ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
Live · Breaking
สวนนงนุชจัดพิธีเปลี่ยนธงมนตรา เติมสีสันท่องเที่ยวไทยย้อนรอยการแพ้สงครามเวียดนาม ประวัติศาสตร์ที่อเมริกาอยากลืมจับตา เจรจารอบ 2 สหรัฐฯ อิหร่าน ! เงื่อนไขสำคัญอยู่ที่โครงการนิวเคลียร์  เมื่อฮอร์มุซถูกปิดล้อม ! ทางกลับสู่โต๊ะเจรจา หรือเส้นทางสู่สงคราม ?“สามฉากทัศน์ใน ฮอร์มุซ“ เมื่อสหรัฐ ‘คุมทาง’ จีน ‘ต้องใช้ทาง’ และอิหร่าน ‘อยู่บนทาง’”ตะวันออกกลางตึงเครียดอีกครั้ง CENTCOM ประกาศเริ่มปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซสวนนงนุช จัดใหญ่ มหาสงกรานต์ดอกไม้บานรู้จัก CENTCOM หน่วยงานที่ถูกกล่าวถึงมากสุดในเวลานี้สวนนงนุชจัดพิธีเปลี่ยนธงมนตรา เติมสีสันท่องเที่ยวไทยย้อนรอยการแพ้สงครามเวียดนาม ประวัติศาสตร์ที่อเมริกาอยากลืมจับตา เจรจารอบ 2 สหรัฐฯ อิหร่าน ! เงื่อนไขสำคัญอยู่ที่โครงการนิวเคลียร์  เมื่อฮอร์มุซถูกปิดล้อม ! ทางกลับสู่โต๊ะเจรจา หรือเส้นทางสู่สงคราม ?“สามฉากทัศน์ใน ฮอร์มุซ“ เมื่อสหรัฐ ‘คุมทาง’ จีน ‘ต้องใช้ทาง’ และอิหร่าน ‘อยู่บนทาง’”ตะวันออกกลางตึงเครียดอีกครั้ง CENTCOM ประกาศเริ่มปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซสวนนงนุช จัดใหญ่ มหาสงกรานต์ดอกไม้บานรู้จัก CENTCOM หน่วยงานที่ถูกกล่าวถึงมากสุดในเวลานี้
The Insight News
เจาะลึกสาเหตุ “ราคาทอง” พุ่งทะยาน และทิศทางในอนาคต

เจาะลึกสาเหตุ “ราคาทอง” พุ่งทะยาน และทิศทางในอนาคต

Srawut
Srawut
กองบรรณาธิการ
1 min read

วิเคราะห์เจาะลึกสาเหตุราคาทองพุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปี 2568 จาก 4 ปัจจัยสำคัญ พร้อมคาดการณ์แนวโน้มในอนาคต

หากคุณเดินผ่านร้านทองในช่วงนี้ คงอดแปลกใจไม่ได้กับตัวเลขบนป้ายประกาศราคาที่พุ่งทะยานใกล้ระดับ 60,000 บาท (ต่อ 1 บาททองคำ) ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในประเทศไทย แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นทั่วโลก โดยราคาทองคำในตลาดโลกได้ทะลุหลัก 3,800 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ไปแล้ว คำถามสำคัญคือ เกิดอะไรขึ้น ? ทำไมราคาทองคำถึงสูงเป็นประวัติการณ์ ? และทิศทางในอนาคตจะเป็นอย่างไร ?

บทความนี้จะพาทุกท่านไปสำรวจ “พายุที่สมบูรณ์แบบ” ที่ผลักดันราคาทองคำให้สูงขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน โดยจะอธิบายปัจจัยต่างๆ เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนว่า นี่ไม่ใช่แค่การเก็งกำไร แต่เป็นสัญญาณการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในโลกการเงิน

1. เกิดอะไรขึ้นกับราคาทอง ?

ราคาทองคำทั้งในไทยและต่างประเทศได้ทำสถิติสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์หลายครั้งในปี 2568 สำหรับคนไทย เราได้รับผลกระทบสองต่อ กล่าวคือ ไม่เพียงแต่ราคาทองในตลาดโลกจะสูงขึ้นเท่านั้น แต่ค่าเงินบาทที่อ่อนลงยังทำให้ราคาทองในประเทศยิ่งแพงขึ้นไปอีก เปรียบเสมือนการซื้อของจากต่างประเทศในช่วงที่เงินบาทอ่อนค่า เราก็ต้องจ่ายแพงขึ้นนั่นเอง

2. ทำไมราคาทองจึงพุ่ง ? 4 เหตุผลหลักทีต้องรู้

การพุ่งขึ้นของราคาทองในครั้งนี้เกิดจาก 4 ปัจจัยหลักที่เกิดขึ้นพร้อมกัน ได้แก่

(1) นโยบายการเงินและอัตราดอกเบี้ย

ปัจจัยที่สำคัญที่สุดคือทิศทางของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ซึ่งเป็นผู้กำหนดนโยบายการเงินของโลก ขณะนี้ตลาดคาดการณ์ว่า Fed จะเริ่มลดอัตราดอกเบี้ยลง

– เมื่อดอกเบี้ยลดลง: การฝากเงินในธนาคารหรือซื้อพันธบัตรจะได้ผลตอบแทนน้อยลง ทำให้ “ทองคำ” ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ไม่ให้ดอกเบี้ย ดูน่าสนใจขึ้นมาทันที เพราะต้นทุนในการถือครองทองคำ (แทนที่จะเอาเงินไปฝาก) ลดลง

– เงินดอลลาร์อ่อนค่า: โดยปกติเมื่อดอกเบี้ยสหรัฐฯ ลดลง ค่าเงินดอลลาร์ก็จะอ่อนลงตามไปด้วย ซึ่งทำให้ทองคำมีราคาถูกลงสำหรับนักลงทุนที่ถือสกุลเงินอื่น เป็นการกระตุ้นให้เกิดแรงซื้อจากทั่วโลก

(2) ความไม่แน่นอนของโลก (ทองคำ = หลุมหลบภัย)

ในยามที่โลกเต็มไปด้วยความวุ่นวาย ทองคำจะกลายเป็น “หลุมหลบภัย” ทางการเงินที่ทุกคนนึกถึงเสมอ  สถานการณ์ปัจจุบันเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

– สงครามและความขัดแย้ง: สถานการณ์ที่ยืดเยื้อในยูเครนและตะวันออกกลาง ทำให้นักลงทุนกังวลและหันมาซื้อทองคำเพื่อความปลอดภัย

– ปัญหาการเมืองภายในประเทศมหาอำนาจ: เหตุการณ์ “Government Shutdown” หรือการปิดหน่วยงานรัฐบาลของสหรัฐฯ ในเดือนตุลาคม 2568 ได้สร้างความกังวลต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และผลักดันให้นักลงทุนแห่เข้าซื้อทองคำจนราคาทะยานสู่จุดสูงสุดใหม่

(3) ธนาคารกลางทั่วโลกแห่ซื้อทองคำ

นี่คือปัจจัยที่เปลี่ยนเกมอย่างแท้จริง ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ธนาคารกลางของประเทศต่างๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะจีน อินเดีย และโปแลนด์ ได้เข้าซื้อทองคำเก็บเป็นทุนสำรองในปริมาณมหาศาล

เหตุผลสำคัญคือพวกเขาต้องการลดการพึ่งพาสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ หลังจากที่ได้เห็นกรณีที่สหรัฐฯ และพันธมิตรทำการอายัดทรัพย์สินของรัสเซีย การกระทำนี้เปรียบเสมือนการสร้าง “ฐานราคา” ที่แข็งแกร่งให้กับทองคำ เพราะมีผู้ซื้อรายใหญ่ที่พร้อมจะเข้าซื้ออย่างต่อเนื่อง

(4) พฤติกรรมของนักลงทุนที่เปลี่ยนไป

คนซื้อเครื่องประดับน้อยลง: เนื่องจากราคาทองที่แพงขึ้น ทำให้ความต้องการซื้อทองในรูปแบบของเครื่องประดับลดลงอย่างเห็นได้ชัด

– นักลงทุนซื้อทองคำแท่งและกองทุนทองคำมากขึ้น: ในทางกลับกัน นักลงทุนสถาบันและรายย่อยกลับเข้าซื้อทองคำในรูปแบบของการลงทุน (ทองคำแท่ง, เหรียญ, กองทุน ETF) เพิ่มขึ้นอย่างมาก

สิ่งนี้สะท้อนว่าบทบาทของทองคำได้กลายเป็น “สินทรัพย์ทางการเงินเพื่อการลงทุน” อย่างเต็มตัว

3. บทเรียนจากอดีต: ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยหรือไม่?

การที่ราคาทองคำพุ่งสูงขึ้นในยามวิกฤตไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในประวัติศาสตร์

– ช่วงปี 1970s: ภาวะเงินเฟ้อรุนแรงและวิกฤตน้ำมัน ทำให้ราคาทองคำพุ่งขึ้นกว่า 300%

– วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ปี 2008: ในช่วงแรกที่เกิดวิกฤต ราคาทองคำกลับร่วงลง เพราะนักลงทุนเทขายทุกอย่างเพื่อถือเงินสด แต่หลังจากนั้นไม่นาน เมื่อรัฐบาลเริ่มพิมพ์เงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ราคาทองคำก็พุ่งทะยานขึ้นอย่างยาวนาน

บทเรียนสำคัญจากอดีตคือ เมื่อใดก็ตามที่ผู้คน “สูญเสียความเชื่อมั่น” ในระบบการเงินและสกุลเงินกระดาษ พวกเขาจะหันกลับไปหาสิ่งที่จับต้องได้และมีมูลค่าในตัวเอง นั่นก็คือ “ทองคำ”

4. อนาคตของทองคำ: จะไปต่อหรือพอแค่นี้ ?

สถาบันการเงินชั้นนำของโลกส่วนใหญ่มีมุมมองที่เป็นบวกต่อราคาทองคำ โดยคาดการณ์ว่าราคาอาจไต่ระดับไปถึง 4,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ หรือสูงกว่านั้นได้ภายในปี 2569

อย่างไรก็ตาม การลงทุนมีความเสี่ยงเสมอ ปัจจัยที่อาจทำให้ราคาทองคำปรับตัวลดลงได้ คือ:

– ธนาคารกลางสหรัฐฯ เปลี่ยนใจ: หากเงินเฟ้อกลับมาสูงขึ้นจน Fed ต้องชะลอการลดดอกเบี้ย หรือกลับไปขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้ง จะส่งผลลบต่อราคาทองคำอย่างมาก

สถานการณ์โลกคลี่คลาย: หากเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งและความขัดแย้งต่างๆ ยุติลง เงินทุนอาจไหลออกจากทองคำกลับไปสู่สินทรัพย์เสี่ยง เช่น หุ้น

– สำหรับนักลงทุนไทย: ต้องจับตาทิศทาง “ค่าเงินบาท” อย่างใกล้ชิด หากเงินบาทกลับมาแข็งค่าขึ้น อาจทำให้ราคาทองในประเทศลดลงได้ แม้ว่าราคาทองในตลาดโลกจะยังคงที่ก็ตาม

5. ทองคำในบทบาทใหม่

การพุ่งขึ้นของราคาทองคำในปี 2568 ไม่ใช่ปรากฏการณ์ชั่วคราว แต่เป็นการสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในระบบการเงินโลก ทองคำกำลังถูกมองในบทบาทใหม่ ไม่ใช่เป็นเพียงสินทรัพย์ป้องกันเงินเฟ้อ แต่เป็น “ทุนสำรองที่เป็นกลาง” ในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ดังนั้น การที่ราคาทะยานขึ้นครั้งประวัติศาสตร์นี้ อาจไม่ใช่จุดสูงสุด แต่เป็นการสร้างฐานราคาใหม่ที่สูงขึ้นสำหรับอนาคต

Srawut
Author

Srawut

แชร์บทความนี้

ช่วยกระจายข่าวเชิงลึกให้คนมากขึ้น

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ดูในหมวด Editor

ย้อนรอยการแพ้สงครามเวียดนาม ประวัติศาสตร์ที่อเมริกาอยากลืม

ภาพเฮลิคอปเตอร์อพยพผู้คนจากสถานทูตสหรัฐฯ ในไซง่อนปี 1975 เป็นสัญลักษณ์ความพ่ายแพ้ของอเมริกาในสงครามเวียดนาม บทเรียนจากความหวาดระแวง กลยุทธ์ผิดพลาด และการประเมินคู่ต่อสู้ต่ำเกินไป.

Srawut··1 min read

จับตา เจรจารอบ 2 สหรัฐฯ อิหร่าน ! เงื่อนไขสำคัญอยู่ที่โครงการนิวเคลียร์  

การเจรจารอบ 2 ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านมีความสำคัญต่อเสถียรภาพตะวันออกกลางและเศรษฐกิจโลก โดยมีโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านเป็นแกนหลักของความขัดแย้ง

Srawut··1 min read

เมื่อฮอร์มุซถูกปิดล้อม ! ทางกลับสู่โต๊ะเจรจา หรือเส้นทางสู่สงคราม ?

สหรัฐอเมริกาประกาศปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ หลังการเจรจากับอิหร่านล้มเหลว สถานการณ์นี้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเผชิญหน้าทางทหารและวิกฤตพลังงานโลก

Srawut··1 min read