เมื่อวันที่ 5 พ.ค. ที่ผ่านมา น่าจะเป็นการส่งสัญญาณเตือนภัยระดับสีแดงถึงคนทำสื่อ เมื่อกลุ่มสำนักพิมพ์ระดับโลก 5 แห่ง พร้อมใจกันฟ้อง Meta ในข้อหาละเมิดลิขสิทธิ์ครั้งประวัติศาสตร์
คำฟ้องระบุชัดเจนว่า “Meta แอบดูดข้อมูลจากเว็บเถื่อนกว่า 267 TB ไปเทรน AI ของตัวเอง”
คดีนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของการขโมยคอนเทนต์…
แต่มันคือ “ฟางเส้นสุดท้าย” ที่สะท้อนว่า Meta ไม่มองสื่อเป็นพาร์ทเนอร์ธุรกิจอีกต่อไป
เขามองว่า “สื่อ = ข้อมูลฟรี”
ที่เอามาป้อนให้ AI เรียนรู้ เพื่อสร้างเครื่องจักรที่กำลังจะมาทำหน้าที่แทนคนเขียนข่าว
บริษัทเทคโนโลยีระดับโลก เติบโตจาก “คอนเทนต์ของสื่อ” ที่เคยยอมจ้างให้สื่อทำคอนเทนต์มากมาย
แต่เมื่อพวกเขาใหญ่พอ…สื่อกลับกลายเป็นฝ่ายที่อ่อนแอที่สุด
FB เคยบอกสื่อทั่วโลกว่า…
“เข้ามาสิ ทำคอนเทนต์บนแพลตฟอร์มเรา แล้วคุณจะได้ audience มหาศาล” (เคยมีหน่วยงานชื่อ News partnership ด้วยนะ)
องค์กรสื่อจำนวนมาก รวมถึงในไทย ทุ่มทรัพยากรทั้งหมดลงไปบนการเปลี่ยน newsroom ให้กลายเป็น content factory เพื่อไล่ algorithm
สุดท้ายเกิดอะไรขึ้น? วันหนึ่ง FB ลด Reach ทุกอย่างพังทันที
ยอดวิวหาย
traffic หาย
คนดูหาย
รายได้หาย
และที่หนักที่สุดคือ หลายองค์กรเพิ่งค้นพบว่า
“เราไม่ได้เป็นเจ้าของ audience ของตัวเองเลย”
เราแค่เช่าพื้นที่อยู่บนที่ดินของ Meta

คำถามคือ…? ทำไม Meta ถึงกล้าหักดิบกับสื่อ ที่เคยช่วยสร้างทราฟฟิกให้แพลตฟอร์มมาตลอด?
มันไม่ใช่คำที่เราชอบพูดกันครับว่า “FB ปรับอัลกอริทึ่ม”
แต่มันคือบริษัทที่เขาทำ “ธุรกิจล้วน”
เพราะวันนี้ตัวเลขมันฟ้องว่า “เขาไม่ได้ง้อข่าวแล้ว”
เมื่อเขามีบ่อเงินบ่อทองใหม่ สื่อจึงกลายเป็นต้นทุนที่เขาต้องตัดทิ้ง
ตั้งแต่ปี 2023 เป็นต้นมา มีการลดต้นทุน ยุบฝ่าย ลดแผนก เอาคนออก จำนวนมาก
คนทำสื่อคงสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดจากการถูก “บีบหลอดลม” อัลกอริทึมของ FB ลดการมองเห็นเนื้อหาข่าวอย่างจงใจ ผลคือ…
– Referral Traffic ที่ส่งกลับมายังเว็บข่าวทั่วโลกลดฮวบไปถึง 43%
– ข่าวที่เคยแชร์ซ้ำๆ หายไปจากหน้าฟีดถึง 63%
– อัลกอริทึมยังไปดันให้คนเสพติดวิดีโอสั้นอย่าง Reels จนกินเวลาผู้ใช้ไปถึง 38.4% ของเวลาทั้งหมดบน Facebook ซึ่งคลิปสั้นพวกนี้ไม่เอื้อให้คนกดลิงก์ออกไปอ่านข่าวในเว็บเราเลย
สื่อเล็กสื่อน้อยเจอภาวะ “ทางตันของสื่อบนโซเชียล” (Social Traffic Collapse) เสียยอดคนดูไปกว่า 60% ภายในสองปี!!!
นี่คือราคาที่ต้องจ่ายจากการฝากลมหายใจไว้กับบ้านเช่า ที่เราไม่ได้เป็นเจ้าของกฎ

——-
ทำไมถึงทำแบบนี้?
ก็เพราะบริษัทมีหน้าที่ทำกำไร ไม่ใช่การกุศล
จากข้อมูลในปี 2025 Meta ทำรายได้รวมทะลุ 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ โตขึ้นถึง 22% และกำไรจากการดำเนินงานพุ่งไปถึง 8.3 หมื่นล้านดอลลาร์!!!
เงินมหาศาลเหล่านี้ไม่ได้มาจากโฆษณาแบนเนอร์ท้ายข่าว แต่มาจาก “Andromeda” ระบบโฆษณา AI ที่ไม่ต้องพึ่งพาคอนเทนต์ข่าว เลยแม้แต่น้อย ระบบนี้ฉลาดพอที่จะยิงโฆษณาแบบรู้ใจคนดู จนสร้างรายได้ระดับ 6 หมื่นล้านดอลลาร์ในเวลาแค่ 3 ปีกว่า
วิกฤตนี้ยังลามไปถึงคนในองค์กรของเขาเองด้วย Meta ลดคนอย่างโหดเพื่อเอาเงินไปซื้อการ์ดจอ (GPU) มาทำ AI แทนคน
ล่าสุดก็เพิ่งปลดอีก 8,000 คนในตำแหน่งที่ AI ทำแทนได้ ปรับโครงสร้างแบบสุดโต่ง ให้ผู้จัดการ 1 คนคุมลูกน้อง 50 คน (Manager-to-Employee Ratio 1:50) เพราะเขาต้องการทำองค์กรให้เบาที่สุด เพื่อมุ่งไปสู่เป้าหมายเดียวคือ Superintelligence
เป้าหมายสูงสุดของเกมนี้คือโมเดลที่ชื่อว่า MuseSpark ที่จะมาเป็นผู้ช่วยส่วนตัวอัจฉริยะ ที่รู้ลึกถึงขั้นประเมินสุขภาพเราได้ เมื่อถึงจุดที่ AI สรุปทุกอย่างบนโลกมาป้อนให้ผู้ใช้ถึงที่
….ผู้ใช้ก็ไม่จำเป็นต้องกดออกไปอ่านข่าวจากสื่อกระแสหลักอีกต่อไป
———-
เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า Business Model ที่พึ่งพา FB เป็นช่องทางหลัก มันจบลงแล้วจริงๆ
สำนักข่าวที่รอดในสมรภูมินี้คือคนที่ไหวตัวทัน ย้ายฐานผู้ชมไปแพลตฟอร์มอื่นที่แชร์รายได้ชัดเจนอย่าง YouTube สร้างช่องทางของตัวเองอย่าง Newsletters หรือหันไปจับกลุ่มคนดูบน TikTok
หมดยุคแล้วครับ… ที่สื่อจะเอาชีวิตรอดด้วยการเต้นตามจังหวะอัลกอริทึมของพี่มาร์ค!
ไว้ครั้งหน้าจะมาเจาะลึกเรื่อง New S-curve ที่สื่อต้องเปลี่ยนที่พึ่งเร่งด่วน
——
ระวี ตะวันธรงค์ 6/5/69
กรรมผู้ทรงคุณวุฒิด้านสื่อสารมวลชน กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์
ที่ปรึกษา สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์
ที่ปรึกษา สมาคมนักข่าววิทยุโทรทัศน์ไทย
กรรมการจริยธรรม สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ


Srawut
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ดูในหมวด Editor →“สามารถ” ผ่าเบื้องลึก รถไฟฟ้า 40 บาทตลอดวัน กลายเป็นฝันค้าง
บทความวิเคราะห์เรื่องรถไฟฟ้า 40 บาทตลอดวัน ซึ่งกลายเป็นฝันค้าง
รู้จัก “พนัส ไทยล้วน” ผู้ที่เรียกตัวเองว่า “พ่อมดประกันสังคม”
บทความวิเคราะห์เกี่ยวกับ “พนัส ไทยล้วน” ผู้ที่เรียกตัวเองว่า “พ่อมดประกันสังคม” และอิทธิพลของเขาในระบบแรงงานไทย
รู้จัก “ต่อศักดิ์ โชติมงคล” กุนซือชัชชาติ ที่มาวาทกรรม “ระบอบอากง”
บทความวิเคราะห์เกี่ยวกับ “ต่อศักดิ์ โชติมงคล” กุนซือผู้ว่าฯ กทม. และวาทกรรมการเมือง “ระบอบอากง” ที่เกิดขึ้นในการเลือกตั้งปี 2569
TH-AI Passport ระเบิดเวลาภูมิใจไทย ! หาก “ไชยชนก” ดันทุรัง
โครงการ TH-AI Passport ของรัฐมนตรี ไชยชนก ชิดชอบ ถูกวิจารณ์เรื่องงบประมาณ กฎหมาย และการจัดซื้อจัดจ้าง ที่อาจเกิดผลกระทบต่อการเมืองและเชื่อมโยงกับรัฐบาลอนุทิน




