
“สามารถ” เจาะลึกผลการศึกษาแลนด์บริดจ์ คุ้มทุน หรือว่าเสี่ยงเจ๊ง ?
โครงการแลนด์บริดจ์ ระนอง-ชุมพร ซึ่งประเมินว่าต้องใช้เม็ดเงินลงทุนมหาศาล 1 ล้านล้านบาท ถือเป็นหนึ่งในเมกะโปรเจกต์ด้านโครงสร้างพื้นฐานที่ถูกจับตามองและวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในขณะนี้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่า เคยมีผลการศึกษาความคุ้มค่าของโครงการที่มีทิศทางที่สวนทางกันอย่างสิ้นเชิง ระหว่างสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ที่ชี้ว่าโครงการนี้ “คุ้มทุน” กับสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ที่ได้มอบหมายให้ ศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” ทำการศึกษา โดยออกประเมินว่า “ไม่คุ้มทุน”
เพื่อขยายภาพให้เห็นถึงต้นตอของข้อถกเถียงดังกล่าว ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร จะพาไปเจาะลึกและตั้งคำถามต่อสมมติฐานเบื้องหลังผลการศึกษาของ สนข.
ไม่ว่าจะเป็นประเด็นเรื่องระยะเวลาขนส่งที่ประหยัดได้จริง ตัวเลขคาดการณ์ปริมาณตู้สินค้าที่อาจถูกตั้งไว้สูงเกินจริง ไปจนถึงข้อกังวลสำคัญว่า แม้จะเป็นการดึงเม็ดเงินลงทุนจากภาคเอกชน แต่ความเสี่ยงที่แท้จริง ทั้งในแง่ของทรัพยากรและค่าเสียโอกาส ล้วนเป็นสิ่งที่ประเทศไทยต้องแบกรับ ผ่านบทความที่ชื่อว่า “ถอดรหัสแลนด์บริดจ์: จากเสี่ยงเจ๊ง สู่คุ้มทุน” ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้

1. ถอดรหัสแลนด์บริดจ์: จาก “เสี่ยงเจ๊ง” สู่ “คุ้มทุน”
ผลการศึกษาของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ระบุว่า โครงการแลนด์บริดจ์ ระนอง-ชุมพร “คุ้มทุน” แต่กลับขัดแย้งกับผลการศึกษาของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ซึ่งให้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยศึกษา และสรุปว่า “ไม่คุ้มทุน”
คำถามสำคัญจึงเกิดขึ้นว่า… แลนด์บริดจ์จะคุ้มทุนได้จริงหรือ ? จะช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายได้จริงแค่ไหน เมื่อเทียบกับการขนส่งผ่านช่องแคบมะละกา ?
2. ประเด็นที่น่ากังขาจากผลการศึกษาของ สนข.
(1) แลนด์บริดจ์จะช่วยประหยัดเวลาได้ 4 วัน จริงหรือ ?
ผลการศึกษาระบุว่า การขนส่งผ่านแลนด์บริดจ์จะช่วยลดเวลาขนส่งสินค้าได้ถึง 4 วัน เมื่อเทียบกับการเดินเรือผ่านช่องแคบมะละกา แต่คำถามคือ… ได้มีการรวม “เวลาขนถ่ายสินค้า” เข้าไปแล้วหรือยัง? เพราะในความเป็นจริง สินค้าจะถูกขนจากเรือสู่รถไฟ และ/หรือ รถบรรทุกที่ฝั่งหนึ่ง จากนั้นต้องขนส่งข้ามแผ่นดิน แล้วจึงขนถ่ายกลับขึ้นเรืออีกฝั่งหนึ่ง
กระบวนการเหล่านี้ล้วนต้องใช้เวลา ต้องใช้แรงงาน และมีต้นทุนเพิ่มเติมทั้งสิ้น หากนำเวลาทั้งหมดมาคำนวณอย่างครบถ้วน หลายฝ่ายจึงตั้งข้อสงสัยว่า แลนด์บริดจ์อาจไม่ได้เร็วกว่าเส้นทางผ่านช่องแคบมะละกาอย่างที่กล่าวอ้าง แต่อาจใช้เวลามากกว่าด้วยซ้ำ
(2) ปริมาณสินค้าที่คาดว่าจะใช้แลนด์บริดจ์ สูงเกินจริงหรือไม่?
สมมติฐานเรื่อง “ประหยัดเวลาได้ 4 วัน” นำไปสู่ข้อสรุปอีกข้อว่า จะมีเรือจำนวนมากหันมาใช้บริการท่าเรือระนองและชุมพร เพราะถ้าประหยัดเวลาได้ ก็ย่อมลดต้นทุนได้เช่นกัน ผลการศึกษาคาดการณ์ว่าในปี 2602 หรือ 30 ปีหลังเปิดใช้บริการ (เปิดปี 2573) จะมีปริมาณตู้คอนเทนเนอร์ผ่านท่าเรือทั้งสองฝั่งรวมกันถึง 19.92 ล้านตู้ (Twenty-foot Equivalent Unit หรือ TEU)
ตัวเลขนี้น่าสนใจมาก เมื่อเทียบกับท่าเรือแหลมฉบัง ซึ่งเปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 2534 ในปี 2564 หรือ 31 ปีหลังเปิดใช้งาน ท่าเรือแหลมฉบังมีปริมาณตู้คอนเทนเนอร์เพียงแค่ 8.34 ล้านตู้ TEU นั่นหมายความว่า สนข.กำลังคาดการณ์ว่า ท่าเรือระนองและชุมพรมีปริมาณคอนเทนเนอร์มากกว่าท่าเรือแหลมฉบังถึง 139% คำถามสำคัญคือ… การคาดการณ์นี้อยู่บนพื้นฐานที่สมเหตุสมผลหรือไม่ ?

(3) ผลตอบแทน “คุ้มทุน” มาจากสมมติฐานที่น่าเชื่อถือหรือไม่ ?
เมื่อการศึกษาคาดการณ์ว่า จะมีปริมาณสินค้าเข้ามาใช้บริการแลนด์บริดจ์จำนวนมาก ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ (ประเทศและประชาชนได้รับ) และผลตอบแทนทางการเงิน (ผู้ลงทุนได้รับ) จึงออกมาสวยงาม และสรุปว่า “คุ้มทุน”
แต่หากสมมติฐานเรื่องเวลาและปริมาณสินค้าคลาดเคลื่อน ผลตอบแทนทั้งหมดก็จะเปลี่ยนไปทันที นี่จึงเป็นเหตุผลที่ผลการศึกษาของ สนข.ขัดแย้งกับผลการศึกษาของ สศช. ซึ่งสรุปว่าโครงการนี้ “ไม่คุ้มทุน”
2. นักลงทุนจะเชื่อผลการศึกษานี้หรือไม่ ?
แม้ผลการศึกษาจะออกมาดูดี แต่คำถามสำคัญคือ นักลงทุนจะเชื่อหรือไม่ ? เพราะโครงการนี้ต้องใช้เงินลงทุนมหาศาลกว่า 1 ล้านล้านบาท นักลงทุนระดับโลกย่อมไม่ตัดสินใจจากรายงานที่รัฐทำเพียงอย่างเดียว แต่จะทำการศึกษาของตนเองอย่างละเอียดรอบคอบ และตรงไปตรงมา หากผลการศึกษาชี้ว่าโครงการไม่คุ้มทุน เขาก็จะไม่เข้ามาลงทุน
3. ต่อให้เอกชนลงทุน… ประเทศก็ยังมีความเสี่ยง
บางคนมองว่า หากเอกชนเป็นผู้ลงทุน รัฐก็ไม่น่ากังวล เพราะไม่ใช่เงินภาษีของประชาชนโดยตรง แต่ในความเป็นจริง ประเทศยังต้องสูญเสียอีกหลายอย่าง เช่น ค่าเวนคืน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่มีค่ายิ่ง ซึ่งเมื่อสูญเสียไปแล้ว ยากที่จะแก้ไขให้กลับคืนมาเหมือนเดิมได้ รวมทั้งโอกาสในการใช้พื้นที่และงบประมาณกับโครงการอื่นที่จำเป็นกว่า และหากโครงการเดินหน้าไปแล้ว แต่สุดท้ายไปต่อไม่ไหวเหมือนบางโครงการในอดีต สิ่งที่อาจเหลืออยู่ก็คือ “ซากโครงการ” ที่ถูกทิ้งไว้กลางทาง !
คำถามสุดท้ายจึงไม่ใช่แค่ “คุ้มทุนหรือไม่” แต่คือ… เราต้องการรับความเสี่ยงนั้นจริงหรือ ?
ที่มา บทความ “ถอดรหัสแลนด์บริดจ์: จากเสี่ยงเจ๊ง สู่คุ้มทุน” โดย ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์
Srawut
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ดูในหมวด Editor →ชำแหละโมเดลค้าความรันทด เอเจนซี่จีนบุกไทย สร้างคอนเทนต์ลวงโลก
เอเจนซี่จีนนำเข้าโมเดลธุรกิจ “ค้าความรันทด” มาไทย โดยจัดฉากเรื่องราวลำบากเพื่อหลอกผู้ชมและแปลงเป็นรายได้ผ่านการขายสินค้า
2569 ระบอบสีน้ำเงิน ครองเมือง
พ.ศ. 2569 การเมืองไทยเข้าสู่สภาวะดุลยภาพใหม่ที่ถูกจัดระเบียบโดย “ระบอบสีน้ำเงิน” ซึ่งเป็นเครือข่ายอำนาจที่มีประสิทธิภาพในประวัติศาสตร์การเมืองร่วมสมัย
ชำแหละโครงการ TH-AI Passport คุ้มงบฯ 1.62 พันล้านบาท หรือไม่ ?
โครงการ TH-AI Passport มูลค่า 1.62 พันล้านบาทถูกตั้งคำถามเรื่องความคุ้มค่าและความโปร่งใส โดยพบข้อสงสัยเกี่ยวกับกลไกงบประมาณและการจัดซื้อจัดจ้าง
รู้จัก “ส่องรัฐ” แพลตฟอร์ม AI ของประชาธิปัตย์ ตรวจสอบการใช้งบฯ รัฐบาล
ส่องรัฐ เป็นแพลตฟอร์ม AI ของพรรคประชาธิปัตย์ที่ใช้ตรวจสอบการใช้งบประมาณของรัฐบาล



