ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
Live · Breaking
สวนนงนุชจัดพิธีเปลี่ยนธงมนตรา เติมสีสันท่องเที่ยวไทยย้อนรอยการแพ้สงครามเวียดนาม ประวัติศาสตร์ที่อเมริกาอยากลืมจับตา เจรจารอบ 2 สหรัฐฯ อิหร่าน ! เงื่อนไขสำคัญอยู่ที่โครงการนิวเคลียร์  เมื่อฮอร์มุซถูกปิดล้อม ! ทางกลับสู่โต๊ะเจรจา หรือเส้นทางสู่สงคราม ?“สามฉากทัศน์ใน ฮอร์มุซ“ เมื่อสหรัฐ ‘คุมทาง’ จีน ‘ต้องใช้ทาง’ และอิหร่าน ‘อยู่บนทาง’”ตะวันออกกลางตึงเครียดอีกครั้ง CENTCOM ประกาศเริ่มปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซสวนนงนุช จัดใหญ่ มหาสงกรานต์ดอกไม้บานรู้จัก CENTCOM หน่วยงานที่ถูกกล่าวถึงมากสุดในเวลานี้สวนนงนุชจัดพิธีเปลี่ยนธงมนตรา เติมสีสันท่องเที่ยวไทยย้อนรอยการแพ้สงครามเวียดนาม ประวัติศาสตร์ที่อเมริกาอยากลืมจับตา เจรจารอบ 2 สหรัฐฯ อิหร่าน ! เงื่อนไขสำคัญอยู่ที่โครงการนิวเคลียร์  เมื่อฮอร์มุซถูกปิดล้อม ! ทางกลับสู่โต๊ะเจรจา หรือเส้นทางสู่สงคราม ?“สามฉากทัศน์ใน ฮอร์มุซ“ เมื่อสหรัฐ ‘คุมทาง’ จีน ‘ต้องใช้ทาง’ และอิหร่าน ‘อยู่บนทาง’”ตะวันออกกลางตึงเครียดอีกครั้ง CENTCOM ประกาศเริ่มปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซสวนนงนุช จัดใหญ่ มหาสงกรานต์ดอกไม้บานรู้จัก CENTCOM หน่วยงานที่ถูกกล่าวถึงมากสุดในเวลานี้
The Insight News
Ellen DeGeneres และซีซั่นสุดท้ายของรายการทอล์กโชว์ของเธอ ที่การจากลาไม่มีความหมายอีกแล้ว

Ellen DeGeneres และซีซั่นสุดท้ายของรายการทอล์กโชว์ของเธอ ที่การจากลาไม่มีความหมายอีกแล้ว

ระวี ตะวันธรงค์
ระวี ตะวันธรงค์
กองบรรณาธิการ
2 min read

โดยความรู้สึกส่วนตัว เราผูกพันกับเอลเลน ดีเจเนเรสมาก เพราะรายการ The Ellen DeGeneres Show ที่เธอทำมานานกว่า 19 ปีจะสร้างเสียงหัวเราะ เพิ่มพูนแรงบันดาลใจและพลังงานดีให้กับคนทั้งโลกมาอย่างยาวนาน จนเธอกลายเป็นที่รักของผู้ชมทั่วทั้งโลก รวมถึงการที่เธอได้รับการชื่นชมและยอมรับในฐานะผู้เบิกทางให้กับกลุ่มคน LGBTQ+ ได้มีที่หยัดยืนทั้งในวงการบันเทิงและในสังคม

แต่ในรอบสองถึงสามปีที่ผ่านมาก่อนที่เราจะเจอกับโรคระบาดใหญ่ พฤติกรรม “หลังม่าน” ของเอลเลนกลับถูกพูดถึงอย่างต่อเนื่องจนสิ่งที่เธอสั่งสมมาถูกเปิดเผยว่าเป็นเพียงละครหน้าฉากที่ทำให้ผู้คนหลงรักและชื่นชมเธอ การกระทำหลายๆ อย่างหลังกล้องทั้งที่เกิดขึ้นจากตัวเธอเองหรือบริวารทำให้ภาพลักษณ์ที่เธอสั่งสมถูกทำลายลงจนป่นปี้ และทำให้เธอตัดสินใจไม่ต่อสัญญารายการทอล์กโชว์ของเธอ ทำให้ The Ellen Show จะจบลงในซีซั่นที่ 19 ซึ่งจะเปิดซีซั่นในวันอังคารนี้ตามเวลาประเทศไทย (ชมได้ทางทรูวิชั่นส์)

มีอะไรให้อ่านบ้างในบทความนี้?

Susan, I’m Gay.

ทำความรู้จักกันแบบเร็ว (มากๆ) สำหรับใครที่อาจยังไม่รู้จักพิธีกรสาววัย 62 ผู้ทรงอิทธิพลมากที่สุดคนหนึ่งในวงการบันเทิงฮอลิวูดคนนี้ เอลเลนเริ่มต้นเส้นทางบันเทิงของเธอด้วยการเป็นตลกหญิงที่ลงประกวดแข่งขันเดี่ยวไมโครโฟนจนได้รางวัล The Funniest People in America ของช่องเคเบิ้ล Showtime จนได้รับโอกาสให้ได้เดบิวต์ครั้งแรกในฐานะตลกหญิงบนเวที The Tonight Show starring Johnny Carson ซึ่งเป็นการเปิดตัวที่สวยงาม จนทำให้เธอได้โอกาสมีซิทคอมเป็นของตัวเองที่ชื่อ ellen

การได้รับโอกาสให้ผลิตละครซิทคอมในชื่อของตัวเอง เป็นเครื่องการันตีถึงการถูกยอมรับในวงการฮฮลิวูด ด้วยอารมณ์ขันที่จัดจ้านและบุคลิกที่ถูกใจอเมริกันชน จึงไม่แปลกนักที่เอลเลนจะเป็นตลกหญิงอีกคนที่ได้มีซิทคอมเป็นของตัวเอง รองจากสตีฟ ฮาร์วีย์ พิธีกรมิสยูนิเวิร์สผู้ประกาศผลผิดในตำนาน หรือพิธีกรราคาพารวยเวอร์ชั่นต้นฉบับอย่างดรูว์ แครีย์

ellen ว่าด้วยเรื่องของหญิงสาวผู้ทำงานในร้านหนังสือใจกลางเมืองนิวยอร์คและเพื่อนในวงสังคมของเธอ แก่นสำคัญที่สร้างหมุดหมายใหญ่ให้กับเธอคือการเปิดตัวว่าเธอเป็นเลสเบี้ยนในตอนหนึ่งของซิทคอมที่ชื่อว่า “The Puppy Episode” เอลเลนได้พบกับรีชาร์ด ผู้ประกาศหนุ่มที่เป็นเพื่อนสมัยเรียนของเธอและซูซาน ผู้จัดการส่วนตัว เอลเลนหลงรักซูซานตั้งแต่แรกพบ จนนำไปสู่ฉากสารภาพรักในสนามบินพร้อมประโยคในตำนาน “Susan, I’m Gay”

ฉากนี้นำไปสู่โมเมนต์ทรงอิทธิพลของวงการโทรทัศน์อเมริกัน มีผู้นัดชมละครตอนนี้เป็นหมู่คณะเป็นจำนวนมาก เช้าวันต่อมาฉากนี้ถูกพูดถึงในแทบทุกสื่อ จนนำไปส่งการแสดงความคิดเห็นทีเ่ผ็ดร้อนของคนสองฝ่ายคือ คนที่สนับสนุนกลุ่ม LGBTIQ+ ให้มีพื้นที่บนสื่อกระแสหลัก และมองว่าความรักไม่ว่าจะของเพศใดก็สวยงามเสมอ กับอีกฝ่ายที่ต่อต้านการมีอยู่ของคนกลุ่มนี้โดยเอาคำสอนทางศาสนาและอคติส่วนตัวเป็นอาวุธในการต่อสู้

ไม่นานนัก เอลเลนก็ถูกดูดกลืนให้หายไปจากพื้นที่ในวงการบันเทิง ละครซิตคอมโดนถอด สปอนเซอร์ถอนโฆษณา เธอต้องรับมือกับภาวะซึมเศร้าหลังจากการเปิดตัวว่าเธอเป็นเกย์อย่างเปิดเผย จนเธอได้รับโอกาสจากช่อง HBO ให้จัดเดี่ยวไมโครโฟนครั้งพิเศษที่เป็นการกลับมาอย่างสง่างามของเธอ พร้อมได้โอกาสให้ทำรายการทอล์กโชว์ที่เธอบอกว่ามันจะเป็นเหมือนความสัมพันธ์ระหว่างผู้ชมและเธอ ในชื่อ The Ellen DeGeneres Show

Let’s have a little fun, today.

ในขณะที่โอปราห์ วินฟรีย์ ยังเป็นเจ้าตลาดรายการทอล์กโชว์ภาคกลางวัน เอลเลนเริ่มรายการของเธอในฐานะน้องใหม่เมื่อปี 2003 ภายใต้การผลิตของ Warner Brothers Television. ด้วยอรรถรสความสนุกของบทพูดเปิดรายการหรือ Monologue การสนทนาที่เน้นด้านบวกของแขกรับเชิญ และ Skit ในรายการที่เธอทั้งเล่นเองไม่ว่าจะเป็นการล้อเลียนหนังเด่น ละครดัง รายการฮิต หรือการเล่นเกมย่อยในรายการที่ต่อยอดเป็นแอพลิเคชั่นยอดโหลดอันดับหนึ่งอย่าง Heads Up! ที่เป็นแรงบันดาลใจให้แอปจากผู้ผลิตไทยอย่าง “ชาเย็น” 

ด้วยมวลพลังงานบวกที่เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะซึ่งต่างจากโอปราห์ที่เน้นเรื่องฮอต ประเด็นเด่น แต่ต้องใช้ความคิดในการดูเพราะมันเป็นประเด็นที่หนัก ทำให้เอลเลนกลายเป็นพิธีกรหน้าใหม่ที่แม่บ้านภาคกลางวันยอมรับในความขบขันและพลังงานดีของรายการ นอกจากนี้ใน The Ellen DeGeneres Show ยังมีอีกสองสิ่งที่ทำให้รายการได้รับความนิยมถึงขีดสุด

หนึ่ง-มหกรรมการแจกของต่อเนื่อง 12 วันในช่วงคริสต์มาสอย่าง ellen 12 Days of Giveaways ที่มียอดจองบัตรเข้าชมรายการสูงที่สุด แถมเป็นช่วงเวลาที่มีอัตราการซื้อของสูงที่สุดของปีอย่างวันคริสต์มาส ทำให้ทุกคนต่างเฝ้ารอถึงความเว่อวังของผลิตภัณฑ์และสินค้าที่จะนำมาแจกในรายการ ตั้งแต่ทีวีสีระดับ 4K แก๊ดเจ็ตสุดคูล ตั๋วเครื่องบินไปกลับที่ไหนก็ได้ในโลก แพคเกจที่พักสุดหรูในหลายประเทศ หรือแม้กระทั่งไอโฟนรุ่นล่าสุดก็ทำให้คนกรีดร้องกันทั้งสตูดิโอมาแล้ว!

สอง-การแจกของรางวัลเพื่อช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยากแต่เป็นผู้ที่ทำความดีให้กับครอบครัวหรือชุมชน เริ่มตั้งแต่เฮอร์ริเคนแคทรินาที่ทำลายบ้านเกิดของเอลเลนอย่างเมืองนิว ออร์ลีนส์ ในปี 2548 ทำให้เธอได้พบกับไดอาน่า บรีสลีย์ หนึ่งในผู้ประสบภัยที่สูญเสียทุกอย่าง เธอเห็นคุณค่าความดีของการดูแลญาติพี่น้องและครอบครัว จนเธอมอบรถแคดิแลค (ย้ำ แคดิแลค) ให้ไดอาน่าหนึ่งคัน

จนนำมาสู่การหอบรถคอนเทนเนอร์ที่มีของขวัญจากช่วง 12 Days of Giveaways ไปมอบให้ถึงบ้าน หรือการมอบเช็คขนาดใหญ่สดๆ กลางรายการให้กับผู้ร่วมรายการ บ้างก็แจกรถยนต์เป็นคัน หรือที่พีคสุดๆ คือการคัดเลือกผู้ชมที่ส่งจดหมายเข้ามาเองบ้าง เพื่อนฝูงหรือคนในครอบครัวส่งให้บ้างเพื่อประกาศความดีของเขาและเธอ จนเอลเลนมอบเงินให้ผู้ชมทั้งห้องส่งกว่า 400 ท่านรวมๆ กัน 1 ล้านเหรียญ (จะได้ตกคนละ 2,500 เหรียญ คิดเป็นเงินไทยราว 77,400 บาทเมื่อค่าเงิน 1 ดอลลาร์ ประมาณ 30.97 บาท) 

ตลอดเวลาที่เอลเลนมีพื้นที่สื่อซึ่งทรงอิทธิพล เธอใช้ความเป็นตัวเองในการเรียกร้องหรือ Call-Out ให้กับหลายประเด็นสำคัญ ทั้งเหตุการณ์การแสดงจุดยืนเรื่องกฎหมายแต่งงานเพศเดียวกันโดยการเผชิญหน้าตรงๆ กับจอห์น แมคเคน ผู้ชิงตำแหน่งประธานาธิบดีกับบารัค โอบามา ในปี 2004 ซึ่งการที่โอบาม่าชนะการเลือกตั้งจึงส่งผลให้กฎหมายนี้ถูกประกาศใช้ จนทำให้เธอได้แต่งงานแบบเป็นเรื่องเป็นราวกับภรรยาของเธอ-พอร์เทีย เดอ รอสซี หรือการออกมาพูดไว้อาลัยให้กับเด็กนักเรียนในโรงเรียนแห่งหนึ่งที่ฆ่าตัวตายเพราะถูกปฏิเสธจากการสารภาพรัก แม้กระทั่งการดูแลรักษาสัตว์ป่าและระบบนิเวศดังที่เธอเปิดมูลนิธิ The Ellen Find และแคมป์ดูแลรักษากอริลลาในแอฟริกาใต้ร่วมกับมูลนิธิ Dianne Fosey Foundation

ทั้งหมดนี้ถ้ามองในแง่การสร้าง “แบรนดิ้ง” ของผู้หญิงคนหนึ่งในดีงามทั้งการอุทิศตนให้การเรียกร้องสิทธิ์ของผู้มีความหลากหลายทางเพศ การรักษาระบบนิเวศของโลก หรือการช่วยเหลือผู้คนผ่านพื้นที่สื่อของเธอเอง ทุกอย่างกอปรกันจนส่งผลให้เธอกลายเป็นที่รักของอเมริกันชน และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีจนเราอาจหลงรักเธอไปในทันตาที่เราดูผลงานของเธอจบ

Today’s the day we’re not waiting for.

ตั้งแต่วิกฤตการณ์ COVID-19 ส่งผลให้อุตสาหกรรมการผลิตคอนเทนต์ต้องหยุดชะงัก ทุกรายการต้องถ่ายทำจากบ้าน ไม่เว้นแม้แต่รายการของเอลเลนที่ต้องจัดรายการผ่านวิดีโอคอลล์ ความเลวร้ายของมหากาพย์ลากไส้เจ้าแม่ทอล์กโชว์เริ่มตั้งแต่การแคนเซิลตารางถ่ายทำทั้งหมดที่ทำให้พนักงานกว่า 200 ชีวิตต้องว่างงานเฉียบพลันในชั่วข้ามคืน มีแค่พนักงานบางส่วนเท่านั้นที่ยังต้องทำงานจากบ้าน จึงเป็นชนวนที่ทำให้ทีมงานรู้สึกถึงความ “ไม่เป็นธรรม” ในการถูกแคนเซิลงานโดยไม่มีวิธีแก้ไขหรือการประกาศอย่างเป็นกิจจะลักษณะ

หรือการที่เธอเล่นตลกเปิดรายการหรือ Monologue ว่าการกักตัวอยู่แต่ในบ้านหรือ Quarantine นั้นเหมือนติดคุกทั้งเป็น ซึ่งมุกนี้กลับไม่ตลกในสายตาของผู้คนจำนวนมาก นักกิจกรรมกลุ่ม Until Freedom ถึงขั้นออกมาทวีตว่า เอลเลนที่จัดรายการในแมนชั่นแพงๆ มีอาหารดีๆ กิน ไม่ควรต้องแสดงความไม่พอใจที่การกักตัวเหมือนติดคุก เพราะยังมีคนที่ต้องเสียงานการ เสียรายได้ หรือทำงานอยู่กับความเสี่ยงการติดเชื้อโรคร้ายนี้อีกเป็นจำนวนมาก

ในช่วงเวลาเดียวกัน สำนักข่าวต่างๆ ทั้งหนังสือพิมพ์แท็บลอยด์ข่าวซุบซิบหรือรายการข่าวบันเทิงกระแสหลักอย่าง Entertainment Tonight เริ่มนำเสนอบทสัมภาษณ์พฤติกรรมเชิงลบของเธอ ตั้งแต่อดีตการ์ดรักษาความปลอดภัยออกมาให้ข่าวถึงความไม่เป็นมิตรของเอลเลนในการวางตัวกับพนักงานปฏิบัติการระดับตัวเล็ก หรืออดีตทีมงานออกมาเล่าว่าเธอไม่มีสิทธิ์มองหน้าเอลเลน และเอลเลน “ไม่ยิ้ม” เลยในระหว่างที่เธออยู่ในสำนักงานก่อนจะสาวเท้าเพียงไม่กี่ก้าวไปถึงห้องบันทึกรายการ แม้กระทั่งหนึ่งในยูทูปเบอร์ที่ทรงพลังระดับโลกอย่าง Nikkietutorials ซึ่งในวาระที่เปิดตัวว่าเธอคือ Transgender ไม่ใช่หญิงแท้ จนเอลเลนต้องเชิญเธอมาออกรายการกล่าวถึงความไม่น่าโสภาของการร่วมรายการทอล์กโชว์นี้ว่า เธอไม่ได้รับการต้อนรับที่ดีจากทางทีมงาน โดยไม่มีการจัดห้องพักแขกรับเชิญ และไม่มีการบอกว่าห้องน้ำอยู่ที่ใด ที่สำคัญ ตัวพิธีกรเองไม่ได้มีอารมณ์ขันเมื่ออยู่หลังกล้อง และเย็นชาใส่เธอมากๆ

เมื่อผู้ที่มีประสบการณ์ “ไม่ประทับใจ” ในตัวพิธีกรหญิงผู้ทรงอิทธิพลเริ่มแสดงตัวออกมามากขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ จนนำไปสู่การขุดคุ้ยเรื่องในองค์กรที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นในพื้นที่แห่งความสุขเช่น มีการคุกคามทางเพศเกิดขึ้นโดยฝีมือของโปรดิวเซอร์ระดับสูง 2 คนที่ทำต่อพนักงานระดับล่างของรายการ หรือการใช้ถ้อยคำไม่สุภาพในที่ทำงานซึ่งส่งผลให้พนักงานลาออกจากรายการ และออกมาให้ข่าวกับสื่อ 

ยิ่งถ้าให้ยกตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมที่สุด พฤติกรรมของเอลเลนเองในการล้อเลียนถากถางที่เธอทำกับทีมงานหลายๆ คน เช่นครั้งที่เอลเลนจับ tWitch ดีเจเจ้าประจำมาเปลื้องผ้าและแวกซ์ขนสดๆ กลางรายการ หรือการแกล้งแอนดี้ แลสเนอร์-Executive Producer ของรายการอยู่เป็นประจำ ทำให้เราเห็นได้ชัดมากว่า เธอไม่ให้เกียรติแม้กระทั่งทีมงานที่คอยทำงานให้เธอ

แต่แอนดี้ไม่เคยพูด-น่าจะไม่เคยพูดให้สื่อฟัง เพราะเขารับรายได้จากการนั่งเป็น Executive Producer ถึง 5 ล้านเหรียญต่อปี

Somebody Please stop the clock.

ในการเปิดซีซั่นที่ 18 ของรายการ แน่นอนว่าไม่มีผู้ชมเดินทางมาชมรายการสดๆ อยู่แล้ว เธอเริ่มซีซั่นใหม่ของรายการด้วยการกล่าว “ขอโทษ” ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง รวมถึงเธอได้ลงมาสอบสวนเหตุการณ์ฉาวที่เกิดขึ้นในองค์กรด้วยตัวเอง และรับปากกับผู้ชมด้วยตัวเองว่าเธอจะทำทุกทางให้รายการนี้กลับมาเป็นพื้นที่ปลอดภัยและทุกคนสามารถสนุกกับมันได้โดยไม่มีดราม่าอะไรอีก

ในคลิปเปิดรายการความยาว 7 นาทีของรายการ ถ้าใครได้ชมและลองโฟกัสในทุกคำของเธอดีๆ ทั้งหมดไม่มีการขอโทษอย่างใส่ใจและจริงใจเลยแม้แต่น้อย เช่นว่า “ถ้าฉันเคยทำอะไรให้ใครในหมู่ทีมงานไม่พอใจ ฉันต้องขอโทษจริง” “เราใช้เวลาหลายสัปดาห์เปลี่ยนในสิ่งที่จำเป็นต้องเปลี่ยน และนี่คือการเริ่มต้นบทใหม่ของเรา”

รวมถึงการเล่นมุก “Be Kind Lady” ซึ่งมาจากวลีปิดรายการที่ว่า “Be kind to one another.” ที่เธอพยายามสื่อสารในลักษณะที่ว่า “ฉันก็เป็นนักแสดงนะ และฉันเป็นนักแสดงที่ดีด้วย” ก็คงไม่ต้องพูดมากแล้วว่าจริงๆ เธอรู้สึกกับเหตุการณ์ทั้งหมดอย่างไร

ในคลิปย้อนหลังนี้ที่ถูกอัพโหลดบนยูทูป มีคนกด Dislike มากกว่า Like ถึง 2 ใน 3 และนั่นส่งผลทำให้ยอดวิวรวมของรายการตกลงไปถึง 38% จากสถิติเดิม รวมถึงพ่ายแพ้น้องใหม่ในรายการทอล์กโชว์อย่าง Kelly Clarkson และเจ้าตลาดตัวพ่ออย่าง Dr.Phil และทำให้ซีซั่นนั้นเอลเลน “ลาหยุด” บ่อยขึ้นโดยการนำพิธีกรรับเชิญหลายท่านมาเวียนจัดรายการแทน

ไม่กี่วันที่ผ่านมา แฟนเพจทางการของรายการได้อัพโหลดคลิปตัวอย่างรายการตอนแรกของซีซั่นที่ 19 ซึ่งตอนนี้ผู้ชมกลับเข้ามาชมรายการในห้องส่งตามปกติแล้ว ความรู้สึกของการบันทึกรายการดูเผินๆ แล้วจะเหมือนเดิม ผู้ชมยังหัวเราะร่าและะสนุกกับรายการเฉกเช่นทุกครั้ง เอลเลนยังคงเล่นตลกอย่างร่าเริงเหมือนเดิม

แต่เรากลับรู้สึกว่ามันไม่มีอะไรเหมือนเดิมเลย และการจากลาครั้งนี้มันก็ดูไม่มีความหมาย

เพราะเรารู้อยู่แล้วว่า “เบื้องหลัง” จริงๆ ของมันคืออะไร จนยากที่จะกลับไปหัวเราะร่าเริงและมีความสุขกับมหรสพนี้อีกแล้ว


เรียบเรียงจาก: https://www.songsue.co/11181/

ระวี ตะวันธรงค์
Author

ระวี ตะวันธรงค์

แชร์บทความนี้

ช่วยกระจายข่าวเชิงลึกให้คนมากขึ้น

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ดูในหมวด LIFETIME

ย้อนรอยการแพ้สงครามเวียดนาม ประวัติศาสตร์ที่อเมริกาอยากลืม

ภาพเฮลิคอปเตอร์อพยพผู้คนจากสถานทูตสหรัฐฯ ในไซง่อนปี 1975 เป็นสัญลักษณ์ความพ่ายแพ้ของอเมริกาในสงครามเวียดนาม บทเรียนจากความหวาดระแวง กลยุทธ์ผิดพลาด และการประเมินคู่ต่อสู้ต่ำเกินไป.

Srawut··1 min read

จับตา เจรจารอบ 2 สหรัฐฯ อิหร่าน ! เงื่อนไขสำคัญอยู่ที่โครงการนิวเคลียร์  

การเจรจารอบ 2 ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านมีความสำคัญต่อเสถียรภาพตะวันออกกลางและเศรษฐกิจโลก โดยมีโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านเป็นแกนหลักของความขัดแย้ง

Srawut··1 min read

เมื่อฮอร์มุซถูกปิดล้อม ! ทางกลับสู่โต๊ะเจรจา หรือเส้นทางสู่สงคราม ?

สหรัฐอเมริกาประกาศปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ หลังการเจรจากับอิหร่านล้มเหลว สถานการณ์นี้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเผชิญหน้าทางทหารและวิกฤตพลังงานโลก

Srawut··1 min read

“สามฉากทัศน์ใน ฮอร์มุซ“ เมื่อสหรัฐ ‘คุมทาง’ จีน ‘ต้องใช้ทาง’ และอิหร่าน ‘อยู่บนทาง’”

สหรัฐเริ่มสกัดกั้นเรือเข้า-ออกท่าเรืออิหร่านผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ขณะจีนประกาศต้องการเข้าถึงพลังงาน สร้างเกมมหาอำนาจสามเหลี่ยมที่เต็มไปด้วยความเสี่ยง

Srawut··1 min read