การเมืองไทยถูกตีข่าวให้ประชาชนปวดเศียรเวียนเกล้าแทบจะทุกวัน ต้องลุ้นว่าพรรคการเมืองที่ได้เสียงสนับสนุนจากประชาชนมาเป็นอันดับ 1 จะได้จัดตั้งรัฐบาลหรือไม่ หรือต้องคิดหาทางให้พรรคร่วมต่อต้านลุงเป็นรัฐบาลโดยฝ่าอุปสรรคอีกมากมาย ทั้งที่ประเด็นเหล่านี้ไม่ควรเป็นสิ่งที่ประชาชนกังวล เพราะหากประเทศไทยเป็นประชาธิปไตย มีกฎกติกาที่เป็นธรรม เจ้าของประเทศคือประชาชน และสื่อให้ข้อมูลกับประชาชนด้วยความถูกต้อง สิ่งเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นเลย
การเมืองไทย
เหตุแห่งความกังวล กินไม่ได้นอนไม่หลับของหลายคนตอนนี้ มักเป็นเรื่องการเมือง แต่จริงๆ แล้ว ประชาชนไม่จำเป็นต้องกังวล เพราะพรรคร่วมรัฐบาลที่มาจากมติมหาชนมีเสียงถึง 312 เสียง ยังไงต้องได้จัดตั้งรัฐบาลอย่างแน่นอน และ ส.ว. เองก็สมควรที่จะโหวตให้รัฐบาลเสียงข้างมากไปต่อ ที่สำคัญบรรดาลุงๆ ควรปล่อยวาง ด้วยน้ำใจนักกีฬา ให้ฝ่ายประชาธิปไตยจัดตั้งรัฐบาล ไม่ควรมีนักร้องที่ใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายมาทำลายประชาธิปไตย หรือการยื้อระบอบประชาธิปไตยที่มาจากมติของมหาชนน
ประชาธิปไตย
ในระบอบประชาธิปไตย การถกเถียงทะเลาะกันเป็นเรื่องปกติ แต่ควรที่จะจบที่ระบบรัฐสภาตัวแทนของประชาชนที่มาจาการเลือกตั้ง ไม่ควรมีการรัฐประหาร โดยอ้างเงื่อนไขเรื่องความแตกแยก หรือรัฐบาลแห่งชาติ เพราะในระบอบประชาธิปไตย 2 สิ่งนี้ควรที่จะถูกลืม และทำให้เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เลย เพราะการรัฐประหารมีลักษณะเป็นเผด็จการ ไม่ควรอยู่คู่กับประชาธิปไตย และรัฐบาลแห่งชาติเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ในสถานการณ์ปกติ ประเทศไทยไม่เคยมีรัฐบาลแห่งชาติที่เป็นประชาธิปไตย และบริบทของประเทศไทยแตกต่างจากรัฐบาลอังกฤษในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่อยู่ในช่วงภาวะสงคราม ถูกเยอรมนีโจมตีถึงเกาะอังกฤษ จึงจำเป็นต้องมีรัฐบาลแห่งชาติ เพื่อหารือในคณะรัฐมนตรีปกป้องประเทศจากสงคราม
สื่อไทยไม่ควรสร้างความกังวล
สื่อไทยต้องปรับตัวไม่สมควรที่จะตีข่าวเพราะอยากได้ยอด ตามกระแส ต้องการเพียงป้อนอาหารที่คนหิวแล้วต้องการเพียงอย่างเดียว แต่ควรหันกลับมาทบทวนการเป็นสื่อของตัวเอง ที่ควรสร้างความรู้ให้กับประชาชน สร้างข่าวประเทืองปัญญาเพื่อปกป้องประชาชน ไม่ใช่ถามหาแต่สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ สมมติฐานขึ้นมาเองขาดหลักการวิเคราะห์ ขาดหลักความจริง และขาดความชอบธรรมในเรื่องที่ถาม เช่นเรื่องรัฐบาลเสียงข้างน้อย หรือให้พื้นที่ปล่อยข่าวเฟคนิวส์โดยไม่ชี้ให้เห็นถึงความถูกต้อง เช่น ปล่อยให้สนธิ ลิ้มทองกุล หรือจารุณี สุขสวัสดิ์ ปล่อยข้อมูลที่ไม่มีแก่นสารและความถูกต้อง เรื่องสหรัฐอเมริกาจะยึดครองประเทศไทย ตั้งฐานทัพในประเทศไทย จนมีผลกระทบด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ รวมถึงทำให้อารยประเทศดูถูกคนไทยว่าด้อยการศึกษาหรือขาดความรู้จากการเชื่อเฟคนิวส์ เปรียบเสมือนเอาน้ำเน่าจากคลองแสนแสบมาสาดให้แปดเปื้อนประชาชน ทำให้กลิ่นเหม็นติดตัวประชาชนไปทั่ว
ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่ “การเมืองไทย ประชาธิปไตย ที่ไม่สมควรต้องกังวล” คนที่ควรกังวลคือ เผด็จการที่ต้องหาทางลงจากเวทีการเมืองในระบอบประชาธิปไตย สื่อไทยที่สมควรต้องกังวลในการปรับตัว ปฏิรูปตนเอง ให้นำเสนอข้อมูลอย่างมีตรรกะ มีความรู้นำประเทศไทยสู่สังคมที่มีเหตุมีผล โดยที่ประชาชนไม่ต้องกังวล เพราะทุกวันนี้ประชาชน นำนักการเมือง นำเผด็จการ นำสื่อไปเรียบรแล้ว เหลือแค่กลิ่นน้ำเน่าที่ประชาชนถูกสาดไว้ให้มีกลิ่นเหม็นเน่าติดเสื้อผ้า รั้งดึงไว้ รอเวลาอาบน้ำ ชำระล้าง สิ่งแปดเปื้อนเท่านั้นเอง
ระวี ตะวันธรงค์
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ดูในหมวด INSIGHT →ย้อนรอยการแพ้สงครามเวียดนาม ประวัติศาสตร์ที่อเมริกาอยากลืม
ภาพเฮลิคอปเตอร์อพยพผู้คนจากสถานทูตสหรัฐฯ ในไซง่อนปี 1975 เป็นสัญลักษณ์ความพ่ายแพ้ของอเมริกาในสงครามเวียดนาม บทเรียนจากความหวาดระแวง กลยุทธ์ผิดพลาด และการประเมินคู่ต่อสู้ต่ำเกินไป.
จับตา เจรจารอบ 2 สหรัฐฯ อิหร่าน ! เงื่อนไขสำคัญอยู่ที่โครงการนิวเคลียร์
การเจรจารอบ 2 ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านมีความสำคัญต่อเสถียรภาพตะวันออกกลางและเศรษฐกิจโลก โดยมีโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านเป็นแกนหลักของความขัดแย้ง
เมื่อฮอร์มุซถูกปิดล้อม ! ทางกลับสู่โต๊ะเจรจา หรือเส้นทางสู่สงคราม ?
สหรัฐอเมริกาประกาศปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ หลังการเจรจากับอิหร่านล้มเหลว สถานการณ์นี้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเผชิญหน้าทางทหารและวิกฤตพลังงานโลก
“สามฉากทัศน์ใน ฮอร์มุซ“ เมื่อสหรัฐ ‘คุมทาง’ จีน ‘ต้องใช้ทาง’ และอิหร่าน ‘อยู่บนทาง’”
สหรัฐเริ่มสกัดกั้นเรือเข้า-ออกท่าเรืออิหร่านผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ขณะจีนประกาศต้องการเข้าถึงพลังงาน สร้างเกมมหาอำนาจสามเหลี่ยมที่เต็มไปด้วยความเสี่ยง




