
จาก “No” ภาพยนตร์สะท้อนความหลุดโลกของเผด็จการ สู่คลิป “ถามคนไทย…” ของพรรครวมไทยสร้างชาติ
ไม่นานก่อนการเลือกตั้ง 2566 จะเริ่มขึ้น “พรรครวมไทยสร้างชาติ” ได้ปล่อยคลิปชื่อว่า “ถามคนไทย…เอาไหม? คุณอยากให้ประเทศไทยไม่เหมือนเดิม จริงหรือ” ซึ่งเนื้อหาคลิปพูดถึงสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปแบบหน้ามือเป็นหลังมือ ด้วยภาพของข้าราชการบำนาญที่ต้องมานั่งขอทานเพราะโดนตัดเงินบำนาญ ภาพของอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยที่ถูกพ่นสี เพื่อสะท้อนความวุ่นวายของการประท้วง ภาพของแม่ที่เห็นลูกสาวตัวเองถ่ายคลิปเสียวลงทวิตเตอร์ โดยที่ลูกสาวบอกว่า “มันเป็นสิทธิของเธอ ร่างกายของเธอ” ภาพข่าววิทยุกำลังพูดถึงข้าศึกที่กำลังประชิดชายแดน แต่กลับไม่มีกำลังทหารคอยคุ้มกัน สะท้อนภาพของการไม่มีทหารเกณฑ์เพียงพอ และภาพแม่ที่กำลังไหว้บางอย่างบนหิ้งที่หายไป
คลิปดังกล่าวไม่ใช่คลิปแรกที่ทางพรรครวมไทยสร้างชาติปล่อยออกมาเพื่อตอบโต้นโยบายของพรรคอื่นๆ โดยเฉพาะพรรคฝ่ายประชาธิปไตยอย่างพรรคเพื่อไทย และพรรคก้าวไกล เพราะก่อนหน้านี้ก็มีคลิปโฆษณาออกมาหลายชุด ทั้งคลิปไอติมแดง แอปฯ เป๋าตังค์ บัตรคนละครึ่ง ที่มุ่งตอบโต้นโยบายของพรรคเพื่อไทย อย่างนโยบายเงินดิจิตอล 10,000 บาท หรืออาจถึงขั้นวิพากษ์วิจารณ์นักการเมือง ที่อาจหมายถึงพรรคเพื่อไทย ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม จะเห็นได้จากการพยายามใช้ภาพไอศกรีมสีแดงที่อาจหมายถึงสีของกลุ่มเสื้อแดง ซึ่งเป็นฐานเสียงสำคัญของพรรคเพื่อไทย หรือใช้นักแสดงที่หน้าคล้ายคลึงกับนายเศรษฐา ทวีสิน หนึ่งในแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย
สำหรับคลิป “ถามคนไทย เอาไหม…” ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นการสร้างขึ้นเพื่อล้อเลียนและตอบโต้คลิปของพรรคก้าวไกลที่ปล่อยออกมาก่อนหน้าอย่างคลิป “กาก้าวไกล ประเทศไทยไม่เหมือนเดิม” ด้วยการสร้างความกลัวให้กับคนในสังคมว่า ถ้าเลือกพรรคก้าวไกลเป็นรัฐบาล ข้าราชการจะโดนตัดเงินบำนาญ ลูกจะไม่เคารพพ่อแม่ สังคมจะวุ่นวาย จะไม่มีทหารป้องกันประเทศ และจะไม่มีเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจให้เคารพบูชา
หลายคนตั้งข้อสังเกตว่า ภาพความกลัวในคลิปดังกล่าว มีลักษณะเหมือนโฆษณาชวนเชื่อ บวกกับการจัดตั้งหน่วยต่างๆ ของกลุ่มฝ่ายขวา เพื่อใช้ในการปราบปรามกลุ่มนักศึกษาในช่วง 6 ตุลาคม 2519 โดยนำเรื่องของสังคมและวัฒนธรรมไทยที่มีความสวยงามและควรค่าแก่การเคารพ และนำสถาบันพระมหากษัตริย์มาใช้ต่อต้านแนวคิดแบบประชาธิปไตยที่กำลังเบ่งบาน พร้อมป้ายสีกลุ่มนักศึกษาและประชาชนที่ต่อต้านรัฐบาลว่าเป็นพวกคอมมิวนิสต์
การสร้างศัตรูของชาตินับเป็นจุดขายหลัก ของพรรคการเมืองสายอำนาจนิยมที่ชูแนวคิดเรื่องชาตินิยม เพื่อนำมาต่อกรกับพรรคการเมืองที่เป็นสายเสรีนิยม และสังคมนิยม รวมทั้งการชูวาทกรรมคนดีเพื่อนำมาโจมตีนักการเมืองที่มีภาพลักษณ์ของคนโกง และจ้องแต่จะหาผลประโยชน์ให้ตัวเองและพวกพ้อง ไม่สนใจประชาชน และประชาชนต้องเลือกคนดีเข้ามาปกครองบ้านเมือง
กระแสคลิปดังกล่าวนี้ทำให้ผมนึกถึงภาพยนตร์เรื่องหนึ่งของชิลี ชื่อว่า “NO” ซึ่งออกฉายเมื่อปี 2012 โดยมีเนื้อหาพูดถึงการทำประชามติใน ค.ศ. 1988 (พ.ศ. 2531) โดยนายพลออกุสโต ปิโนเชต์ ประธานาธิบดีและผู้นำเผด็จการชิลีที่ก่อรัฐประหารรัฐบาลพรรคสังคมนิยมใน ค.ศ. 1973 (พ.ศ. 2516) ซึ่งการประชามตินี้เป็นการถามประชาชนว่าต้องการให้นายพลออกุสโต ปิโนเชต์ อยู่ต่ออีก 8 ปีหรือไม่ ซึ่งภาพยนตร์เรื่องนี้ก็จะพูดถึงกลุ่มคนทำแคมเปญฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย หรือฝั่ง NO และฝั่งที่ต้องการให้ปิโนเชต์อยู่ต่อ หรือฝั่ง SI (Yes) ทั้งสองฝ่ายต่างออกแคมเปญเป็นโฆษณาประมาณ 15 นาที ทุกวัน จนกว่าจะถึงวันลงประชามติ ฝั่งตัวเอกของเรื่องจะอยู่ฝั่ง NO ในขณะที่ฝั่งของเจ้านายตัวเอกจะทำฝั่ง SI
ฝ่าย NO ออกแคมเปญ “Chile, la alegría ya viene” หรือ “ชิลี แล้วความสุขนั้นจะมาถึง” เป็นการสร้างความหวังให้ชาวชิลีที่ส่วนใหญ่จะงดออกเสียง ให้กล้าโหวต NO โดยการพูดถึงอนาคตขอประเทศชิลีที่ไม่มีเผด็จการ ไม่มีรัฐประหาร ประเทศชิลีที่มีเสรีภาพ และมีอนาคตที่สดใส แต่ในระหว่างนั้นก็มีการพูดถึงผลกระทบที่เกิดจากการปกครองอันยาวนานของปิโนเชต์ในช่วงเวลา 16 ปี โดยเฉพาะเรื่องของผู้เห็นต่างทางการเมืองที่หายสาบสูญ
ขณะที่ฝ่าย SI หรือ Yes ซึ่งเป็นฝั่งรัฐบาลที่มีทรัพยากรจำนวนมาก ทั้งกองทัพและสื่อสารมวลชนภายใต้อำนาจรัฐบาล ต่างก็พยายามสร้างแคมเปญพูดถึงผลงานต่างๆ ที่นายพลปิโนเชต์ได้ทำมาแล้ว ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ การส่งออก การสร้างถนนหนทาง (อารมณ์พวกยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน นั่นแหละ) และการสร้างความกลัวต่างๆ แก่ผู้คน ทั้งการพูดถึงกลุ่มผู้ชุมนุมต่อต้านรัฐบาลปิโนเชต์ในแง่ลบ โดยฉายภาพคนถูกไฟคลอกในรถบัส เพราะผู้ประท้วงปาโมโลตอฟเข้าไปในรสบัส และการโจมตีฝ่าย NO ว่าเป็นพวกคอมมิวนิสต์ ทั้งๆที่ในกลุ่ม NO มีทั้งกลุ่มคริสเตียนเดโมแครต และกลุ่มซ้ายกลางอยู่ด้วย จนถึงขั้นนำแคมเปญ NO มาล้อเลียนว่าเป็นการส่งเสริมการก่อการร้ายของกลุ่มคอมมิวนิสต์ (มุกนี้ขายดีจริงๆ)
จนกระทั่งวันลงประชามติมาถึง ผลออกมาคือ ประชาชนชาวชิลีโหวต NO หรือไม่สนับสนุนการอยู่ต่อของนายพลปิโนเชต์มากถึงร้อยละ 54.7 ส่งผลให้นายพลปิโนเชต์ต้องลงจากตำแหน่งประธานาธิบดี และจัดให้มีการเลือกตั้งประธานาธิบดี และสภาผู้แทนราษฎรในเวลาต่อมา ประเทศชิลีจึงสามารถหลุดออกจากอำนาจของเผด็จการ และกลับเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยได้โดยสมบูรณ์
แม้เนื้อหาภายในภาพยนตร์เป็นเพียงเรื่องราวที่แต่งขึ้นโดยมีเค้าโครงเรื่องมาจากเรื่องจริง แต่สิ่งที่เราอาจมองเห็นจากภาพยนตร์เรื่องนี้ คือ ฝ่ายอำนาจนิยมมักจะใช้ความกลัวในการสื่อสารเพื่อต้องการคงอำนาจควบคุมของตนนั้นไว้ ขณะที่ฝ่ายประชาธิปไตยจะใช้ความหวังที่ต้องการขจัดความกลัวเพื่อให้เห็นถึงภาพของอนาคตที่แตกต่าง มองหาสิ่งใหม่ ซึ่งก็เหมือนกับประเทศไทยตอนนี้ ที่กำลังโหยหาความเปลี่ยนแปลง และต้องการพิสูจน์มันผ่านการเลือกตั้ง อันเป็นวิธีที่แฟร์ที่สุดและชอบธรรมที่สุด
และถึงที่สุดแล้ว การเลือกตั้งครั้งนี้อาจไม่ใช่แค่การเลือกเพื่อสร้างความหวัง แต่เป็นการชี้เป็นชี้ตายทางออกของประเทศไทย ให้หลุดออกจากวังวนแห่งความกลัวก็เป็นได้
ระวี ตะวันธรงค์
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ดูในหมวด INSIGHT →ระบอบอากง ไม่ส่งผลกระทบ ! โพลชี้ “ชัชชาติ” ยังนำห่าง 67.30 %
โพลสำรวจชี้ว่าระบอบอากงไม่ส่งผลกระทบต่อความนำของ “ชัชชาติ” ซึ่งยังคงนำห่างอยู่ที่ 67.30 %
หนี้ภาษีหุ้นชินคอร์ป ทักษิณจะดึงเกม ยอมจ่าย หรือเลือกล้มละลาย ?
ทักษิณ ชินวัตร เผชิญหนี้ภาษีหุ้นชินคอร์ป 1.76 หมื่นล้านบาท และต้องเลือกระหว่างการจ่ายหนี้ ยืดเวลา หรือเสี่ยงต่อการล้มละลาย
รู้จัก “พนัส ไทยล้วน” ผู้ที่เรียกตัวเองว่า “พ่อมดประกันสังคม”
บทความวิเคราะห์เกี่ยวกับ “พนัส ไทยล้วน” ผู้ที่เรียกตัวเองว่า “พ่อมดประกันสังคม” และอิทธิพลของเขาในระบบแรงงานไทย
รู้จัก “ต่อศักดิ์ โชติมงคล” กุนซือชัชชาติ ที่มาวาทกรรม “ระบอบอากง”
บทความวิเคราะห์เกี่ยวกับ “ต่อศักดิ์ โชติมงคล” กุนซือผู้ว่าฯ กทม. และวาทกรรมการเมือง “ระบอบอากง” ที่เกิดขึ้นในการเลือกตั้งปี 2569



