หากจะมีคดีใดในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย ที่สะท้อนความบิดเบี้ยวของโครงสร้างรัฐ และการปะทะกันระหว่าง “หลักนิติรัฐ” กับ “อำนาจการเมือง” ได้ชัดเจนที่สุด “คดีที่ดินเขากระโดง” ย่อมถูกจัดให้อยู่ในอันดับต้นๆ
นี่ไม่ใช่แค่ข้อพิพาทรุกล้ำที่ดินธรรมดา แต่คือคำถามตัวโตๆ ที่ท้าทายกระบวนการยุติธรรมว่า เหตุใดที่ดินกว่า 5,083 ไร่ ซึ่ง “ศาลฎีกา” มีคำพิพากษาอันเป็นที่สุดแล้วว่า เป็นกรรมสิทธิ์ของ “การรถไฟแห่งประเทศไทย” แต่ในความเป็นจริง พื้นที่ไข่แดงอันเป็นกล่องดวงใจของ “บ้านใหญ่” ตระกูลชิดชอบ กลับยังคงตั้งตระหง่านอยู่ได้ โดยที่กลไกรัฐทำได้เพียงเดินวนอยู่ในเขาวงกต
1. ปฐมบท 5,083 ไร่ และรัฐซ้อนรัฐ
รอยต่อประวัติศาสตร์นี้เริ่มขึ้นในปี 2462 เมื่อมีพระราชกฤษฎีกาสงวนหวงห้ามที่ดินเขากระโดง จ.บุรีรัมย์ เพื่อใช้ระเบิดหินโรยทางรถไฟ ตามกฎหมายแล้ว กรรมสิทธิ์นี้จะตกเป็นของการรถไฟฯ ตลอดไป
แต่ความย้อนแย้งของระบบราชการไทยก็ปรากฏขึ้น เมื่อ “กรมที่ดิน” กลับเข้าไปออกเอกสารสิทธิ์ (น.ส.3 ก. และโฉนด) ทับซ้อนที่ดินของ รฟท. กว่า 900 แปลง ปล่อยให้กลุ่มทุนและตระกูลการเมืองเข้าไปครอบครอง

2. กับดักทางกฎหมาย: ทำไมศาลฎีกาสั่งแล้วบังคับยึดคืนไม่ได้ ?
โดมิโน่ตัวแรกที่ควรจะล้มล้างการครอบครองผิดกฎหมายคือ คำพิพากษาศาลฎีกา (คดีหมายเลขแดงที่ 842-876/2560 และ 8027/2561) ที่ชี้ขาดชัดเจนว่าพื้นที่นี้เป็นของการรถไฟฯ
แต่ในทางปฏิบัติ การรถไฟฯ ไม่สามารถนำคำพิพากษานี้ไปสั่งรื้อถอนบ้านพักของตระกูลการเมืองได้ทันที เนื่องจากติดหล่มกฎหมายแพ่งที่เรียกว่า “ผลผูกพันเฉพาะคู่ความ” ศาลตัดสินยึดคืนได้เฉพาะที่ดินของ “จำเลย” ในคดีนั้นๆ ซึ่งเป็นเพียงชาวบ้านบางแปลง ผู้ถือครองโฉนดรายใหญ่ที่ไม่ได้เป็นจำเลยร่วม จึงใช้ช่องโหว่นี้อ้างว่าคำพิพากษาไม่ผูกพันถึงตน
3. หน่วยงานรัฐ งัดกันเอง
เมื่อฟ้องขับไล่ทีละแปลงไม่ไหว การรถไฟฯ จึงร้องศาลปกครองสูงสุด จนมีคำสั่งให้กรมที่ดินตั้งคณะกรรมการตามมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน เพื่อพิจารณาเพิกถอนโฉนดที่ออกทับที่ รฟท. แบบเหมาเข่ง
นี่คือจุดที่ความแยบคายของระบบราชการถูกนำมาใช้ คณะกรรมการของกรมที่ดินดึงจังหวะ เตะถ่วง และจบลงด้วยมติ “ไม่เพิกถอนโฉนด” โดยอ้างเหตุผลทางเทคนิคว่า แผนที่ปี 2462 ของการรถไฟฯ ไม่ชัดเจน และต้องคุ้มครองผู้ที่ซื้อที่ดินมาโดยสุจริต เพราะหากเพิกถอนโฉนด กรมที่ดินอาจถูกเอกชนฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายมหาศาล
การต่อสู้เปลี่ยนรูปโฉมจากการพิสูจน์ความจริง ไปสู่การงัดข้อด้วยเทคนิคทางธุรการระหว่างหน่วยงานรัฐด้วยกันเอง

4. เมื่อ “โจทก์” กับ “ผู้คุมกฎ” สวมเสื้อสีเดียวกัน
ข้อต่อสู้ทางกฎหมายอาจเป็นเพียงฉากหน้า เพราะหัวใจสำคัญที่ทำให้คดีนี้ถูกแช่แข็งอย่างสมบูรณ์แบบ คือ “สมการอำนาจทางการเมือง”
พรรคภูมิใจไทยเอาตัวรอดจากพายุข้อครหามาได้ทุกยุคสมัย ด้วยสถานะ “Kingmaker” ที่ทุกรัฐบาลผสมขาดไม่ได้ แต่ในนาทีนี้ ภายใต้โครงสร้างอำนาจปัจจุบัน ภาพการควบคุมเบ็ดเสร็จยิ่งชัดเจนขึ้นกว่าเดิม
กระทรวงมหาดไทย (ผู้กำกับกรมที่ดิน – ฝ่ายเพิกถอนโฉนด) อยู่ในการควบคุมของ “อนุทิน ชาญวีรกูล”
กระทรวงคมนาคม (ผู้กำกับการรถไฟฯ – ฝ่ายโจทก์ทวงคืนที่ดิน) อยู่ในการควบคุมของ “พิพัฒน์ รัชกิจประการ”
เมื่ออำนาจสั่งการของทั้ง 2 กระทรวงหลักตกอยู่ในมือของพรรคการเมืองเดียวกัน การจะหวังให้การรถไฟฯ เดินหน้าฟ้องร้องดำเนินคดีกับกรมที่ดินเพื่อหักล้างมติ หรือใช้มาตรการเด็ดขาดเพื่อทวงคืนพื้นที่ไข่แดงของตระกูลชิดชอบ ย่อมเป็นเรื่องที่ฝืนธรรมชาติของการเมืองไทย
5. กฎหมายมีไว้บังคับใช้กับใคร ?
คดีเขากระโดงแม้จบลงที่ศาลฎีกา แต่มาตายสนิทที่กระบวนการบังคับใช้ทางปกครองและการจัดสรรโควตาทางการเมือง ก่อให้เกิดคำถามที่กรีดลึกลงไปในสังคมไทยว่า ท้ายที่สุดแล้ว ความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายและคำพิพากษาศาลสูงสุด มีน้ำหนักมากพอที่จะเจาะทะลุเกราะคุ้มกันทางอำนาจการเมืองได้หรือไม่ ?
หรือมหากาพย์เขากระโดง
กำลังตอกหน้าสังคมไทยว่า…
กฎหมายระบุชัดว่า
ที่ดินเป็นของรัฐ
แต่ปัญหาคือ…
ตอนนี้กลไกรัฐ ถูกควบคุมโดยใคร ?
บทความโดย ศราวุธ เอี่ยมเซี่ยม
Srawut
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ดูในหมวด Editor →เปิดประวัติ “บิ๊กราญ” พล.ต.อ.สำราญ นวลมา ผบ.ตร. คนที่ 16
พล.ต.อ.สำราญ นวลมา ได้รับการเห็นชอบให้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ คนที่ 16 โดยมีระยะเวลาในตำแหน่งยาวนาน 7 ปี
ทำความรู้จัก “กฤชเทพ สิมลี” เพื่อนสนิทเนวิน “เลขาฯ รมว.คมนาคม คนใหม่”
กฤชเทพ สิมลี ศิษย์เก่า OSK 90 ได้รับแต่งตั้งเป็นเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม โดยมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเนวิน ชิดชอบ
เปเล่ คริสโตเฟอร์ วอชิงตัน : สร้างคอนเทนต์อย่างไรให้คนจดจำ ?
เปเล่ คริสโตเฟอร์ วอชิงตัน สอนวิธีสร้างคอนเทนต์ให้คนจดจำ โดยเน้นการหลีกเลี่ยงการไล่ตามกระแส การค้นหาความแตกต่าง และการกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน
ปฐมบท EP1 : ทำความเข้าใจ รายได้สื่อจากอดีตสู่ปัจจุบัน
ซีรีย์รายได้สื่อ EP1 ย้อนกลับไปเมื่อ 25-30 ปีก่อน เมื่อเรตติ้งเป็นตัววัดมูลค่าสื่อ และรายได้โฆษณาเข้มข้น แต่วันนี้ผู้ชมกระจายตัวไปบนแพลตฟอร์มต่างๆ ทำให้โครงสร้างรายได้เปลี่ยนไป




