ผลการเลือกตั้งปี 2569 ได้จารึกรอยร้าวลึกและสร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งประวัติศาสตร์ เมื่อตัวเลข 193 ที่นั่งของ “พรรคภูมิใจไทย” ไม่ใช่เพียงชัยชนะธรรมดา แต่คือปรากฏการณ์ “คลื่นยักษ์สีน้ำเงิน” ที่ถาโถมกวาดที่นั่ง สส. ทั้งแบบแบ่งเขตและบัญชีรายชื่อ ทิ้งห่างอันดับ 2 อย่าง “พรรคประชาชน” (118 ที่นั่ง) และอันดับ 3 “พรรคเพื่อไทย” (74 ที่นั่ง) ไปอย่างไม่เห็นฝุ่น
เมื่อผนวกกับพันธมิตรที่แน่นแฟ้นที่สุดอย่าง “พรรคกล้าธรรม” ซึ่งสร้างเซอร์ไพรส์ด้วยการกวาดไปถึง 58 ที่นั่ง ส่งผลให้ขั้วนี้มี สส. ตุนอยู่ในมือแล้วถึง 251 เสียง เกินกึ่งหนึ่งของสภาฯ พร้อมเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้ทันที
สถานการณ์นี้ส่งผลให้ “พรรคเพื่อไทย” กลายเป็นผู้ที่บอบช้ำที่สุด ยุทธศาสตร์ “พรรคตัวแปร” ที่วางหมากไว้พังทลายลงอย่างสิ้นเชิง จากเดิมที่คาดการณ์ว่า ภูมิใจไทยกับพรรคประชชนจะได้คะแนนสูสีกัน จนเกิดการชิงไหวชิงพริบ โดยมีเพื่อไทยเป็นตัวแปรสำคัญในทุกสมการ แต่เมื่อผลลัพธ์คือชัยชนะแบบถล่มทลายของภูมิใจไทย ประกอบกับความมาแรงของพรรคกล้าธรรม อำนาจต่อรองของเพื่อไทยจึงแทบเป็นศูนย์
และภายใต้เงื่อนไขที่พรรคประชาชนประกาศไม่โหวตให้นายอนุทิน กับพรรคประชาธิปัตย์ปฏิเสธการร่วมรัฐบาลกับกล้าธรรม ฉากทัศน์ที่เป็นไปได้จึงเหลือเพียง 2 สูตร ดังนี้

สูตรที่ 1: ภูมิใจไทย + กล้าธรรม + พรรคเล็ก
สมการ: ภูมิใจไทย (193) + กล้าธรรม (58) + กลุ่มพรรคเล็ก (20-25) = 271 – 276 เสียง
จุดเด่น: โควตารัฐมนตรีกระทรวงเกรด A จะอยู่ในมือของภูมิใจไทยและกล้าธรรมแบบเบ็ดเสร็จ
จุดอ่อน: เสถียรภาพน่าเป็นห่วง ตัวเลข 270 กว่าเสียงถือว่า “ปริ่มน้ำ” สำหรับการบริหารระยะยาวที่ควรมีจำนวน สส. ระดับ 300 ขึ้นไป
ความน่าจะเป็น: สูตรนี้จึงน่าจะเป็นเพียง “เกมจิตวิทยา” ที่ภูมิใจไทยใช้บีบเพื่อไทยให้ยอมจำนนมากกว่าจะเป็นทางเลือกจริง

สูตรที่ 2: ภูมิใจไทย + กล้าธรรม + เพื่อไทย
สมการ: ภูมิใจไทย (193) + กล้าธรรม (58) + เพื่อไทย (74) = 325 เสียง
จุดเด่น: เป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพสูงที่สุดในทางคณิตศาสตร์การเมือง
ความน่าจะเป็น : บริบทครั้งนี้ต่างจากอดีต นี่ไม่ใช่การ “จับมือ” แต่คือการ “จำยอม” ของพรรคเพื่อไทย ที่ต้องเข้าร่วมเพื่อความอยู่รอด โควตากระทรวงส่วนใหญ่อยู่ในระดับเกรด B หรือ C และต้องอยู่อย่างเจียมตัว ประกอบกับปัจจัยเรื่องคดีความของคนในตระกูลชินวัตร ทำให้เพื่อไทยไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องกลืนเลือดเข้าร่วมรัฐบาล
หากสูตรนี้เกิดขึ้นจริง สถานะของพรรคเพื่อไทยจะไม่ต่างอะไรกับ “ลูกไก่ในกำมือ” ของพรรคภูมิใจไทย จะขยับตัวก็ยาก จะถอนตัวก็เกรงเกิดผลกระทบกับคนในตระกูลชินวัตร จำต้องยอมรับสภาพพรรคร่วมอันดับ 2 ที่แทบไร้อำนาจต่อรอง

บทความโดย ศราวุธ เอี่ยมเซี่ยม
Srawut
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ดูในหมวด Editor →ระบอบอากง ไม่ส่งผลกระทบ ! โพลชี้ “ชัชชาติ” ยังนำห่าง 67.30 %
โพลสำรวจชี้ว่าระบอบอากงไม่ส่งผลกระทบต่อความนำของ “ชัชชาติ” ซึ่งยังคงนำห่างอยู่ที่ 67.30 %
หนี้ภาษีหุ้นชินคอร์ป ทักษิณจะดึงเกม ยอมจ่าย หรือเลือกล้มละลาย ?
ทักษิณ ชินวัตร เผชิญหนี้ภาษีหุ้นชินคอร์ป 1.76 หมื่นล้านบาท และต้องเลือกระหว่างการจ่ายหนี้ ยืดเวลา หรือเสี่ยงต่อการล้มละลาย
“สามารถ” ผ่าเบื้องลึก รถไฟฟ้า 40 บาทตลอดวัน กลายเป็นฝันค้าง
บทความวิเคราะห์เรื่องรถไฟฟ้า 40 บาทตลอดวัน ซึ่งกลายเป็นฝันค้าง
รู้จัก “พนัส ไทยล้วน” ผู้ที่เรียกตัวเองว่า “พ่อมดประกันสังคม”
บทความวิเคราะห์เกี่ยวกับ “พนัส ไทยล้วน” ผู้ที่เรียกตัวเองว่า “พ่อมดประกันสังคม” และอิทธิพลของเขาในระบบแรงงานไทย




