ภัยพิบัติทางธรรมชาติในแต่ละปีทำให้รัฐบาลมีภาระค่าใช้จ่ายในการเยียวยาผู้ประสบภัยเป็นจำนวนมาก ล่าสุดในการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจร ณ จังหวัดสงขลา วันที่ 1 กันยายน 2569 ได้มีการบรรจุวาระ “การใช้งบกลาง 10,000 ล้านบาท เพื่อซื้อประกันภัยพิบัติ 3 ประเภท ได้แก่ อุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว ให้กับ 20 ล้านครัวเรือนในพื้นที่เสี่ยง
ซึ่งนโยบายดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการปรับเปลี่ยนรูปแบบการบริหารจัดการความเสี่ยงของภาครัฐ
1. เปลี่ยนผ่านสู่การโอนความเสี่ยง
ที่ผ่านมา รัฐบาลต้องเตรียมงบประมาณฉุกเฉินเพื่อเยียวยาความเสียหายจากภัยพิบัติสูงถึง 30,000 – 50,000 ล้านบาทต่อปี การเสนอใช้งบกลาง 10,000 ล้านบาทเพื่อซื้อประกันภัย จึงเป็นการนำหลักการโอนความเสี่ยงทางการเงินให้กับบริษัทประกันภัยเอกชนเข้ามาใช้ เพื่อจำกัดเพดานความเสียหายทางบัญชีของรัฐ โดยแลกกับเงื่อนไขการบรรเทาทุกข์เบื้องต้น 10,000 บาทภายใน 7 วัน คุ้มครองความเสียหายต่อทรัพย์สินสูงสุด 100,000 บาท และกรณีเสียชีวิต 2 ล้านบาท
รูปแบบความร่วมมือระหว่างรัฐและภาคเอกชนลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นแล้วในอดีต เช่น “กองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ” ในปี 2555 ที่รัฐจัดตั้งกองทุนขึ้นมาเพื่อรองรับความเสี่ยงส่วนเกินจากการรับประกันภัยของบริษัทเอกชน หรือ “โครงการประกันภัยข้าวนาปี” ที่ให้สมาคมประกันวินาศภัยไทยและบริษัทเอกชนเป็นผู้บริหารจัดการเงินค่าสินไหมทดแทนให้กับเกษตรกร

2. ข้อสังเกตด้านความโปร่งใสและประสิทธิภาพการดำเนินงาน
ในหลักการบริหารความเสี่ยง การจ่ายเบี้ยประกันคือการซื้อหลักประกันเพื่อสร้างความแน่นอนให้กับงบประมาณแผ่นดิน อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ควรตั้งข้อสังเกตสำหรับการใช้งบประมาณระดับหมื่นล้านบาทในสเกลที่ใหญ่ถึง 20 ล้านครัวเรือน อยู่ที่ “ความโปร่งใส” ในกระบวนการบริหารจัดการ
ประการแรก
คือความโปร่งใสในกลไกการคัดเลือกบริษัทประกันภัยเอกชนที่จะเข้ามารับประกัน รวมถึงการกำหนดอัตราเบี้ยประกันภัย ท่ามกลางภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทำให้ความเสี่ยงภัยธรรมชาติสูงขึ้น รัฐบาลและหน่วยงานกำกับดูแลจะมีกลไกตรวจสอบอย่างไรให้เม็ดเงิน 10,000 ล้านบาท ถูกกระจายและบริหารจัดการอย่างเป็นธรรม สะท้อนต้นทุนความเสี่ยงที่แท้จริง และไม่เอื้อประโยชน์ให้แก่กลุ่มทุนใดกลุ่มทุนหนึ่ง
ประการที่สอง
คือความโปร่งใสในเกณฑ์การประเมินความเสียหาย โครงการนี้ระบุว่าจะมีการนำเทคโนโลยีดาวเทียมมาใช้ประเมินระดับน้ำเพื่อลดระยะเวลาการจ่ายค่าสินไหมให้จบภายใน 7 วัน
แต่ในทางปฏิบัติ การตีความสภาพความเสียหายของพื้นที่ 20 ล้านครัวเรือนจำเป็นต้องมีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน ตรวจสอบได้ และเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย เพื่อป้องกันข้อพิพาทหรือการใช้ดุลพินิจที่ไม่เป็นธรรมระหว่างผู้เอาประกันและบริษัทผู้รับประกัน

ท้ายที่สุด โครงการจัดซื้อประกันภัยพิบัติด้วยงบกลาง ถือเป็นการนำเครื่องมือทางการเงินมาช่วยยกระดับการรับมือวิกฤต ซึ่งความสำเร็จของโครงการไม่ได้อยู่ที่การอนุมัติงบประมาณเพื่อซื้อประกันเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การสร้างระบบการเบิกจ่ายและประเมินผลที่โปร่งใสในทุกขั้นตอน เพื่อให้มั่นใจว่าเมื่อเกิดสถานการณ์วิกฤต ประชาชนผู้เดือดร้อนจะได้รับเงินเยียวยาอย่างรวดเร็วและเป็นธรรมอย่างแท้จริง
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ดูในหมวด Editor →นักข่าวตกงาน เปลี่ยน Media Worker เป็น Information Worker
นักข่าวและคนทำสื่อที่ตกงานสามารถเปลี่ยนบทบาทเป็น Information Worker โดยใช้ทักษะพื้นฐานที่มีมูลค่าสูง เช่น การวิเคราะห์ การสัมภาษณ์ และการเข้าใจมนุษย์ ซึ่งเป็นทักษะที่ AI ยังแทนที่ไม่ได้
เลิกมายาคติ ปั่นเอนเกจ ! เปรียบเทียบรายได้ 1,000 วิว ได้เศษเงินกี่บาท ?
สื่อและครีเอเตอร์ต้องเผชิญกับวิกฤตรายได้เนื่องจากแพลตฟอร์มเปลี่ยนกลยุทธ์ลดการเข้าถึงและเปลี่ยนโมเดลรายได้ในช่วง 5-8 ปีที่ผ่านมา
เอกอัครราชทูตฟิลิปปินส์ ร่วมปลูกต้นไม้ที่สวนนงนุช
เอกอัครราชทูตฟิลิปปินส์ร่วมปลูกต้นเลือดใบเล็กที่สวนนงนุชพัทยา เพื่อเป็นสัญลักษณ์มิตรภาพและอนุรักษ์พันธุ์ไม้ไทย
ประธานหอการค้าไทย-จีน แนะธุรกิจไทยเร่งปรับซัพพลายเชน สู่ศูนย์กลางการค้าภูมิภาค
ประธานหอการค้าไทย-จีนแนะธุรกิจไทยเร่งปรับซัพพลายเชนและโลจิสติกส์เพื่อรับมือวิกฤตทางทะเลและต้นทุนสูง พร้อมใช้ประโยชน์จากโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีนเพื่อเป็นศูนย์กลางการค้าภูมิภาค




