
‘Heavy’ นิทรรศการภาพถ่ายที่ ‘น้อยแต่มาก-หนักแต่เบา’ ของ นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์
เชื่อว่าแฟนหนังหรือแฟนผลงานต่าง ๆ ของ ‘เต๋อ-นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์’ ต่างรอคอยการกลับมาทำผลงานของเขากันทุกครั้ง อาจเพราะผลงานของเขาน่าสนใจ หรือผลงานของเขาเป็นผลงานที่ไม่มีใครเหมือน และหากจะหากลิ่นรสเช่นนี้ ก็ต้องพ่อครัวคนนี้เท่านั้น
ที่ผ่านมานวพลก็มีผลงานหลายรูปแบบออกมาให้เราชิมอยู่หลายจาน จานเล็กบ้างใหญ่บ้างตามแต่โอกาสจะเอื้ออำนวย อย่างหนังใหญ่เรื่องล่าสุดของเขา ‘Fast and Feel Love’ ก็เป็นหนึ่งจานทดลองที่ท้าทายคนกินสุด ๆ ถ้าชอบก็ชอบไปเลย ถ้าเกลียดก็เกลียดไปเลยเช่นกัน
ผลงานอีกประเภทของนวพลที่ผู้คนล้วนให้ความสนใจ ก็คืองานนิทรรศการของนวพล ที่เรียกได้ว่าเป็นโอมากาเสะ ต้องค่อย ๆ ละเลียดเมนูเหล่านั้นจานต่อจาน, จานต่อจาน แล้วเมนูทั้งหมดเหล่านั้นค่อยทำงานกับเรา
‘Heavy’ นิทรรศการใหม่ล่าสุดที่ Bangkok Citycity Gallery จากนวพลก็ดูจะสมมติเหตุการณ์ได้ดีว่า ถ้าเรากินโอมากาเสะจากเชฟนวพลจะเป็นอย่างไร เพราะตลอดการเดินเท้าโดยรอบในพื้นที่จัดแสดงผลงานครั้งนี้ นวพลหย่อนความรู้สึกมากมายเอาไว้ในแต่ละพื้นที่ให้เราค่อย ๆ เก็บ ค่อย ๆ ชิมไปทีละคำ แล้วค่อย ๆ รับรู้ความรู้สึกนึกคิดอย่างค่อยเป็นค่อยไปในงานของเขาครั้งนี้

นวพลเนรมิตห้องจัดแสดงของ Bangkok Citycity Gallery ให้เต็มไปด้วยรูปภาพขนาดใหญ่กว่า 137 ภาพ วางทับซ้อนกันอยู่บนฐานไม้ 12 ฐาน และยกเอารูปภาพบางส่วนมาแขวนไว้โดยรอบห้องนิทรรศการ เท่าที่เรานับดูมีภาพที่แขวนอยู่โดยรอบทั้งสิ้น 17 ภาพ เมื่อรวมกับภาพที่วางอยู่บนสุดของแต่ละฐานอีก 12 ภาพ นั่นแปลว่าผลงานที่เราได้เห็นแบบทันทีทันใดมีเพียง 29 ภาพเท่านั้น หากอยากดูภาพที่เหลือก็ต้องยกภาพจากฐานนั้นมาซ้อนฐานนี้ หรือยกจากฐานนี้ย้ายไปฐานนั้น อะไรแบบนี้

หากมองจากภายนอก นิทรรศการนี้ดูเหมือนจะเป็นนิทรรศการเบา ๆ สบาย ๆ เดินดูภาพจากฝีมือผู้กำกับที่หาตัวจับยากคนหนึ่งในไทย และดูไม่มีอะไรนอกจากภาพถ่ายเรียงรายอยู่ทั่วห้อง
แต่แท้จริงแล้วภาพถ่ายเหล่านั้นเต็มไปด้วยความหนักของความทรงจำที่บันทึกช่วงเวลาเสี้ยววินาทีจากชีวิตหลายสิบปีของนวพล และบรรจุลงไปในภาพถ่ายที่ขยายไซส์จนดูไม่เหมือนภาพเดียวกันที่เคยเห็นในจอภาพบนคอมพิวเตอร์

“ผมเพิ่งพบว่านิทรรศการนี้ ‘น้ำหนัก’ ของมันอยู่ที่ระหว่างทางการสร้างนิทรรศการนี้ไม่น้อยไปกว่าผลลัพธ์รูปภาพที่เลือกมาแสดง เป็นปกติเสมอเมื่อคุณจัดการกับสิ่งของ มันมีน้ำหนัก มันจึงต้องใช้แรง และเมื่อคุณใช้แรง คุณเหนื่อย การทบทวนบางอย่างจึงเกิดขึ้น”
นวพลเขียนข้อความนี้ลงในสูจิบัตรของนิทรรศการ เพื่อบอกเล่าความหนักอึ้งที่เขาต้องเจอระหว่างก่อร่างสร้างตัวให้นิทรรศการชิ้นนี้เกิดขึ้นจริง
นิทรรศการชิ้นอื่น ๆ บนโลกอาจเป็นการสร้างงานขึ้นใหม่ที่ต้องเริ่มจาก 0 แต่นิทรรศการภาพถ่ายครั้งแรกนี้ของนวพลคือการคัดภาพถ่ายอันเต็มไปด้วยความทรงจำหลักเมกกะไบท์ออกมาราว 120 รูป (แต่จริง ๆ มีถึง 137 รูปแหน่ะ) จากคลังภาพในฮาร์ดดิสก์ 2 ลูก น้ำหนัก 2 กิโลกรัม ที่เขามีอยู่กว่า 50,000 รูป นั่นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย


หากเดินดู หรือยกผลงานภาพถ่ายขนาด 110 × 165 เซนติเมตร ทั้งหมดนั้นดู เราจะเห็นภาพถ่ายอยู่ราว 2 ประเภทจากสายตานวพล ประเภทแรกคือภาพถ่ายที่เกิดขึ้นในระหว่างการทำงานของเขาตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ทั้งหนังใหญ่ หนังเล็ก หรือหนังโฆษณา ที่หากเราเคยผ่านตาผลงานเขามาบ้าง ก็คงจะพึมพำกับตัวเองหรือคนข้าง ๆ ที่มาด้วยเบา ๆ ว่า “อ๋อ..” ระหว่างการเดินดูภาพทั้งหลายที่เป็นใบหน้าของนักแสดง หรือเบื้องหลังการถ่ายทำที่นวพลบันทึกไว้
ส่วนอีกประเภทก็คือภาพถ่ายจากชีวิตส่วนอื่นของเขา ซึ่งทั้งหมดนั้นล้วนแล้วแต่ต้องถูกสนใจจากนวพลเสียก่อน เขาจึงเลือกบันทึกช่วงเวลาเหล่านั้นไว้ก่อนที่มันจะหายไปจากชีวิต




นวพลฉลาดในการเปรียบเทียบน้ำหนักทางความรู้สึกที่มนุษย์มีต่อสิ่งบันทึกความทรงจำที่เรียกว่า ‘ภาพถ่าย’ ได้เป็นอย่างดี เราเองก็เชื่อว่าทุกคนต้องมีภาพถ่ายสะสมกันเอาไว้บ้างไม่มากก็น้อย ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ อย่างน้อยที่สุดภาพถ่ายก็บันทึกช่วงเวลาบางอย่างของชีวิตได้อย่างเป็นรูปธรรมที่สุด มันบันทึกรูปร่าง แสง สี วัตถุ หรือสีหน้าท่าทางของสิ่งมีชีวิตในภาพได้แบบไม่ต้องโกหกกัน
แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือความแตกต่างอย่างสุดขั้วของการให้ค่าความสำคัญภาพถ่ายในฐานะ ‘รูปภาพที่ถูกอัด’ และ ‘ไฟล์รูปภาพดิจิทัล’ ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าเทคโนโลยีมีประโยชน์ในการลดภาระค่าใช้จ่ายของการอัดรูปภาพ แต่ก็ทำให้ความสำคัญของภาพถ่ายหายไปจำนวนหนึ่งเลยทีเดียว
บางคนก็เลือกภาพเพียงหนึ่งภาพมาอัดกรอบให้ใหญ่เต็มฝาบ้าน บางคนยังคงอัดรูปที่มีคุณค่าทั้งหมดในยุคปัจจุบันเก็บไว้ในสมุดอัลบั้มภาพถ่าย บางคนเคยอัดรูปในสมุดอัลบั้มแล้วถูกน้ำท่วม ภาพทั้งหมดเสียหายไปเลย หรือบางคนก็ยังคงเก็บแผ่นฟิล์มทุกม้วนในชีวิตไว้เป็นอย่างดีก็มี


‘รูปภาพ’ ในฐานะวัตถุประจำบ้านคือสิ่งล้ำค่าในชีวิตทุกคนอยู่เสมอ อยู่ที่ว่าจะสำคัญน้อย สำคัญมาก แต่รูปภาพในฐานะไฟล์ดิจิทัลมันยิ่งทำให้เราไม่ต้องเสียเวลา ‘ทะนุถนอม’ มันมากนัก ถ่ายมาแล้วก็เก็บไว้ในหน่วยความจำ เมื่อความจำใกล้เต็มแล้วก็ไล่ลบออกไปบางส่วนก็ยังได้
ผิดกับภาพถ่ายในฐานะของรูปที่ถูกอัด หลายครั้งมันมักจะถูกจดจำได้อยู่เสมอ กลับกันเราเองก็ลืมไปแล้วเสียด้วยซ้ำว่าไฟล์รูปภาพดิจิทัลในโฟลเดอร์บนคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟนของเรามันเคยมีภาพอะไรอยู่บ้าง เพียงเพราะหน้าที่เรามีเพียงแค่ ‘ถ่าย’ มันเอาไว้แค่นั้น


หลักใหญ่ใจความของงานที่เรามองเห็นคือการทำให้คุณค่าของไฟล์รูปภาพดิจิทัลมี ‘น้ำหนัก’ มากขึ้นในโลกความเป็นจริง ‘เท่า ๆ กัน’ มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพราะรูปภาพทุกรูปต่างอัดกรอบไม้สักเหมือน ๆ กัน และถูกพิมพ์ด้วยกระดาษโฟโต้เคลือบผิวเรซินเช่นเดียวกัน และถูกเลือกมาด้วยจำนวนภาพที่เพียงพอต่อการเดินชมอย่างละเมียดละไมในระยะเวลาไม่นานนัก ซึ่งแม้มันจะเป็นเพียงภาพบางส่วนจากชีวิตนวพล แต่มันก็ทำหน้าที่บอกเล่าตัวตน และวิธีการมองโลกในแบบของเขาได้เป็นอย่างดี

นิทรรศการนี้นอกจากจะทำให้นวพลกลับมารื้อฟื้นความทรงจำของตัวเองผ่านรูปภาพกว่าครึ่งแสนในฮาร์ดดิสก์ของเขาแล้ว เราเองในฐานะผู้เข้าชมนิทรรศการก็ได้ทบทวนชีวิตของเราทั้งในฐานะผู้ชมที่เชื่อมโยงกับงานชิ้นที่ผ่านมาของนวพล และทบทวนชีวิตของเราในฐานะผู้บันทึกช่วงเวลาคนหนึ่งผ่านรูปภาพที่เราทุกคนล้วนมีอยูในหน่วยความจำบนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สักแห่งด้วยเช่นเดียวกัน
และเชื่อเหลือเกินว่า แท้จริงแล้วนวพลอยากเอาภาพในฮาร์ดดิสก์ทั้ง 50,000 ภาพมาอัดใส่กรอบไว้ในนิทรรศการครั้งนี้เป็นแน่ ติดแค่ตรงที่สถานที่จัดนิทรรศการมี ‘พื้นที่’ ไม่ใหญ่พอให้นวพลบันทึกความทรงจำของเขาผ่านมัน






นิทรรศการภาพถ่ายแห่งความหนักทางอารมณ์และทางกายภาพ ‘Heavy’ โดย นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ จัดแสดงที่ Bangkok Citycity Gallery ตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน – 11 พฤศจิกายน 2566 นี้ เปิดให้เข้าชมโดยไม่มีค่าใช้จ่าย วันพุธ-วันอาทิตย์ 13.00 – 18.00 น.
ระวี ตะวันธรงค์
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ดูในหมวด Editor →“สามารถ” ผ่าเบื้องลึก รถไฟฟ้า 40 บาทตลอดวัน กลายเป็นฝันค้าง
บทความวิเคราะห์เรื่องรถไฟฟ้า 40 บาทตลอดวัน ซึ่งกลายเป็นฝันค้าง
รู้จัก “พนัส ไทยล้วน” ผู้ที่เรียกตัวเองว่า “พ่อมดประกันสังคม”
บทความวิเคราะห์เกี่ยวกับ “พนัส ไทยล้วน” ผู้ที่เรียกตัวเองว่า “พ่อมดประกันสังคม” และอิทธิพลของเขาในระบบแรงงานไทย
รู้จัก “ต่อศักดิ์ โชติมงคล” กุนซือชัชชาติ ที่มาวาทกรรม “ระบอบอากง”
บทความวิเคราะห์เกี่ยวกับ “ต่อศักดิ์ โชติมงคล” กุนซือผู้ว่าฯ กทม. และวาทกรรมการเมือง “ระบอบอากง” ที่เกิดขึ้นในการเลือกตั้งปี 2569
TH-AI Passport ระเบิดเวลาภูมิใจไทย ! หาก “ไชยชนก” ดันทุรัง
โครงการ TH-AI Passport ของรัฐมนตรี ไชยชนก ชิดชอบ ถูกวิจารณ์เรื่องงบประมาณ กฎหมาย และการจัดซื้อจัดจ้าง ที่อาจเกิดผลกระทบต่อการเมืองและเชื่อมโยงกับรัฐบาลอนุทิน



