ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคปัญญาประดิษฐ์ โครงการ TH-AI Passport ภายใต้การนำของ “ไชยชนก ชิดชอบ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กำลังกลายเป็น “เผือกร้อน” ชิ้นใหญ่ทางการเมืองและวงการเทคโนโลยีไทยในปี 2569
เม็ดเงินกว่า 1.62 พันล้านบาท ที่จะถูกใช้เพื่อแจกสิทธิ์ใช้งาน Generative AI ระดับพรีเมียมให้ประชาชน 5 ล้านคน กำลังถูกตั้งคำถามอย่างหนักจากทั้งฝ่ายการเมืองและผู้เชี่ยวชาญในวงการเทคโนโลยี
หากกระทรวงดีอีตัดสินใจ “ฝ่ากระแสต่อต้าน” ดันทุรังเดินหน้าโครงการนี้ต่อในรูปแบบเดิม คำถามที่ตามมาก็คือ รัฐบาลภูมิใจไทยจะต้องเผชิญกับแรงกระเพื่อมและวิกฤตทางการเมืองอย่างไรบ้าง ? นี่คือมิติเชิงลึกที่ชวนให้สังคมร่วมขบคิด และตั้งข้อสังเกต

1. จุดเริ่มต้นและโครงสร้างที่ถูกตั้งคำถาม
ก่อนจะไปถึงผลกระทบ ต้องเข้าใจก่อนว่า ทำไมโครงการที่ฟังดูทันสมัยอย่างการแจกสิทธิ์ AI Pro ถึงถูกต่อต้านอย่างหนัก ซึ่งมีสาเหตุหลักๆ ดังต่อไปนี้
(1) งบประมาณที่บิดเบี้ยว
งบประมาณกว่า 90% ถูกนำไปซื้อสิทธิ์การใช้งานจากแพลตฟอร์มบิ๊กเทคต่างชาติในลักษณะเช่าใช้ 1 ปี ส่วนงบที่เหลือครอบคลุมงานอบรม คอนเทนต์ ประชาสัมพันธ์ และการบริหารโครงการ
สมาคมผู้ประกอบการปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย (AIEAT) จึงตั้งคำถามว่า เหตุใดรัฐไม่นำเงินก้อนนี้ไปลงทุนในโมเดลภาษาขนาดใหญ่ของไทย (Thai LLM) หรือสนับสนุน AI Startups ในประเทศ เพื่อสร้าง “อธิปไตยทางเทคโนโลยี” อย่างยั่งยืน
(2) ช่องโหว่ทางกฎหมาย
เม็ดเงิน 1.62 พันล้านบาทนี้ ดึงมาจาก “กองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (กองทุน DE)” ซึ่งมีกลไกพิเศษที่ไม่ต้องผ่านการพิจารณาอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) และไม่ต้องผ่านการตรวจสอบงบประมาณจากรัฐสภา ทำให้ฝ่ายค้านมองว่าเป็นการจงใจเลี่ยงระบบตรวจสอบ
(3) เงื่อนไขพิรุธใน TOR
กระบวนการร่างและประมูลเมกะโปรเจกต์ระดับพันล้าน กลับใช้เวลาเร่งรัดเพียง 34 วัน ซึ่งผิดวิสัยของการจัดซื้อจัดจ้างโครงการขนาดใหญ่
นอกจากนี้ยังมีความไม่ชอบมาพากลที่ถูกตั้งข้อสังเกตอย่างหนัก เช่น กลุ่มบริษัทที่มีส่วนร่วมในการสืบและกำหนดราคากลาง กลับมีความเชื่อมโยงกับผู้ชนะการประมูลเสียเอง
ยิ่งไปกว่านั้น ในข้อกำหนด (TOR) ยังมีเงื่อนไขแปลกประหลาดที่ระบุให้ต้องมีการโปรโมตและซื้อโฆษณาผ่านจอในร้านสะดวกซื้อ ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่ไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ กับการเพิ่มขีดความสามารถด้านเทคโนโลยี แต่กลับเป็นการเอื้อประโยชน์ทางธุรกิจให้กับกลุ่มทุนเฉพาะเจาะจงอย่างชัดเจน จนนำไปสู่ข้อครหาเรื่อง “การล็อกสเปก”

2. แรงกระแทกโดยตรงต่อ “ไชยชนก ชิดชอบ”
ในฐานะรัฐมนตรีหนุ่มรุ่นใหม่ การตัดสินใจดันทุรังเดินหน้าโครงการนี้ จะส่งผลลบอย่างรุนแรงต่ออนาคตทางการเมืองของ “ไชยชนก” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
(1) สุ่มเสี่ยงต่อการถูกร้องเรียนกับ ป.ป.ช.
“รักชนก ศรีนอก” สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ออกมาประกาศเตรียมยื่นเรื่องให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบเอาผิดตามมาตรา 157 ทันที หากมีการเปิดระบบให้ประชาชนลงทะเบียน การเดินหน้าโครงการต่อจึงถือเป็นการนำตัวเองเข้าไปอยู่ในความเสี่ยงทางกฎหมายอย่างเลี่ยงไม่ได้
(2) การพังทลายของแบรนด์ “นักการเมืองรุ่นใหม่”
“ไชยชนก” พยายามสร้างภาพลักษณ์นักการเมืองเจนใหม่ที่เข้าใจโลกเทคโนโลยี แต่การฝืนดันนโยบายที่เต็มไปด้วยข้อกังขา โดยเมินเสียงเตือนจากคนในวงการเทคฯ จะทำให้แบรนด์นี้พังทลายลง เหลือเพียงภาพจำของนักการเมืองระบบอุปถัมภ์ดั้งเดิมที่สวมสูทเทคโนโลยี เพื่อเอื้อประโยชน์กลุ่มทุน
3. หมากกระดานใหญ่ของ “รัฐบาลอนุทิน”
โครงการนี้ไม่ได้จำกัดวงแค่กระทรวงดิจิทัลฯ แต่คือหน้าตาของพรรคแกนนำ หากเกิดความล้มเหลวเชิงระบบ เช่น ระบบล่ม โควตา Token ไม่พอ หรือประชาชนนำไปใช้เพียงสร้างรูปภาพเล่นโดยไม่เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจตามแนวคิด Learn to Earn แผลนี้จะกลายเป็นจุดสลักสำคัญในการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจฯ ที่ฝ่ายค้านใช้ถล่ม “อนุทิน ชาญวีรกูล” ในฐานะนายกรัฐมนตรี
หากดึงดันผลักดัน TH-AI Passport ต่อไปท่ามกลางข้อกังขาที่ยังไม่กระจ่าง โครงการนี้จะไม่ได้เป็นเพียงแค่นโยบายที่ล้มเหลวทางเทคโนโลยี แต่อาจกลายเป็น “ระเบิดเวลา” ที่ทำลายความชอบธรรมของรัฐบาลภูมิใจไทย
บทความโดย ศราวุธ เอี่ยมเซี่ยม
Srawut
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ดูในหมวด Editor →ระบอบอากง ไม่ส่งผลกระทบ ! โพลชี้ “ชัชชาติ” ยังนำห่าง 67.30 %
โพลสำรวจชี้ว่าระบอบอากงไม่ส่งผลกระทบต่อความนำของ “ชัชชาติ” ซึ่งยังคงนำห่างอยู่ที่ 67.30 %
หนี้ภาษีหุ้นชินคอร์ป ทักษิณจะดึงเกม ยอมจ่าย หรือเลือกล้มละลาย ?
ทักษิณ ชินวัตร เผชิญหนี้ภาษีหุ้นชินคอร์ป 1.76 หมื่นล้านบาท และต้องเลือกระหว่างการจ่ายหนี้ ยืดเวลา หรือเสี่ยงต่อการล้มละลาย
“สามารถ” ผ่าเบื้องลึก รถไฟฟ้า 40 บาทตลอดวัน กลายเป็นฝันค้าง
บทความวิเคราะห์เรื่องรถไฟฟ้า 40 บาทตลอดวัน ซึ่งกลายเป็นฝันค้าง
รู้จัก “พนัส ไทยล้วน” ผู้ที่เรียกตัวเองว่า “พ่อมดประกันสังคม”
บทความวิเคราะห์เกี่ยวกับ “พนัส ไทยล้วน” ผู้ที่เรียกตัวเองว่า “พ่อมดประกันสังคม” และอิทธิพลของเขาในระบบแรงงานไทย




