วนหนึ่งในเครื่องหมายการค้าของช็อกโกแลต จะหายไป รวมถึงไม่สามารถระบุคำว่า ‘of Switzerland’ ลงไปในบรรจุภัณฑ์ได้ ตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองเครื่องหมายการค้าของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ หรือที่มักเรียกกันติดปากว่า กฎหมายว่าด้วยความเป็นสวิส  หรือ Swissness  ซึ่งมีการปรับปรุงรายละเอียดและประกาศใช้นับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2017 ใจความสำคัญระบุว่า สินค้าและบริการจะสามารถใช้คำว่า made in Switzerland ได้ แหล่งที่มาของสินค้าและบริการต้องเกิดขึ้นในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และต้องใช้วัตถุดิบจากในประเทศไม่ต่ำกว่า 80% สำหรับนมต้องใช้วัตถุดิบและแปรรูปในประเทศ 100% แต่มีข้อยกเว้นให้กับส่วนผสมที่ไม่สามารถหาในสวิตเซอร์แลนด์ได้ เช่น โกโก้ 

บริษัท มอนเดลีช อินเตอเนชันแนล ประกาศว่ารูปยอดเขามัทเทอร์ฮอร์นที่สร้างภาพจำให้กับแบรนด์จะถูกแทนที่ด้วยรูปยอดเขาเขตอัลไพน์ทั่วไป แต่จะให้สอดคล้องกับสุนทรีภาพทางเรขาคณิตรูปทรงสามเหลี่ยมเหมือนเดิม ขณะที่ข้อความบนบรรจุภัณฑ์ ‘of Switzerland’ จะถูกเปลี่ยนเป็น ‘established in Switzerland’ หรือ ‘ก่อตั้งขึ้นในสวิตเซอร์แลนด์’ แทน 

ทั้งนี้ตราสินค้าที่ระบุว่า ‘ผลิตในสวิตเซอร์แลนด์’ เป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงตัวตนของชาวสวิส มีการสืบทอดภูมิปัญญาดั้งเดิมจากอดีต มีความหรูหรา และการันตีถึงคุณภาพ ทำให้สินค้าที่ถูกแปะป้ายว่ามาจากสวิสจึงมีราคาที่สูงกว่าสินค้าชนิดเดียวกันที่มาจากประเทศอื่น ถึง 20% ส่วนในกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยสามารถอัพราคาขึ้นไปสูงได้ถึง 50% เลยทีเดียว

การเปลี่ยนแปลงของ Toblerone ที่เกิดขึ้นนี้หลายคนอาจจะมองว่านี่คือการทำลายอัตลักษณ์ของแบรนด์ที่ครั้งหนึ่ง ธีโอดอร์ โทบเลอร์ และเอมิล เบามานน์ ร่วมกันปลุกปั้นมาหลายทศวรรษ แต่โทเบียส ชาลเกอร์ (Tobias Schalger) ศาสตราจารย์ด้านการตลาด มหาวิทยาลัยโลซานน์ มองว่าจะส่งผลกระทบต่อแบรนด์ค่อนข้างน้อยและเกิดขึ้นเพียงระยะสั้น ๆ เท่านั้น เพราะผู้บริโภคช็อกโกแลต Toblerone ไม่ได้แค่ชื่นชอบเพราะบรรจุภัณฑ์ หรือยึดถือกับคำว่า ‘of Switzerland’ แต่รูปร่าง และรสชาติช็อกโกแลตที่เป็นเอกลักษณ์ คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้บริโภคยังคงเลือกที่จะเลือกซื้อช็อกโกแลตยี่ห้อนี้ต่อไป 

ที่มาภาพ: brandbuffet

อ้างอิง : nowvillage / newsbytesapp / world-foodhistory / cnn / qz / swissfanclub / theculturetrip / ediify / prachachat

ระวี ตะวันธรงค์
Author

ระวี ตะวันธรงค์

แชร์บทความนี้

ช่วยกระจายข่าวเชิงลึกให้คนมากขึ้น

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ดูในหมวด BRANDING

Price and Festive Vibes เทศกาล เงินสะพัด และทุนนิยม

บทความวิเคราะห์วิธีการที่ระบบทุนนิยมใช้เทศกาลเพื่อกระตุ้นการใช้จ่าย โดยยกตัวอย่างจากการฉลองคริสต์มาสในประเทศที่ไม่ใช่คริสต์ศาสนา และการสร้างวันโปรโมชันเช่น 11.11 ในจีน

adisak.mha··1 min read

9 แนวคิด “การทำงานให้สำเร็จรับปีใหม่” จาก “Modern Workplace”

บทความสรุป 9 แนวคิดชีวิตคนทำงานยุคใหม่จากรายการ Modern Workplace เพื่อช่วยให้คุณก้าวกระโดดสู่ความสำเร็จในปีใหม่ โดยครอบคลุมเรื่องทัศนคติที่ดี การจัดการความเครียด และความเป็นมืออาชีพ

ระวี ตะวันธรงค์··2 min read

New Year, New Career รวม 5 สายงาน เงินเด่น โบนัสดี แห่งปี 2024

ปีใหม่เป็นโอกาสเปลี่ยนงานที่เหมาะสม บทความนี้รวม 5 สายงานเงินเด่น โบนัสดี ปี 2024 ได้แก่ ปิโตรเคมี อุปโภค-บริโภค และอสังหาริมทรัพย์

ระวี ตะวันธรงค์··2 min read

“จอย-เจนจิรา ศรีสอาด” นักกีฬาว่ายน้ำทีมชาติไทย ที่มีความสุขกับงานในทุกวัน

จอย-เจนจิรา ศรีสอาด นักว่ายน้ำทีมชาติไทยที่มีความสุขในอาชีพของตัวเอง แม้ต้องเผชิญกับความท้าทายและความกดดันจากการแข่งขันกับตัวเอง

ระวี ตะวันธรงค์··1 min read