อินไซต์เลือกตั้ง 69 EP 3 The Insight วิเคราะห์ สนามเลือกตั้ง 69 โค้งแรก น้ำเงินแชมป์เขต ส้มบัญชีรายชื่อ ระวังกระแส “ดร.เชน” ชงแดงแซงเข้าป้าย กทม.-ปริมณฑล สมรภูมิชี้ขาด
The Insight วิเคราะห์สนามเลือกตั้งในภาคใต้ และภาคเหนือ ไปแล้ว 2 ภาค โดยมี “ภูมิใจไทย” และ “เพื่อไทย” เป็นแชมป์ไปพรรคละภาค
ภาคใต้ ภูมิใจไทยน่าจะได้ไม่ต่ำกว่า 35 – 40 เขต ขึ้นอยู่กับความแรงของพรรคกล้าธรรม และพรรคประชาธิปัตย์ว่า จะร้อนแรงขึ้นมาทันวันที่ 8 กุมภาฯหรือไม่
ส่วนภาคเหนือ เพื่อไทยน่าจะได้ 30-35 ที่นั่ง จากจำนวน 68 ที่นั่ง ขึ้นอยู่กับกระแสของ “ดร.เชน – ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” ว่าจะแรงพอจะกลบกระแสส้มลงได้หรือไม่
หากในโค้งสุดท้าย กระแส “ดร.เชน” มาแรง เพื่อไทยก็มีแนวโน้มจะได้พื้นที่คืนจากภูมิใจไทย พลังประชารัฐ และพรรคประชาชนในหลายเขต ยกเว้นเขตเมืองของเชียงใหม่ ลำพูน และลำปาง ที่ยังเป็นหนามยอกอก เพราะผู้ใช้สิทธิ์จำนวนหนึ่งเป็นคนต่างถิ่น เป็นเมืองมหาวิทยาลัย เขตนิคมอุตสาหกรรม และคนพื้นที่ที่ย้ายเข้าไปใช้ชีวิตอยู่ในเมืองหลวง แต่ยังมีทะเบียนบ้านอยู่ในพื้นที่ ผู้คนจำนวนนี้ส่วนใหญ่เลือกพรรคส้มแบบมั่นคง และเปลี่ยนแปลงยาก
อีก 3 พื้นที่ ที่The Insight วิเคราะห์ทั้งจากข้อมูลฐานคะแนนเก่าของการเลือกตั้งปี 2566 และตัวผู้สมัครในปี 2569 รวมถึงกระแสของแต่ละพรรคในการหาเสียงรอบนี้ คือ พื้นที่ 7 จังหวัดภาคตะวันออก , 20 จังหวัดภาคกลาง ภาคตะวันตก และปริมณฑลรอบกรุงเทพ และพื้นที่ 20 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ตะวันออก “ส้ม” เก้าอี้ลด แต่ยังเป็นแชมป์ ลุ้นแคมเปญเลือกทั้งคน เลือกทั้งพรรค
7 จังหวัดภาคตะวันออกรอบนี้ มีที่นั่งให้ช่วงชิงกันทั้งหมด 29 ที่นั่ง เลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาส้มกวาดเกือบยกพื้นที่ โดยได้ 18 จาก 29 ที่นั่ง พลาดไปเพียง 11 ที่นั่ง จากชลบุรี 3 ที่นั่ง ปราจีนบุรี 2 ที่นั่ง สระแก้ว 3 ที่นั่ง และฉะเชิงเทรา 3 ที่นั่ง
รอบนี้ การจับมือของบ้านใหญ่และบ้านใหม่ จังหวัดชลบุรี ระหว่างกลุ่มของ “สนธยา คุณปลื้ม” และ “สุชาติ ชมกลิ่น” ที่ทั้งคู่หันมาสวมเสื้อสีน้ำเงินสังกัดภูมิใจไทย ทำให้พื้นที่ชลบุรี น่าจะเป็นงานหนักของพรรคส้ม จาก 7 ที่นั่งที่ได้จากการเลือกตั้งครั้งก่อน ครั้งนี้ถ้ากระตุ้นกระแสโค้งสุดท้าย ตามแคมเปญเลือกส้มทั้ง 2 ใบ เพื่ออนาคตและความเปลี่ยนแปลงของประเทศ ไม่สำเร็จ
พรรคประชาชนมีโอกาสเหลือเพียงที่นั่งเดียว ในเขตเลือกตั้งที่ 7 ซึ่งเป็นพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม และท่าเรือแหลมฉบัง หรือเต็มที่ก็ได้เขตเลือกตั้งที่ 6 ที่ “กฤษณิ์ ชีวะธรรมานนท์” ย้ายไปสังกัดพรรคกล้าธรรม ส่วนอีก 8 เขต น่าจะเป็นของพรรคภูมิใจไทยทั้งหมด
ส่วนพื้นที่อื่น ทั้งระยอง จันทบุรี ตราด พื้นที่สำคัญของพรรคประชาชน รอบนี้ก็น่าจะยังคงรักษาพื้นที่ได้ โดยเฉพาะระยอง ซึ่งพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นนิคมอุตสาหกรรม ที่เป็นฐานคะแนนเสียงสำคัญของพรรค
แม้กระทั่งเขตเลือกตั้งที่ 4 ในปราจีนบุรี และ เขตเลือกตั้งที่ 2 ในจังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นพื้นที่เขตอุตสาหกรรม ก็ยังเชื่อว่า ฐานคะแนนของกลุ่มผู้ใช้แรงงาน ทั้งในระดับ Blue Collar และ White Collar ก็ยังคงเป็น FC ที่เหนียวแน่นของพรรคประชาชนเช่นเดิม
ยกเว้นจังหวัดสระแก้ว พื้นที่ของตระกูลเทียนทอง พื้นที่นี้ยังยากที่ส้มจะฝ่าฟันเข้าไปได้ แม้คะแนนรวมในระบบบัญชีรายชื่อจะมาเป็นอันดับ 1 โดยมี 118,421 คะแนน ก็ตาม
โดยรวมเลือกตั้ง 2569 ภาคตะวันออก พรรคประชาชนน่าจะยังรักษาเก้าอี้ไว้ได้ประมาณ 12 ที่นั่ง ยกเว้นโค้งสุดท้ายแคมเปญเลือกทั้งพรรค เลือกทั้งคนจะมาแรง โอกาสที่จะรักษาเก้าอี้ครบทั้ง 18 เขตเท่าเดิมก็ยังเป็นไปได้

20 จังหวัดภาคกลาง / ตะวันตก / ปริมณฑล “น้ำเงิน” ชิงดำ “ส้ม” ทิ้ง “แดง” ไม่เห็นฝุ่น
พื้นที่สำคัญอีกพื้นที่ และจะเป็นหนึ่งในพื้นที่ชี้ขาดแชมป์ สส.แบบเขต และอาจส่งผลต่อการเป็นพรรคอันดับ 1 ของพรรคประชาชน และพรรคภูมิใจไทย โดยมีเพื่อไทยเป็นตัวสอดแทรก คือ พื้นที่ 20 จังหวัดภาคกลาง ภาคตะวันตก และจังหวัดปริมณฑลรอบกรุงเทพฯ
พื้นที่นี้มีเก้าอี้ สส. เขตรวมกันถึง 78 ที่นั่ง รองจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ การเลือกตั้งในปี 2566 ส้มในนามพรรคก้าวไกล มาเป็นที่ 1 โดยคว้าไปได้ถึง 32 ที่นั่ง รองลงมาเป็นพรรคภูมิใจไทยได้ไป 15 ที่นั่ง เพื่อไทยได้มาเพียง 9 ที่นั่งเท่านั้น และกลายเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ชี้ขาดที่ทำให้พรรคเพื่อไทยแพ้พรรคก้าวไกล และตกไปอยู่เป็นพรรคลำดับ 2 ในการเลือกตั้งครั้งก่อน
เลือกตั้งครั้งนี้ประเมินแล้ว พรรคภูมิใจไทยที่ใช้นโยบายกวาดต้อนบ้านใหญ่ ทั้งจากพรรคชาติไทยพัฒนา ที่ยกทีมจากสุพรรณบุรี นครปฐม 2 พื้นที่สำคัญเข้ามาร่วม และอดีต สส.จากทั้งพรรคพลังประชารัฐ และพรรครวมไทยสร้างชาติ ทำให้ภูมิใจไทยน่าจะมาเป็นที่ 1 ในพื้นที่นี้
ผลประเมินรอบแรก คาดว่า ภูมิใจไทยจะได้ 32 ที่นั่งจาก 78 ที่นั่ง โดยมีพื้นที่ภาคกลาง และภาคตะวันตก หลักๆ คือ สุพรรณบุรี นครปฐม เพชรบุรี ราชบุรี และจังหวัดในลุ่มน้ำเจ้าพระยาที่น่าจะกวาดได้ทั้งหมด
ส่วนพรรคประชาชนจะยังคงรักษาพื้นที่ของตัวเองได้เกือบทั้งหมด คาดว่า จะมาเป็นอันดับ 2 ที่ จำนวน 31 ที่นั่ง โดยพื้นที่สำคัญจะยังคงเป็นพื้นที่ปริมณฑล และเมืองสมุทรทุกสมุทร ซึ่งเป็นพื้นที่อุตสาหกรรม
นนทบุรี คาดว่า ส้มยังแรงทั้ง 8 เขต เช่นเดียวกับปทุมธานีที่น่าจะรักษาเก้าอี้เดิมไว้ได้ 6 เขต สมุทรปราการ แม้จะมีการรวมกันของบ้านใหญ่อัศวเหมและฐานคะแนนของพรรคเพื่อไทย แต่ยังต้านทานฐานคะแนนในพื้นที่อุตสาหกรรมของพรรคส้มไม่ได้แน่นอน เพื่อไทยเต็มที่ก็สู้ได้เขตเดียว คือ เขตเลือกตั้งที่ 6 เขตพระประแดงเท่านั้น ส่วนเขตอื่นรวมคะแนนกันแล้วก็ยังสู้คะแนนดิบ คะแนนเดิมของพลพรรคส้มไม่ได้
รวมทั้งสมุทรสาครที่รอบนี้เพิ่มขึ้นมาเป็น 4 เขต ก็น่าจะเสร็จพรรคส้มทั้งหมด ยกเว้นเขตเลือกตั้งที่ 1 ที่มีอดีตสส.พรรคอนาคตใหม่ “ณมานิตา กลับบ้านเกาะ” หรือชื่อเดิม “จอมขวัญ กลับบ้านเกาะ” ลงสมัคร
เขตเลือกตั้งที่ 1 สมุทรสาคร มีการย่อยพื้นที่ออกเป็น 2 เขต ทำให้ “อดีต สส.ณมานิตา” ที่ครั้งนี้ลงในนามพรรคกล้าธรรม มีโอกาสพลิกกลับมาชนะ “ณัฐพงษ์ สุมโนธรรม” ผู้สมัครจากพรรคประชาชนแชมป์เก่าได้ แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่า “วัฒนา แตงมณี” นายกเทศมนตรีเมืองพันท้ายนรสิงห์ ผู้มีฐานคะแนนหลักในพื้นที่นั้นจะเลือกสนับสนุนใคร
โดยรวม ภูมิใจไทยจะได้ 32 ที่นั่ง ส่วนประชาชน 31 ที่นั่ง ลดลง 1 ที่นั่งที่สมุทรปราการและปทุมธานี ส่วนเพื่อไทยตามมาแบบห่างๆ มากที่ 8 ที่นั่งเท่านั้น อาศัยปาฏิหาริย์เหมือนจะยังไม่พอ สำหรับเพื่อไทยในพื้นที่นี้

อีสานเพื่อไทยมาแรง “แดง” ผนึกกำลังสู้ ภูมิใจไทยยังทำได้แค่ “อีสานใต้”
ส่วนพื้นที่ 20 จังหวัดภาคอีสาน พื้นที่สำคัญซึ่งเคยเป็นพื้นที่ชี้ขาดการเลือกตั้งใหญ่ทั่วประเทศ การเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคเพื่อไทยที่คาดว่า กระแสจะตก และจะแพ้ในหลายเขตเลือกตั้งจากกระแส“อังเคิล” บนความขัดแย้งไทย – กัมพูชา กลับกลายเป็นว่า ทันทีที่ “ดร.เชน – ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” เข้ามาเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค กระแสของพรรคเพื่อไทยกลับพลิกมาดีวันดีคืน
เลือกตั้งปี 2566 เพื่อไทยได้มาทั้งหมด 73 ที่นั่ง จาก 133 ที่นั่ง โดยพลิกแพ้ให้กับพรรคก้าวไกล พรรคภูมิใจไทย พรรคไทยสร้างไทย ในหลายพื้นที่ ครั้งนั้นมีการประเมินว่า บางพื้นที่เกิดจากความประมาท ไม่ลงพื้นที่ซ้ำในช่วงโค้งสุดท้าย คิดว่ากระแสทักษิณ และอุ๊งอิ๊งค์ แพทองธาร ชินวัตรแรงพอที่จะชนะยกจังหวัดในหลายพื้นที่
แต่ในช่วงที่อดีตนายกแพทองธารลาคลอด กระแสเพื่อไทยก็ถูกตีกลับ จนบางพื้นที่แพ้ทั้งที่ไม่ควรแพ้
รอบนี้กลับตรงกันข้าม เมื่อช่วงต้นที่กระแสความขัดแย้งไทย – กัมพูชายังคงร้อนแรง ส่งผลโดยตรงกับผู้สมัครพรรคเพื่อไทยในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดชายแดน ทั้งอุบลราชธานี ศรีษะเกษ สุรินทร์ และบุรีรัมย์
แต่หลังการลงพื้นที่ของ “ดร.เชน ยศชนัน” แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค กระแสเพื่อไทยกลับแรงขึ้น และยิ่งเมื่อกลุ่มคนเสื้อแดงที่แตกกันไปหลายกลุ่ม หลายเส้นทาง รอบนี้กลับมาปรากฏตัวเกือบครบ ทำให้พรรคเพื่อไทยเริ่มเชื่อมั่นในฐานคะนนเสียงเดิมมากขึ้น
การประเมินเบื้องต้น เชื่อว่า พรรคเพื่อไทยจะได้ที่นั่งกลับมาถึง 77 เขต จาก 133 เขต โดยมีภูมิใจไทยเป็นอันดับ 2 จำนวน 38 ที่นั่ง
โคราชเพื่อไทยหวังยก 16 เขตทั้งจังหวัด ผนึกหวังศุภกิจโกศล-ลิปตพัลลภ-จันทรรวงทอง
พื้นที่หลักรอบนี้ เพื่อไทยมีโอกาสกวาด 16 ที่นั่ง ที่โคราชได้หากฐานเสียงของตระกูลสุวรรณฉวี ไม่แข็งแกร่งพอ ส่วนพลพรรคสีส้มรอบนี้ เมื่อเพื่อไทยรวมกับกลุ่มของ “สุวัจน์ ลิปตพัลลภ” เมื่อวิเคราะห์จากฐานคะแนนของทั้งคู่ ส้มมีแนวโน้มเสียที่นั่งในเขตเมืองกลับมาให้เพื่อไทยทั้ง 3 เขต มีเพียงเขต 3 เท่านั้น ที่อาจจะยังรักษาพื้นที่ไว้ได้
ขอนแก่น และอุดรธานีอีก 2 จังหวัดใหญ่ที่หากส้มไม่รักษาฐานดีๆ ก็มีโอกาสถูกทวงคืนจากเพื่อไทยได้เช่นกัน โดยเฉพาะอุดรธานีที่เพื่อไทยและคนเสื้อแดงกำลังฮึกเหิมสุดขีดจากการลงพื้นที่ของ “ดร.ยศชนัน” ที่ผ่านมา และมีโอกาสจะชนะยกจังหวัดได้ทั้ง 10 เขต
อีสานใต้น้ำเงินยังแข็ง แดงยังต้องฝ่ากระแสอังเคิล
ส่วนพื้นที่อีสานใต้ ภูมิใจไทยยังยึดบุรีรัมย์ได้ทั้งจังหวัด ทั้ง 10 เขต เพราะความพ่ายแพ้แม้เพียงเขตเดียวในจังหวัดบุรีรัมย์ ย่อมหมายถึงหน้าตาของครูใหญ่ที่จะยอมไม่ได้ แม้แต่เขตเดียว
การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา บุรีรัมย์เป็นจังหวัดเดียวที่ภูมิใจไทยทำคะแนนบัญชีรายชื่อได้เกินแสนคะแนน โดยได้ถึง 165,026 คะแนน มาเป็นอันดับ 3 รองลงจากเพื่อไทยและพรรคก้าวไกล และเป็น 1 ใน 2 จังหวัดที่คะแนนบัญชีรายชื่อของพรรคภูมิใจไทยขยับขึ้นมาเป็นอันดับ 3 เพราะที่เหลือไม่อยู่อันดับ 4 ก็อันดับ 5 บางจังหวัดในอีสานเหนือ ภูมิใจไทยมีคะแนนบัญชีรายชื่อเพียงหลักพันเท่านั้น
ส่วนศรีสะเกษและสุรินทร์ ที่เพื่อไทยเคยได้ที่นั่ง 10 จาก 17 ที่นั่ง รอบนี้เหนื่อยจากกระแสอังเคิล ที่ทุกพรรคยังหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาโจมตีเพื่อไทยในทุกเวที โดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทยและพรรคไทยสร้างไทย ที่คำว่า อังเคลิ ดูจะเป็นประเด็นติดปาก สำหรับแกนนำพรรคในการปราศัย หรือดีเบตในแทบจะทุกเวที
อย่างไรก็ตามถ้าประเมินจากฐานคะแนนพรรค จากคะแนนบัญชีรายชื่อ ซึ่งทั้ง 2 จังหวัด พรรคเพื่อไทยมีคะแนนมาเป็นอันดับ 1 โดยที่ศรีสะเกษได้ 390,552 คะแนน ส่วนสุรินทร์ได้ 301,813 คะแนน ขณะที่พรรคภูมิใจไทยมีเพียงหลักหมื่นเท่านั้น ก็ยังประมาทไม่ได้ว่า เพื่อไทยจะพลิกกระแสอังเคิลขึ้นมายึดที่นั่งเดิม 10 ที่นั่งจาก 2 จังหวัดนี้ได้หรือไม่

ประเมินทั้งประเทศยกเว้น กทม. ภูมิใจไทยแชมป์ สส.เขต เฉือนเพื่อไทยหวุดหวิด
เมื่อประเมินจากทุกภาค ทุกเขต ยกเว้นกรุงเทพมหานคร พรรคภูมิใจไทยที่รวมบ้านใหญ่หลายตระกูลหลายพื้นที่ หลายพรรคด้วยกัน มีคะแนนนำมาเป็นที่ 1 โดยคาดว่าจะได้ที่นั่ง สส.ประเภทเขต จำนวน 127 – 135 เขต เพื่อไทย 115 – 120 เขต พรรคประชาชน 68 – 80 เขต พรรคกล้าธรรม 34 – 40 เขต
หากตัวเลขออกมาเช่นนี้ สนามที่จะชี้ขาดความเป็นพรรคอันดับ 1 ยังคงอยู่ที่สนามเลือกตั้งกรุงเทพมหานคร 33 ที่นั่ง และสส.แบบบัญชีรายชื่ออีก 100 ที่นั่ง
เลือกตั้งปี 2566 พรรคประชาชนได้ที่นั่งในกทม. 32 ที่นั่ง และบัญชีรายชื่อ 39 ที่นั่ง รวมเป็น 71 ที่นั่ง เมื่อรวมกับสส.เขตทั่วประเทศที่จะได้ประมาณ 68 – 80 ที่นั่ง การประเมินรอบแรก ถ้าพรรคประชาชนรักษาฐานเดิม ทั้งใน กทม. และบัญชีรายชื่อได้ ก็จะมีสส. 2 ระบบรวมกัน 139-151 ที่นั่ง
พรรคประชาชนจะตกมาเป็นอันดับ 2 ในกรณีที่เสียที่นั่งใน กทม. สมุทรปราการ ให้กับเพื่อไทย และเสียที่นั่งในปทุมธานีให้กับภูมิใจไทย รวมทั้งได้คะแนน สส.ในระบบบัญชีรายชื่อลดลง จากเดิมที่ได้ 14,438,851 คะแนน
ส่วนเพื่อไทย จะได้ที่นั่ง สส.ทั้ง 2 ระบบอยู่ที่ 144-149 ที่นั่ง หรือหากพลิกชนะใน กทม.มา 5 เขต ตามที่มีการประเมิน และทำคะแนนบัญชีรายชื่อเพิ่มขึ้นมาได้ เพื่อไทยก็มีโอกาสชนะเป็นที่ 1 เช่นกัน
การประเมินรอบแรก ถ้าได้ สส. ต่ำกว่านี้ เพื่อไทยจะพลาดแชมป์ หากเพื่อไทยแพ้ในสนามใหญ่ของอีสานใต้ ทั้งในสุรินทร์ และศรีษะเกษ รวมถึงได้คะแนน สส.ในระบบบัญชีรายชื่อต่ำกว่าเดิม คือ ต่ำกว่า 10,962,522 คะแนน

“กทม.-บัญชีรายชื่อ” การบ้านข้อใหญ่ภูมิใจไทย พลิกไม่ขึ้นอาจพลาดเป็นแกนนำ
ขณะที่ภูมิใจไทย หากทำที่นั่งใน กทม.ไม่ได้ และไม่สามารถดึงคะแนนในระบบบัญชีรายชื่อ ที่มีเพียง 1,138,202 คะแนน โดยได้สส.เพียง 3 คนขึ้นมาได้ โอกาสที่จะชนะที่ 1 เพื่อเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลจะมืดมนทันที
ภูมิใจไทยจะชนะขึ้นเป็นที่ 1 ตามที่มีการประเมินไว้ 150 ที่นั่ง จากการวิเคราะห์ของหลายๆ เกจิทางการเมือง มีเพียวง 2 ปัจจัย คือ ชนะเพื่อไทยในจังหวัดภาคอีสาน โดยเฉพาะศรีสะเกษและสุรินทร์แบบยกจังหวัด รวมทั้งแชร์ที่นั่งในโคราช และขอนแก่นจากเพื่อไทยได้เพิ่มขึ้น
เพราะโอกาสที่ภูมิใจไทยจะได้คะแนนจากระบบบัญชีรายชื่อเป็นกอบ เป็นกำ ถึงขั้นที่จะขยับเข้ามาแทนพรรครวมไทยสร้างชาติ ที่เป็นตัวแทนพรรคอนุรักษ์นิยม 4,766,408 คะแนน โดยได้ 13 ที่นั่งนั้นเป็นไปได้ค่อนข้างยาก
คะแนนของรวมไทยสร้างชาติ 4,766,408 คะแนน ส่วนใหญ่เป็นฐานคะแนนนิยมของ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ซึ่งผกผันมาจากฐานคะแนนเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ในอดีต โดยส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ภาคใต้ ภาคกลาง และกรุงเทพมหานคร
ภาคใต้ รวมไทยสร้างชาติ ได้คะแนนบัญชีรายชื่อ 1,814,083 คะแนน กรุงเทพมหานคร 630,997 คะแนน และอีก 1,029,175 คะแนนจากภาคกลาง ภาคตะวันตก
การเลือกตั้งรอบนี้ คะแนนบัญชีรายชื่อของรวมไทยสร้างชาติใน 3 พื้นที่สำคัญ จะถูกแบ่งกลับไปยังพรรคประชาธิปัตย์ค่อนข้างชัด โดยเฉพาะภาคใต้ และ กทม.
The Insight วิเคราะห์น่าจะสวนทางกับเกจิรายอื่นที่มั่นใจกับ 150 ที่นั่งของพรรคภูมิใจไทย และเชื่อว่า พรรคประชาชนและพรรคเพื่อไทยจะดร็อปลง และเพื่อไทยจะมาเป็นอันดับ 3 เป็นพรรคที่ต่ำร้อย หรือเต็มที่ก็ไม่เกิน 100 ที่นั่ง
โค้งสุดท้ายจึงจะพิสูจน์ว่า ภูมิใจไทยจะมาแรงในพื้นที่ภาคใต้มากกว่าจำนวนที่นั่งที่คาดไว้ จะมาแรงกวาดพื้นที่อีสาน โดยใช้กระแสอังเคิลเบียดเพื่อไทยออกจากใจคนอีสาน และใช้กระแสของความเป็นพรรคอนุรักษ์นิยมเอาชนะใจคนกรุงเทพ เพื่อช่วงชิงที่นั่งใน กทม. รวมถึงดึงฐานเสียงอนุรักษ์นิยมเดิมของรวมไทยสร้างชาติ กลับมาเป็นของพรรคภูมิใจไทยในระบบบัญชีรายชื่อได้หรือไม่
ภายใต้เงื่อนไขสำคัญ คือ ต้องทำให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั่วประเทศ จำเลขบัญชีรายชื่อของพรรคให้ขึ้นใจให้ได้ เพราะความได้เปรียบเสียเปรียบ ของเลข 2 ตัวกับเลขตัวเดียว ก็ยังมีผลสำคัญเช่นกัน
Srawut
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ดูในหมวด Editor →สวนนงนุชจัดพิธีเปลี่ยนธงมนตรา เติมสีสันท่องเที่ยวไทย
สวนนงนุชจัดพิธีเปลี่ยนธงมนตรา เพื่อเติมสีสันให้กับการท่องเที่ยวไทย
ย้อนรอยการแพ้สงครามเวียดนาม ประวัติศาสตร์ที่อเมริกาอยากลืม
ภาพเฮลิคอปเตอร์อพยพผู้คนจากสถานทูตสหรัฐฯ ในไซง่อนปี 1975 เป็นสัญลักษณ์ความพ่ายแพ้ของอเมริกาในสงครามเวียดนาม บทเรียนจากความหวาดระแวง กลยุทธ์ผิดพลาด และการประเมินคู่ต่อสู้ต่ำเกินไป.
จับตา เจรจารอบ 2 สหรัฐฯ อิหร่าน ! เงื่อนไขสำคัญอยู่ที่โครงการนิวเคลียร์
การเจรจารอบ 2 ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านมีความสำคัญต่อเสถียรภาพตะวันออกกลางและเศรษฐกิจโลก โดยมีโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านเป็นแกนหลักของความขัดแย้ง
เมื่อฮอร์มุซถูกปิดล้อม ! ทางกลับสู่โต๊ะเจรจา หรือเส้นทางสู่สงคราม ?
สหรัฐอเมริกาประกาศปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ หลังการเจรจากับอิหร่านล้มเหลว สถานการณ์นี้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเผชิญหน้าทางทหารและวิกฤตพลังงานโลก




