ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
Live · Breaking
สวนนงนุชจัดพิธีเปลี่ยนธงมนตรา เติมสีสันท่องเที่ยวไทยย้อนรอยการแพ้สงครามเวียดนาม ประวัติศาสตร์ที่อเมริกาอยากลืมจับตา เจรจารอบ 2 สหรัฐฯ อิหร่าน ! เงื่อนไขสำคัญอยู่ที่โครงการนิวเคลียร์  เมื่อฮอร์มุซถูกปิดล้อม ! ทางกลับสู่โต๊ะเจรจา หรือเส้นทางสู่สงคราม ?“สามฉากทัศน์ใน ฮอร์มุซ“ เมื่อสหรัฐ ‘คุมทาง’ จีน ‘ต้องใช้ทาง’ และอิหร่าน ‘อยู่บนทาง’”ตะวันออกกลางตึงเครียดอีกครั้ง CENTCOM ประกาศเริ่มปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซสวนนงนุช จัดใหญ่ มหาสงกรานต์ดอกไม้บานรู้จัก CENTCOM หน่วยงานที่ถูกกล่าวถึงมากสุดในเวลานี้สวนนงนุชจัดพิธีเปลี่ยนธงมนตรา เติมสีสันท่องเที่ยวไทยย้อนรอยการแพ้สงครามเวียดนาม ประวัติศาสตร์ที่อเมริกาอยากลืมจับตา เจรจารอบ 2 สหรัฐฯ อิหร่าน ! เงื่อนไขสำคัญอยู่ที่โครงการนิวเคลียร์  เมื่อฮอร์มุซถูกปิดล้อม ! ทางกลับสู่โต๊ะเจรจา หรือเส้นทางสู่สงคราม ?“สามฉากทัศน์ใน ฮอร์มุซ“ เมื่อสหรัฐ ‘คุมทาง’ จีน ‘ต้องใช้ทาง’ และอิหร่าน ‘อยู่บนทาง’”ตะวันออกกลางตึงเครียดอีกครั้ง CENTCOM ประกาศเริ่มปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซสวนนงนุช จัดใหญ่ มหาสงกรานต์ดอกไม้บานรู้จัก CENTCOM หน่วยงานที่ถูกกล่าวถึงมากสุดในเวลานี้
The Insight News
สถานการณ์การเมืองไทย ไม่ว่าคนรุ่นไหนก็เจ็บปวด

สถานการณ์การเมืองไทย ไม่ว่าคนรุ่นไหนก็เจ็บปวด

ระวี ตะวันธรงค์
ระวี ตะวันธรงค์
กองบรรณาธิการ
2 min read

ในสังคมมนุษย์ ความขัดแย้งถือเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่ต้องมีตามธรรมชาติของคนหมู่มาก ที่มีภูมิหลังร้อยพ่อพันแม่ สังคมไทยเองก็ผ่านความขัดแย้งมานับไม่ถ้วน โดยเฉพาะความขัดแย้งในเรื่องอุดมการณ์ทางการเมือง ทว่าในโลกที่เปลี่ยนไปทุกวันนี้ ความขัดแย้งอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจน คือความขัดแย้งระหว่างคนรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่ ซึ่งยึดถึงหลักการและคุณค่าต่างกัน ทั้งยังมีทัศนคติต่อโลกที่แตกต่างกันอย่างรุนแรง และหลายครั้งเราจะพบว่า ขณะที่คนรุ่นใหม่พยายามขับเคลื่อนโลกไปข้างหน้า คนรุ่นเก่าก็พยายามเกาะกุมโลกนี้ไว้ กลายเป็นรอยร้าวระหว่างช่วงวัยที่ยากจะผสาน

เหตุใดการเปลี่ยนแปลงโลกโดยคนรุ่นใหม่จึงสั่นสะเทือนความรู้สึกของคนรุ่นเก่า และนำไปสู่การปะทะกันทางความคิด? คำตอบที่น่าสนใจคือบริบททางการเมืองและสังคม ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการหล่อหลอมให้คนแต่ละรุ่นมีทัศนคติและความรู้สึกนึกคิดที่แตกต่างกัน สภาพสังคมภายใต้รัฐบาลเผด็จการอาจสร้างพลเมืองที่สยบยอมต่ออำนาจโดยไม่ตั้งคำถาม ขณะที่แรงกดดันจากการบริหารประเทศอย่างไร้ประสิทธิภาพก็บีบให้คนรุ่นใหม่ ที่เติบโตมาในยุคเสรีภาพทางการสื่อสาร ต้องลุกขึ้นมาวิพากษ์วิจารณ์และเรียกร้องการเปลี่ยนแปลง

คนไทยในแต่ละรุ่นเติบโตมาในสภาพบ้านเมืองแบบไหน และอะไรทำให้พวกเขาคิดอย่างที่พวกเขาคิด และเป็นในสิ่งที่พวกเขากำลังเป็นอยู่ มาไล่ดูกันทีละรุ่นเลย

เบบี้บูมเมอร์: เติบโตใต้เผด็จการ เชื่อฟังรัฐโดยไม่แตกแถว

เบบี้บูมเมอร์ (Baby Boomer) คือกลุ่มคนที่เกิดในช่วง พ.ศ. 2489 – 2507 ซึ่งเป็นช่วงเวลาหลังจากสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง ขณะนั้น สังคมโลกเริ่มเข้าสู่ความสงบและมีเสถียรภาพมากขึ้น เศรษฐกิจฟื้นตัว พร้อมเทคโนโลยีทางการแพทย์ การเกษตร และการผลิตอาหารก้าวหน้ามากขึ้น ส่งผลให้จำนวนประชากรโลกเพิ่มขึ้นกว่า 2% เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ เมื่ออัตราการบริโภคขยายตัวจากประชากรที่เพิ่มขึ้น อุตสาหกรรมจึงเน้นการผลิตสินค้าซ้ำๆ ในปริมาณที่มากที่สุด เร็วที่สุด และต้นทุนต่ำที่สุด เพื่อให้ทันต่อสถานการณ์

นอกจากนี้ โลกยังเข้าสู่ยุคสงครามเย็น อันเป็นความขัดแย้งกันระหว่างสองขั้วทางการเมือง ได้แก่ ฝ่ายเสรีประชาธิปไตย ที่นำโดยสหรัฐอเมริกา และฝ่ายคอมมิวนิสต์ ที่นำโดยสหภาพโซเวียตและจีน ทำให้สหรัฐฯ เร่งดำเนินนโยบายเพื่อจำกัดการแผ่อิทธิพลของแนวคิดคอมมิวนิสต์ และไทยก็เป็นหนึ่งในหมากที่สหรัฐฯ ใช้เดินเกมครั้งนี้

สำหรับประเทศไทย นอกจากอัตราการเพิ่มประชากรที่สูงขึ้นถึง 4% ยุคนี้ยังเป็นยุคที่ประเทศไทยถูกปกครองโดยระบอบเผด็จการ ที่โดดเด่นที่สุดคือจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ในยุคนี้ รัฐบาลไทยได้จับมือกับสหรัฐฯ ในการต่อต้านคอมมิวนิสต์ แลกกับการสนับสนุนด้านเศรษฐกิจและการศึกษาจากสหรัฐฯ ทำให้ในยุคนี้ เศรษฐกิจไทยค่อยๆ เติบโต สังคมมีเสถียรภาพ เนื่องจากอยู่ภายใต้รัฐบาลเผด็จการที่ไม่มีพื้นที่ให้คนคิดต่าง ควบคู่ไปกับแนวคิดชาตินิยม “ผีคอมมิวนิสต์” ที่รัฐคอยสร้างมาหลอกหลอนประชาชนให้อยู่ในระบบระเบียบ ไม่แตกแถว

เมื่อพิจารณาจากบริบททางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมในยุคนี้ จะพบว่า คนกลุ่มเบบี้บูมเมอร์นั้นเกิดและเติบโตผ่านครอบครัวและระบบการศึกษาที่เน้นป้อนคนเข้าสู่ระบบราชการและสายพานการผลิต สังคมเผด็จการและอุตสาหกรรมที่เน้นการผลิตจำนวนมาก จำเป็นต้องใช้การสั่งการแบบบนลงล่าง บุคลากรในระบบต้องพร้อมทำตามคำสั่ง อดทนทำงานซ้ำๆ ได้ และคนที่ทำงานมีประสิทธิภาพ คือคนท่องจำเก่ง และแก้ปัญหาที่มีคำตอบสำเร็จรูปได้ ขณะที่คนที่มีพฤติกรรมแตกต่าง คือคนก้าวร้าว ต้องถูกลงโทษด้วยวิธีการที่รุนแรง

สภาพสังคมที่ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงอย่างช้าๆ ปราศจากความวุ่นวายภายใต้ระบบเผด็จการ และเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างสม่ำเสมอด้วยการลงทุนจากต่างชาติ แลกกับการเป็นฐานที่มั่นในการต่อสู้กับคอมมิวนิสต์ในภูมิภาคอินโดจีน ส่งผลให้คนที่เติบโตในยุคนี้กลัวการเปลี่ยนแปลง ยึดติดกับภาพความสำเร็จในอดีต และเป็นคนกลุ่มที่รู้สึกไม่ไว้วางใจระบอบประชาธิปไตย เพราะมองว่าจะเป็นระบบที่สั่นคลอนเสถียรภาพทางสังคมที่คงอยู่มาอย่างยาวนาน

เจนเอ็กซ์ (Gen X): เติบโตในยุคมืดของเสรีภาพและบาดแผลทางประวัติศาสตร์

คนเจนเอ็กซ์ เป็นกลุ่มคนที่เกิดและเติบโตในช่วง พ.ศ. 2508 – 2522 ซึ่งยังคงอยู่ในยุคสงครามเย็น และรัฐบาลเผด็จการภายใต้การนำของจอมพลถนอม กิตติขจร โฆษณาชวนเชื่อเกี่ยวกับอันตรายของคอมมิวนิสต์ยังคงไหลเวียนในสังคม ระบบการศึกษาทำหน้าที่รักษาระเบียบของสังคม และผลิตคนเข้าสู่ระบบราชการ ไม่เน้นการคิดวิเคราะห์และถกเถียง ส่วนสื่อหลักที่ทำหน้าที่เผยแพร่ข่าวสารยังคงมีจำกัด และส่วนใหญ่อยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐ

อย่างไรก็ตาม ยุคนี้เริ่มมีขบวนการนักศึกษาและประชาชนที่คอยตรวจสอบและวิพากษ์วิจารณ์สหรัฐฯ ญี่ปุ่น และรัฐบาลทหาร โดยเผยแพร่ข้อมูลด้วยโปสเตอร์วาดมือและหนังสือทำมือ ขบวนการนักศึกษาเหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการขับไล่ผู้นำเผด็จการในเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 นำไปสู่ยุคประชาธิปไตยเบ่งบานในช่วงสั้นๆ ก่อนที่แสงแห่งเสรีภาพจะดับวูบลงอีกครั้งในอีก 3 ปีต่อมา จากการเดินทางกลับเข้าประเทศไทยของจอมพลถนอม และตามด้วยการปลุกปั่นเรื่องนักศึกษาเป็นคอมมิวนิสต์ และต้องการล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ จนนำไปสู่เหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 ที่มีผู้สูญหาย บาดเจ็บและเสียชีวิตอย่างน่าสลดใจเป็นจำนวนมาก หลังจากนั้น สื่อเข้าสู่ยุคมืด เนื่องจากรัฐบาลไทยเข้าควบคุมสื่อทั้งหมด และการเผยแพร่ข้อเท็จจริงถือเป็นความผิด

ลักษณะของคนเจนเอ็กซ์ที่เกิดและเติบโตในยุคนี้ จึงสามารถแบ่งได้ออกเป็นสองกลุ่ม คือกลุ่มที่เป็นนักปฏิวัติ ต้องการการเปลี่ยนแปลง มีความมั่นใจในตัวเอง และกลุ่มที่ยังคงมีแนวคิดอนุรักษ์นิยม ไม่เชื่อมั่นในการเปลี่ยนแปลง เชื่อในระเบียบ ลำดับชั้นในสังคม และชาตินิยม โดยเฉพาะผู้ที่เกิดและเติบโตในช่วงหลังเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 มักจะมองว่าการเมืองเป็นเรื่องต้องห้าม ไม่ควรเข้าไปเกี่ยวข้อง

ในแง่ชีวิตส่วนตัว เจนเอ็กซ์รวมทั้งกลุ่มเบบี้บูมเมอร์มีลักษณะร่วมกันคือไม่แสดงออกถึงความรู้สึกและความต้องการของตัวเองในฐานะปัจเจก ให้คุณค่ากับการทำงานหนัก เพื่อสร้างฐานะ และปัจจุบันคนกลุ่มนี้เป็นคนทำงานในตำแหน่งสูง มีความรับผิดชอบในฐานะผู้นำองค์กรและผู้นำครอบครัว

เจนวาย (Gen Y): จากอะนาล็อกสู่ดิจิทัล จากประชาธิปไตยสู่รัฐประหาร (อีกครั้ง)

กลุ่มคนเจนวาย (Gen Y) คือคนที่เกิดและเติบโตในช่วง พ.ศ. 2523 – 2537 ซึ่งเป็นยุคสมัยที่มีจุดเด่นอยู่ที่ทศวรรษ 2530 ในสมัยที่พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นนายกรัฐมนตรี และผลักดันนโยบายการต่างประเทศ ที่รู้จักกันดีในชื่อ “เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า” พร้อมเปิดทางให้เอกชนเข้ามาลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในหลายโครงการ จนมีการคาดการณ์ว่าประเทศไทยจะเป็น “เสือตัวที่ 5” ของเอเชีย อย่างไรก็ตาม ใน พ.ศ. 2534 เกิดการรัฐประหารโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ รสช. และในปีต่อมา เกิดเหตุปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร และประชาชนที่ออกมาเคลื่อนไหวประท้วงการสืบทอดอำนาจของรัฐบาลทหาร ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก เหตุการณ์ครั้งนั้นเรียกว่า “พฤษภาทมิฬ”

นอกจากเศรษฐกิจที่เฟื่องฟูและการดิ่งลงเหวในแง่การเมือง ยุคนี้เป็นยุคที่โลกเปลี่ยนผ่านจากเทคโนโลยีอะนาล็อกไปสู่ดิจิทัล เทคโนโลยีการสื่อสารเจริญก้าวหน้าด้วยโทรศัพท์บ้าน โทรศัพท์เคลื่อนที่ เพจเจอร์ แฟกซ์ รวมทั้งคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต ทำให้การกระจายข่าวสารทำได้ง่ายดายขึ้นกว่ายุคก่อน ขณะเดียวกัน สื่อมวลชนก็มีความหลากหลายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นรายการ จส.100 สารคดี รวมทั้งหนังสือพิมพ์การเมืองและสื่อเชิงสืบสวน ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบและวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลอย่างเข้มข้น และส่งผลต่อการเติบโตของขบวนการชนชั้นกลางที่ต่อต้านอำนาจ รสช. ในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ

ในแง่ศิลปวัฒนธรรม คนเจนวายเติบโตในยุคที่อุตสาหกรรมดนตรีและภาพยนตร์เฟื่องฟู ที่เรียกกันทั่วไปในขณะนี้ว่า “ยุค 90s” เกิดค่ายเพลงอินดี้และเพลงแนวอัลเทอร์เนทีฟ สะท้อนถึงพลังความคิดสร้างสรรค์อันไร้กรอบของคนรุ่นใหม่

สภาพการเมืองและสังคมในยุคนี้ จึงหล่อหลอมให้คนเจนวาย ชอบความรวดเร็ว มีความคิดสร้างสรรค์ สนุกสนาน มองโลกในแง่ดี แม้จะต้องทำงานหนักเพื่อสร้างฐานะ แต่ก็ยังมองหาสมดุลในชีวิต 

อย่างไรก็ตาม จะเห็นได้ว่าทั้งเบบี้บูมเมอร์ เจนเอ็กซ์ และเจนวาย ต่างผ่านสถานการณ์รัฐประหารและการต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยหลายครั้ง แต่ไม่ประสบความสำเร็จ จึงทำให้คนกลุ่มนี้รู้สึกหมดหวังกับการเปลี่ยนแปลง ไม่เชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นได้ หลายคนหันหลังและเพิกเฉยต่อการเมือง

นอกจากนี้ คนทั้งสามรุ่นนี้ยังเชื่อในแนวทางแก้ปัญหาแบบอำนาจนิยม เชื่อว่าการใช้คำสั่งบังคับ กำลังทหาร หรือการใช้อำนาจผ่านกฎหมายเป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง รวมทั้งไม่มีปัญหากับการรัฐประหาร หากเป็นไปเพื่อให้ได้มาซึ่งความสงบเรียบร้อยในสังคม ขณะที่การถกเถียงและการสร้างความเท่าเทียมในสังคมอาจนำไปสู่ความแตกแยก

เจนซี (Gen Z): ฉันเกิดในยุคสมัยแห่งความวุ่นวายไม่รู้จบ

สำหรับเจนซี (Gen Z) คือกลุ่มคนที่เกิดในช่วง พ.ศ. 2538 – 2552 ซึ่งนอกจากจะร่วมสมัยกับวิกฤตเศรษฐกิจทั่วโลก หรือในประเทศไทยเรียกว่าวิกฤตต้มยำกุ้ง ที่ทำให้เศรษฐกิจไทยซบเซาอย่างต่อเนื่องยาวนานแล้ว ยังตามมาด้วยเหตุการณ์ทางการเมืองที่รุนแรงหลายเหตุการณ์ ทั้งเหตุการณ์ความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ไม่เพียงแต่ก่อให้เกิดความสูญเสียเท่านั้น แต่ยังถูกตอกย้ำจากกระแสความกลัวอิสลามที่เกิดขึ้นหลังเหตุการณ์ 911 นำไปสู่อคติที่มีต่อคนในพื้นที่ด้วย

ในกรุงเทพมหานครเอง ก็มีการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งเกิดขึ้นเพื่อต่อต้านรัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร ก่อนจะเกิดเหตุการณ์รัฐประหารโดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ คมช. ซึ่งเป็นการรัฐประหารครั้งที่ 12 ในประวัติศาสตร์ไทย

ในด้านบริบททางสังคม ยุคนี้ถือเป็นยุคที่เทคโนโลยีดิจิทัลมีบทบาทอย่างเต็มที่ในสังคม โดยเฉพาะโซเชียลมีเดียต่างๆ นับตั้งแต่ MySpace, Hi5, Facebook และ Twitter รวมถึงช่องทางสื่อที่กว้างขวางขึ้น และมีต้นทุนการผลิตสื่อที่ต่ำลง ทำให้เราเห็นเคเบิลทีวี วิทยุชุมชน เว็บไซต์และกระทู้ออนไลน์ ซึ่งก่อให้เกิดการรวมตัวของกลุ่มคนที่มีอุดมการณ์ทางการเมืองเดียวกัน และกลายเป็นกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างเสื้อเหลือง ที่ได้รับข้อมูลจาก ASTV และเสื้อแดงที่เสพข่าวสารจาก Peace TV รวมทั้งการเติบโตของสำนักพิมพ์ใหม่ๆ ที่มีเนื้อหาวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลและประวัติศาสตร์ อย่าง ฟ้าเดียวกัน หรือ Illuminations และสำนักข่าวออนไลน์ต่างๆ

สื่อออนไลน์และโซเชียลมีเดีย เปิดโอกาสให้คนเจนซีได้ทำความรู้จักโลกที่อยู่นอกเหนือจากเขตแดนประเทศไทย ได้เรียนรู้ความแตกต่างหลากหลาย และพบว่าความหลากหลายไม่ใช่เรื่องผิดแปลก ส่งผลให้พวกเขาเข้าใจเรื่องสิทธิเสรีภาพ และเริ่มตั้งคำถามต่อกฎเกณฑ์ของคนรุ่นเก่าอย่างเปิดเผย

อย่างไรก็ตาม ช่องว่างระหว่างวัยที่มีกับคนรุ่นเก่า บวกกับการเติบโตในภาวะที่ครอบครัวขาดความมั่นคงทางการเงิน เนื่องด้วยสภาพเศรษฐกิจ ทำให้คนรุ่นนี้รู้สึกว่าไม่สามารถวางแผนอนาคตของตัวเองได้ รวมทั้งยังต้องแบกความคาดหวังจากคนรุ่นพ่อแม่ ปู่ย่าตายาย ที่มีมาตรฐานความสำเร็จแตกต่างจากคนรุ่นใหม่ ส่งผลให้คนเจนซีรู้สึกกดดัน ด้อยค่า หลายคนประสบปัญหาสุขภาพจิต ขณะที่หลายคนสะสมความโกรธจากการที่ผู้ใหญ่ใช้อำนาจ และพยายามต่อต้านอำนาจของผู้ใหญ่

เจนอัลฟา (Gen Alpha)

คนเจนอัลฟาเกิดและเติบโตในช่วง พ.ศ. 2553 – 2567 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ความบาดหมางทางแนวคิดทางการเมืองร้าวลึกมากขึ้น โดยสะท้อนผ่านการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. ที่ลุกขึ้นมาต่อต้านอำนาจของรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร แต่กลับถูกสลายการชุมนุมด้วยความรุนแรง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 99 ราย และผู้บาดเจ็บจำนวนมาก โดยไม่มีผู้ใดแสดงความรับผิดชอบต่อความรุนแรงที่เกิดขึ้นโดยรัฐ แม้ต่อมา ประเทศไทยจะมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งนำโดยนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แต่สุดท้ายก็เกิดการชุมนุมขับไล่รัฐบาลอีกครั้ง โดยคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ตามมาด้วยการรัฐประหารครั้งล่าสุด โดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. นำโดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา

ความหวังทางการเมืองเกิดขึ้นอีกครั้ง จากการก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ ที่มีกลุ่มเป้าหมายเป็นคนรุ่นใหม่ ทว่าหลังจากการเลือกตั้งใน พ.ศ. 2562 พรรคอนาคตใหม่กลับถูกยุบพรรค ส่งผลให้คนรุ่นใหม่เกิดความไม่พอใจ บวกกับการบริหารงานที่ไร้ประสิทธิภาพของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ นำไปสู่ “ม็อบสามนิ้ว” ที่ประชาชนคนรุ่นใหม่พากันออกมาชุมนุม และส่งเสียงสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างมากมายที่หมักหมมในสังคมไทยมาเป็นเวลานาน ทั้งยังเกิดแกนนำคนรุ่นใหม่ ที่ผลัดเปลี่ยนกันออกมานำการแสดงออกทางการเมืองในรูปแบบต่างๆ

ยิ่งกว่านั้น สถานการณ์โควิด-19 ยังเข้ามาตอกย้ำปัญหาเชิงโครงสร้างและการบริหารประเทศที่ไร้ประสิทธิภาพให้หนักหนาสาหัสกว่าเดิม คนรุ่นใหม่ได้รับผลกระทบจากการเรียนออนไลน์ต่อเนื่องกันเป็นเวลาหลายปี ครอบครัวประสบปัญหาเศรษฐกิจในสถานการณ์โรคระบาด ขณะเดียวกัน เด็กและเยาวชนที่เข้าร่วมการชุมนุมหลายคนถูกลงโทษโดยพ่อแม่ และต้องเผชิญกับการสลายการชุมนุมอย่างรุนแรงโดยเจ้าหน้าที่รัฐ จนมีผู้เสียชีวิต และมีนักโทษการเมืองจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม แพลตฟอร์มออนไลน์มีบทบาทสำคัญอย่างมากในการเคลื่อนไหวทางการเมืองของคนรุ่นใหม่ และยุคดิจิทัลเต็มรูปแบบ ก็หล่อหลอมให้คนรุ่นนี้มีความรักอิสระ เรียนรู้เร็ว ชอบความท้าทาย ให้คุณค่าต่อความหลากหลาย เชื่อเรื่องการเปลี่ยนแปลง สิทธิเสรีภาพและความเท่าเทียม ประชาธิปไตย การถกเถียงทางการเมือง การตรวจสอบและวิพากษ์วิจารณ์รัฐ

อยู่ร่วมกันต่อไป แม้จะแตกต่างมากมายก็ตาม

นับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา จนกระทั่งถึงวันที่พรรคก้าวไกล ซึ่งพัฒนามาจากพรรคอนาคตใหม่ ได้คะแนนเสียงเลือกตั้งเป็นอันดับหนึ่ง และสร้างความหวังว่าประเทศไทยจะหลุดพ้นจากยุคสมัยอันไร้เสถียรภาพและขาดสิทธิเสรีภาพ เราจะพบว่า เหตุการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นในทุกยุคสมัยล้วนสร้างความเจ็บปวดและบาดแผลในใจคนทุกรุ่น เช่นเดียวกับความเจริญตามยุคสมัย ที่หล่อหลอมให้คนแต่ละรุ่นค่อยๆ เติบโตและเรียนรู้สิ่งต่างๆ อย่างไม่หยุดนิ่ง

นี่ไม่ใช่การขิงกันว่าใครเจ็บกว่า แต่ท่ามกลางความวุ่นวายทางการเมือง เราทุกคนล้วนเจ็บปวด และความหลากหลายของความคิดไม่ใช่เรื่องผิด สิ่งที่เราควรทำคือเรียนรู้ความเจ็บปวดของกันและกัน อยู่ร่วมกับบาดแผลเหล่านั้นอย่างเข้าใจ และให้คำมั่นสัญญาว่า “Never Again” คือ “มันจะไม่เกิดขึ้นอีก”

ระวี ตะวันธรงค์
Author

ระวี ตะวันธรงค์

แชร์บทความนี้

ช่วยกระจายข่าวเชิงลึกให้คนมากขึ้น

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ดูในหมวด INSIGHT

ย้อนรอยการแพ้สงครามเวียดนาม ประวัติศาสตร์ที่อเมริกาอยากลืม

ภาพเฮลิคอปเตอร์อพยพผู้คนจากสถานทูตสหรัฐฯ ในไซง่อนปี 1975 เป็นสัญลักษณ์ความพ่ายแพ้ของอเมริกาในสงครามเวียดนาม บทเรียนจากความหวาดระแวง กลยุทธ์ผิดพลาด และการประเมินคู่ต่อสู้ต่ำเกินไป.

Srawut··1 min read

จับตา เจรจารอบ 2 สหรัฐฯ อิหร่าน ! เงื่อนไขสำคัญอยู่ที่โครงการนิวเคลียร์  

การเจรจารอบ 2 ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านมีความสำคัญต่อเสถียรภาพตะวันออกกลางและเศรษฐกิจโลก โดยมีโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านเป็นแกนหลักของความขัดแย้ง

Srawut··1 min read

เมื่อฮอร์มุซถูกปิดล้อม ! ทางกลับสู่โต๊ะเจรจา หรือเส้นทางสู่สงคราม ?

สหรัฐอเมริกาประกาศปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ หลังการเจรจากับอิหร่านล้มเหลว สถานการณ์นี้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเผชิญหน้าทางทหารและวิกฤตพลังงานโลก

Srawut··1 min read

“สามฉากทัศน์ใน ฮอร์มุซ“ เมื่อสหรัฐ ‘คุมทาง’ จีน ‘ต้องใช้ทาง’ และอิหร่าน ‘อยู่บนทาง’”

สหรัฐเริ่มสกัดกั้นเรือเข้า-ออกท่าเรืออิหร่านผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ขณะจีนประกาศต้องการเข้าถึงพลังงาน สร้างเกมมหาอำนาจสามเหลี่ยมที่เต็มไปด้วยความเสี่ยง

Srawut··1 min read