
ปรากฏการณ์ #ธุรกิจสว แบนธุรกิจเท่ากับล่าแม่มดจริงหรือ?
ในช่วงที่การเมืองกำลังขยับไปข้างหน้า ยามเย็นของวันที่ 13 กรกฎาคม 2566 การลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีของสมาชิกรัฐสภาได้สิ้นสุดลง พร้อมกับผลคะแนนเสียงของ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคก้าวไกลที่มาจากคะเเนนเสียงของประชาชน 14 ล้านเสียง ไม่ถึง 376 เสียง ทำให้ไม่สามารถดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้
ณ โมงยามของการเมืองกำลังคุกรุ่น สายตาของประชาชนได้หันมาจับจ้องเหล่าสมาชิกรัฐสภาที่ไม่ยอมรับฉันทามติของประชาชน จนเกิดแฮชแท็ก #ธุรกิจสว ผุดขึ้นมาบนโลก Twitter เพื่อชี้เป้าแบนธุรกิจ สว. บางเสียงในโลกออนไลน์บอกว่า
“ในเมื่อ สว. กินเงินเดือนภาษีประชาชน แล้วนำรายได้ของตนที่มาจากการปฏิบัติหน้าที่ไปต่อขยายสร้างธุรกิจ ล้วนแล้วมาจากเม็ดเงินของประชาชนทั้งสิ้น แต่กลับไม่เคารพฉันทามติของประชาชน ดังนั้นจึงไม่ควรสนับสนุนธุรกิจของ สว.”
นอกจากนี้ฝั่งธุรกิจของประชาชนยังมีการประกาศกร้าวในโลกออนไลน์ว่า
“ทางร้านไม่อนุญาตให้ สว. หรือ กกต. เข้ามาใช้บริการที่ร้าน”
“ร้านนี้ไม่ต้อนรับ สว. กกต.”
ปรากฏการณ์ดังกล่าว กลายเป็นปรากฏการณ์แบนชั่วข้ามคืน แต่บางฝ่ายออกมาตั้งคำถามว่าการกระทำเช่นนี้ในโลกโซเชียลเข้าข่ายการล่าแม่มดหรือไม่ บางฝ่ายบอกว่านี้คือการบอยคอตทางธุรกิจด้วยการลงโทษทางสังคม เราจึงต้องกลับมาทบทวนนิยามของทั้ง 2 คำ ต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในโลกธุรกิจ ที่ปัจจุบันไม่สามารถแยกออกจากการเคลื่อนไหวทางสังคมได้อีกต่อไป
ล่าแม่มด ศาลเตี้ยในสังคม
การล่าแม่มด หรือ Witch Hunting เป็นประวัติศาสตร์เลือดที่สืบย้อนไปไกลถึงยุคกลางในแถบทวีปยุโรป เมื่อมีบุคคลใดเกิดมีความคิดหรือการกระทำที่แหวกขนบ หรือจู่ ๆ เกิดสถานการณ์ที่มนุษย์ไม่สามารถอธิบายได้ คนผู้นั้นก็จะถูกแปะป้ายว่าเป็นแม่มด และถูกคนในสังคมออกล่า เพื่อกำจัดให้หมดไป ด้วยการเผาทั้งเป็น
จนกระทั่งในศตวรรษที่ 21 การล่าแม่มด ถูกนำมาใช้เป็นคำเปรียบเปรยถึงการใช้ศาลเตี้ย ไม่ว่าจะเป็นบนโลกออนไลน์หรือออฟไลน์ ออกล่าบุคคลที่มีความคิดหรือการกระทำที่ผิดแผกไปจากค่านิยมทางสังคม บางครั้งเกิดขึ้นกับคนที่มีชุดความคิดที่มาก่อนกาล จนผู้คนที่ยังศรัทธาในค่านิยมรูปแบบเดิมเกิดความรู้สึกสั่นคลอน จึงนำไปสู่การออกล่า ขุดคุ้ยเรื่องราวส่วนตัว มุ่งร้าย ละเมิดสิทธิส่วนบุคคล จนลามไปถึงการใช้ความรุนแรง กล่าวคือละเมิดข้อกฎหมายในนามของความถูกต้องซะเอง และเกือบจะทุกครั้ง การล่าแม่มดคือการละเมิดสิทธิมนุษยชน
Social Sanction ในภาคธุรกิจ
Institute for Social Capital ระบุถึง การลงโทษทางสังคม หรือ Social Sanction เอาไว้ว่าเป็นหนึ่งในกลไกของสังคม ที่ผู้คนแสดงปฏิกิริยาตอบสนองต่อการกระทำของคนใดคนหนึ่ง หรือในระดับกลุ่มบุคคล ด้วยการลงโทษผ่านการปฏิเสธ การสร้างความขบขัน การแสดงออกอย่างชัดเจนพร้อมเพรียงกันว่าไม่ยอมรับ หรือใช้การกีดกัน กล่าวแบบบ้าน ๆ ก็คือการเปล่งเสียง และร่วมกันประกาศว่า “พวกฉันจะไม่สนับสนุนพวกเธออีกต่อไป” เนื่องจากมีการกระทำที่ไม่เหมาะสม ไม่เป็นไปตามบรรทัดฐานทางสังคมนั้น ๆ เพื่อยับยั้งพฤติกรรมที่ไม่เหมาะไม่ควร
การลงโทษทางสังคม ส่วนหนึ่งมีสาเหตุมาจากการที่ไม่สามารถใช้ข้อบังคับทางกฎหมายเข้ามาจัดการได้ วิธีการนี้จึงกลายเป็นปรากฏการณ์ที่มักจะเห็นได้บ่อย ๆ ตัวอย่างเช่น หากสินค้าจากบริษัทที่ใช้โรงงานผลิตที่มีการใช้แรงงานเด็ก หรือมีการปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมกับพนักงาน ก็จะถูกกลุ่มลูกค้าคว่ำบาตรบริษัท สิ่งที่ตามมาคือการสูญเสียรายได้มหาศาลของแบรนด์ อันเป็นผลมาจากการลงโทษทางสังคมอย่างไม่เป็นทางการ
อย่างไรก็ตามการลงโทษทางสังคมอย่างเป็นทางการด้วยข้อกฎหมาย ก็มักจะให้ผลลัพธ์คล้าย ๆ การลงโทษทางสังคมอย่างไม่เป็นทางการได้ในบางกรณี ตัวอย่างเช่น ผู้ที่ได้รับการตัดสินความผิดทางอาญามีแนวโน้มที่จะประสบกับความอัปยศและอาจจะนำไปสู่การถูกกีดกันทางสังคมได้เช่นกัน
เมื่อสังคมรุดไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง ความหลากหลายทางวัฒนธรรมปรากฏเด่นชัดขึ้น กอปรกับโลกโซเชียลที่ขมวดโลกทั้งใบให้เชื่อมต่อกัน ส่งผลให้การควบคุมทางสังคมเปลี่ยนไป การลงโทษทางสังคมอย่างเป็นทางการ และไม่เป็นทางการจึงมักเกิดขึ้นไปพร้อม ๆ กันได้ หรือส่งผลต่อกัน อย่างตัวอย่างกรณีโรงงานข้างต้นที่กล่าวไป เมื่อบริษัทผู้ผลิตสินค้าหลุดรอดจากการตรวจสอบทางกฎหมาย จึงนำมาสู่การคว่ำบาตรของสาธารณชน จากนั้นจึงค่อยนำไปสู่การลงโทษทางสังคมอย่างเป็นทางการ ซึ่งเหตุการณ์ลักษณะนี้ เว็บไซต์ sociologylens ได้กล่าวเอาไว้ว่า เราจึงจำเป็นที่จะต้องพัฒนาและปรับปรุงการใช้บทลงโทษทางสังคมอย่างเป็นทางการมากขึ้น เพื่อชดเชยข้อบกพร่องในสังคมที่กฎหมายเอื้อมไปไม่ถึง
ทั้งนี้การลงโทษทางสังคม อาจมีเส้นบาง ๆ ที่เหลื่อมกับ Cancel Culture หรือวัฒนธรรมการแบน โดยมีข้อแตกต่างกันคือ Cancel Culture เป็นไปเพื่อต้องการให้ตัวบุคคล หน่วยงาน หรือองค์กรนั้น ๆ ออกมาแสดงความรับผิดชอบ รวมถึงขอโทษต่อการกระทำในอดีต หากมีการปรับปรุงหรือออกมายืดอกยอมรับในสิ่งที่ทำลงไป ผู้คนหรือกลุ่มลูกค้าก็พร้อมที่จะให้อภัยและกลับมาซื้อสินค้าของบริษัทอีกครั้ง ดังจะเห็นได้จากหลากหลายแบรนด์ที่ประสบกับการโดนแบนมาแล้ว อาทิ L’oreal, Balenciaga และ Amazon
อย่างไรก็ตาม การลงโทษทางสังคมนั้นมีระดับความรุนแรงของการแบนที่สูงกว่า บางครั้งอาจนำไปสู่การเลิกสนับสนุนจากผู้คนอย่างถาวร
Social Sanction ไม่เท่ากับ การล่าแม่มด
การแบนธุรกิจ การเปล่งเสียงบอยคอต ดำเนินการคว่ำบาตร ด้วยการออกมาแสดงจุดยืนว่าไม่สนับสนุนสินค้าหรือบริการของบุคคลหรือบริษัทนั้น ๆ โดยการไม่ใช้ความรุนแรงเข้าสู้นั้น ไม่ถือว่าเป็นการล่าแม่มดในโลกการค้า ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อมองไปยังประเทศอื่น ๆ การออกมาร่วมมือร่วมใจกันว่า “เราจะไม่สนับสนุนสินค้านั้น ๆ” ก็เป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นในโลกการค้ายุคปัจจุบัน ที่ผู้ซื้อมีความตื่นรู้และให้ความสำคัญกับบทบาทของแบรนด์และธุรกิจมากขึ้น เพราะฉะนั้น ในโลกที่ผู้คนให้คุณค่ากับความหลากหลาย สิทธิมนุษยชน และความโปร่งใส จึงจำเป็นอย่างมากที่ธุรกิจต่างๆ จะหันมาสนใจคุณค่าเหล่านี้ และพร้อมปรับตัวไปตามโลก
อ้างอิง : socialcapitalresearch.com / sociologylens
ระวี ตะวันธรงค์
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ดูในหมวด CASE STUDY →ระบอบอากง ไม่ส่งผลกระทบ ! โพลชี้ “ชัชชาติ” ยังนำห่าง 67.30 %
โพลสำรวจชี้ว่าระบอบอากงไม่ส่งผลกระทบต่อความนำของ “ชัชชาติ” ซึ่งยังคงนำห่างอยู่ที่ 67.30 %
หนี้ภาษีหุ้นชินคอร์ป ทักษิณจะดึงเกม ยอมจ่าย หรือเลือกล้มละลาย ?
ทักษิณ ชินวัตร เผชิญหนี้ภาษีหุ้นชินคอร์ป 1.76 หมื่นล้านบาท และต้องเลือกระหว่างการจ่ายหนี้ ยืดเวลา หรือเสี่ยงต่อการล้มละลาย
รู้จัก “พนัส ไทยล้วน” ผู้ที่เรียกตัวเองว่า “พ่อมดประกันสังคม”
บทความวิเคราะห์เกี่ยวกับ “พนัส ไทยล้วน” ผู้ที่เรียกตัวเองว่า “พ่อมดประกันสังคม” และอิทธิพลของเขาในระบบแรงงานไทย
รู้จัก “ต่อศักดิ์ โชติมงคล” กุนซือชัชชาติ ที่มาวาทกรรม “ระบอบอากง”
บทความวิเคราะห์เกี่ยวกับ “ต่อศักดิ์ โชติมงคล” กุนซือผู้ว่าฯ กทม. และวาทกรรมการเมือง “ระบอบอากง” ที่เกิดขึ้นในการเลือกตั้งปี 2569



