
ก้าวย่างการเมืองไทย ที่ถนนทุกสายมุ่งสู่พรรค “เพื่อไทย”
เป็นที่แน่ชัดแล้วว่าพรรคก้าวไกลไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาล และส่งพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เข้าสู่ทำเนียบรัฐบาลในฐานะนายกรัฐมนตรีได้ เพราะภายหลังการโหวตนายกรัฐมนตรีรอบแรกไม่สำเร็จ ติดเงื่อนไขกฎหมาย รัฐธรรมนูญมาตรา 272 ให้อำนาจ สว. โหวตนายกรัฐมนตรี และไม่มีเสียงสนับสนุนการเข้าสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีที่ต้องมีเสียงถึง 376 เสียง ขณะที่ 8 พรรคร่วมฝ่ายประชาธิปไตยมีคะแนนเสียงในรัฐสภา 312 เสียง
ภายหลังการโหวตนายกรัฐมนตรีรอบแรกผ่านไป ได้มีการเสนอชื่อพิธา เป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคมที่ผ่านมา แต่ด้วยความบิดเบี้ยวทางการเมือง และการฝืนมติมหาชนของนักการเมืองฝ่ายเผด็จการ และ สว. ที่มาจากการแต่งตั้ง ทำให้การเสนอชื่อพิธา เป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง ต้องมีอันพับเก็บไป เพราะให้เหตุผลว่าไม่สามารถเสนอชื่อซ้ำได้ และระเบียบข้อบังคับสภา ไม่สามารถยื่นญัตติซ้ำได้ ซ้ำร้ายสภายังโหวตเห็นชอบกับสิ่งนี้ ซึ่งเป็นความบิดเบี้ยวที่เห็นได้ชัด เพราะตามลำดับศักดิ์กฎหมาย กฎหมายรัฐธรรมนูญ ย่อมเป็นกฎหมายสูงสุดไม่มีสิ่งใดขัดได้ ในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี แม้กระทั่งญัตติของสภา
ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นการเผยให้เห็นว่า การเดินจังหวะการเมืองต่างๆ ถูกปูมาเพื่อให้ปิดเกมการจัดตั้งรัฐบาลของพรรคก้าวไกลโดยเร็ว และเป็นการส่งบอลเข้าเท้าให้พรรคอันดับ 2 อย่างพรรคเพื่อไทยจัดตั้งรัฐบาล ลักษณะดังกล่าวจึงเป็นฉากทัศน์การเมืองไทยที่เราควรต้องวิเคราะห์และรู้ล่วงหน้าต่อไปว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับการเมืองไทย และพรรคเพื่อไทยคือผู้ที่เตรียมจัดตั้งรัฐบาล ทำให้ถนนทุกสายของการเมืองไทย ไม่ว่าจะเป็นการดีลจัดตั้งรัฐบาลจาก 8 พรรคร่วม รวมถึงการดีลข้ามขั้วไปฝั่งเผด็จการ ที่มีกระแสข่าวมาตลอดกำลังเริ่มชัดเจนขึ้น ณ ขณะนี้ถนนทุกสายกำลังมุ่งสู่พรรคเพื่อไทยอย่างหอมหวาน โดยที่ไม่สามารถปฏิเสธได้และมีแนวโน้มจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ โดยมีเงื่อนไขคือการต้องเขี่ยพรรคที่มีนโยบายแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา 112 ให้พ้นออกไป ทั้ง สว. รวมถึงพรรคการเมืองอื่นๆ จึงสามารถเข้าร่วมและหนุนพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาลได้
นี่จึงเป็นจังหวะสำคัญของการเมืองไทย ณ ขณะนี้ว่าการตัดสินใจของพรรคเพื่อไทยจะมีแนวทางไปในแนวทางไหน จะหักหลังฝ่ายประชาธิปไตยด้วยกันเองจัดตั้งรัฐบาลให้สำเร็จ โดยอ้างเรื่องการเมืองและประเทศต้องไปต่อ จับมือกับขั้วอำนาจเก่าจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ โดยมีแกนนำคือพรรคเพื่อไทยที่ไร้ก้าวไกลต่อไปนั่นเอง
เส้นทางเพื่อไทยบนถนน 2 ทาง
ปฏิเสธไม่ได้ว่าการจัดตั้งรัฐบาลในขั้นตอนถัดไปอยู่ในมือของพรรคเพื่อไทย ขณะที่พรรคเพื่อไทยมีทางเลือกแค่ 2 ทางเท่านั้น ในการจัดตั้งรัฐบาล คือ 1.จัดตั้งรัฐบาลโดย 8 พรรคร่วม MOU พร้อมเทียบเชิญพรรคอื่นๆ เข้าร่วม เพื่อให้มีเสียงสนับสนุนในสภาผู้แทนราษฎรให้ถึง 376 เสียง โดยที่ไม่ต้องกังวลการมีเสียง สว. สนับสนุนเพิ่มเติม แต่เงื่อนไขนี้ย่อมติดเงื่อนไขการเทียบเชิญพรรคอื่นๆ เข้าร่วมรัฐบาล เพราะพรรคอื่นๆ ที่จะร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทยติดเงื่อนไขการมีอยู่ของพรรคก้าวไกล ที่มีนโยบายแก้กฎหมาย ม.112 แน่นอนว่าวิธีการของพรรคเพื่อไทย ณ ขณะนี้มีแต้มต่อรองเหนือกว่าพรรคก้าวไกล ถึงแม้จะมีจำนวน สส. น้อยกว่า ย่อมต้องบีบให้พรรคก้าวไกลยกเลิกนโยบายแก้ไขกฎหมาย ม.112 โดยที่พรรคก้าวไกลต้องทำให้เป็นที่รับรู้ของสาธารณชนทั่วไป หรืออีกทางเลือกคือการเขี่ยหรือบีบพรรคก้าวไกลทิ้งไป ให้เกิดเงื่อนไขดึงพรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ เข้ามาเป็นพรรคร่วมรัฐบาล นำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ
เส้นทางที่ 2 คือการจัดตั้งรัฐบาลโดยเขี่ยพรรคก้าวไกล ไทยสร้างไทย เป็นธรรม ทิ้งตั้งแต่ต้น ดึงพรรคอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นพรรคภูมิใจไทย พลังประชารัฐ ชาติไทยพัฒนา ชาติพัฒนากล้า พรรคเล็กอื่นๆ (แน่นอนว่าไม่สามารถกลืนเลือดดึงประชาธิปัตย์และรวมไทยสร้างชาติร่วมรัฐบาลได้) ทางเดินที่ 2 นี้เป็นแนวทางที่ผ่านฉลุยไม่ว่าจะเสียงสนับสนุนจากสสภาผู้แทนราษฎร และพลพรรค สว. นำไปสู่การตั้งรัฐบาลโดยมีนายกรัฐมนตรีมาจากพรรคเพื่อไทย
สว. มรดกบาปเผด็จการกับความกังวลของเพื่อไทย
เมื่อไม่มีทางเลือกอื่นใด กลายเป็นว่าพรรคเพื่อไทยที่มาจากการเลือกตั้งจำเป็นต้องพึ่งอำนาจ สว. ที่มาจากมรดกบาปของคณะรัฐประหาร เพื่อหนุนตัวเองไปสู่ทำเนียบรัฐบาลอยู่ดี เพราะด้วยความกังวลว่าหากไม่มีเสียงสนับสนุนจาก สว. มาสนับสนุนตนเองในยามที่เขี่ยหรือบีบก้าวไกลออกจากพรรคร่วมรัฐบาล ถึงแม้จะมีพรรคที่จะมาเข้าร่วมแทนโดยเป็นที่มี สส. จำนวนมากพอสมควร คือพลังประชารัฐและรวมไทยสร้างชาติ อาจยังไม่ถึง 376 เสียง จึงจำเป็นต้องมีเสียงสนับสนุนจาก สว. ทั้งจากสาย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ และที่ตนสามารถจะหามาเข้าร่วมได้ นี่จึงเป็นข้อกังวลของเพื่อไทยในการสลัดก้าวไก ลพรรคที่ สว. ไม่เอาเพราะติดเงื่อนไขมีนโยบายแก้ไขกฎหมาย ม.112 นั่นเอง และยามใดที่พรรคเพื่อไทยสลัดก้าวไกลออกเพื่อจะได้เสียงสนับสนุนจาก สว. อย่างไร้กังวล ย่อมต้องหาเหตุผลมาตอบประชาชนให้ได้ หากเดินเกมที่มี สว. เป็นสมการทั้งๆ ที่ก่อนเลือกตั้งหลายพรรคการเมืองตั้งคำถามกับการมีอยู่ของ สว. แต่ภายหลังการเลือกตั้งกลับให้ สว. มรดกบาปของเผด็จการมาชี้นำในการจัดตั้งรัฐบาลโดยไม่ละอายต่อประชาชน
ต้นทุนที่ต้องจ่ายของพรรคเพื่อไทย
แน่นอนว่ายามใดที่พรรคเพื่อไทยสลัดพรรคก้าวไกลหรือพรรคขั้วประชาธิปไตยออกไปเพื่อให้จบเกมจัดตั้งรัฐบาลโดยเร็ว ย่อมต้องมีต้นทุนที่ต้องจ่ายออกไป คือความไม่เชื่อใจของประชาชนผู้มีอุดมการณ์ประชาธิปไตย และอาจรวมไปถึงกลุ่มแฟนคลับของตนเองด้วย นอกจากนี้ยังต้องคิดเผื่อยามเลือกตั้งครั้งหน้าว่าจะสามารถรักษาฐานคะแนนเสียงผ่านการเลือกตั้งได้หรือไม่ เพราะตนเองหันไปจับมือกับขั้วเผด็จการเดิมจัดตั้งรัฐบาล ไหนจะเรื่องการต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรี ที่ต้องแบ่งให้ลงตัว เพราะไม่มีพรรคก้าวไกลร่วมรัฐบาลแล้ว เก้าอี้รัฐมนตรีต้องแบ่งใหม่อย่างแน่นอน และอาจต้องเสียกระทรวงหลักๆ บางกระทรวงไปให้กับพรรคขั้วเผด็จการที่เคยเป็นพรรคร่วมรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อีกด้วย
ต้นทุนอนาคตทางการเมืองอาจจะต้องเสียไป เนื่องจากดำเนินการการเมืองสวนกระแสมติมหาชน เพื่อไทยต้องประเมินและหาวิธีการรักษาฐานเสียงของตนเอง รวมทั้งต้องมองถึงอนาคตข้างหน้าที่จะมีพรรคคู่แข่งอย่างพรรคก้าวไกลและพรรคฝ่ายค้านที่สามารถทำคะแนนจากการตรวจสอบรัฐบาลผสมที่นำโดยพรรคเพื่อไทย สถานการณ์เช่นนี้เพื่อไทยจึงต้องประเมินให้ดีๆ ว่าจะได้คุ้มเสียหรือไม่
ดังนั้น ทางออกที่ดีในการรักษาต้นทุนของพรรคเพื่อไทย จึงควรรักษาต้นทุนด้วยการรักษาน้ำใจประชาชน รักษาประชาธิปไตย รักษาเพื่อนในรัฐสภาและประชาชน ฝ่าฟันอุปสรรค หักล้างมรดกเผด็จการ ควรที่จะทำตามคำที่เคยให้ไว้ คือการไม่เอากลุ่มอำนาจเก่า รัฐบาลเผด็จการที่รัฐประหารรัฐบาลของตนเองมา ไม่เอาทั้งพรรคของ พล.อ.ประวิตร และ พล.อ.ประยุทธ์ และพรรคที่ร่วมสังฆกรรมกับเผด็จการ จึงจะได้ใจของประชาชนและไม่เสียคำพูดที่เคยให้ไว้กับประชาชน อยู่ที่ว่าเพื่อไทยจะทำหรือเปล่า ต้องดูต่อไป
การเมืองระยะยาวที่เพื่อไทยไม่ได้เปรียบ
หากเพื่อไทยมองว่าจะต้องจับมือกับพรรคเผด็จการขั้วอำนาจเดิม เพื่อจะได้เสียงในสภาผู้แทนราษฎรเกินครึ่งหนึ่ง รวมถึงได้คะแนนเสียง สว. มาสนับสนุน โดยการผลักพรรคก้าวไกล พรรคที่ได้เสียงอันดับ 1 จากการเลือกตั้งของประชาชนออกไป ถึงแม้ว่าในเกมระยะสั้นจะสามารถจัดตั้งรัฐบาล ได้เป็นนายกรัฐมนตรี และปูเส้นทางของตนเองเข้าสู่ทำเนียบรัฐบาลได้สำเร็จ นี่คือเกมระยะสั้นที่เหมือนเพื่อไทยจะได้เปรียบและได้อำนาจฝ่ายบริหารไปครอง แต่มองในเกมระยะยาว เพื่อไทยต้องแลกมาด้วยการเสียมวลชนที่สนับสนุน เสียความศรัทธาต่ออุดมการณ์ฝ่ายประชาธิปไตย ไหนจะถูกต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรีจากพรรคร่วมอื่นๆ ทำให้นโยบายที่เคยเสนอต่อประชาชนเป็นไปอย่างเชื่องช้า จะถูกแรงต่อต้านจากมวลชนที่สนับสนุนฝ่ายประชาธิปไตย ทวงคำพูดของพรรคเพื่อไทยว่าจะไม่จับมือกับเผด็จการ ตลอดจนการเลือกตั้งที่เพื่อไทยต้องหานโยบายมัดจำฐานเสียงเดิมให้ได้ และหาทางชนะคู่แข่งอย่างพรรคฝ่ายค้าน โดยเฉพาะพรรคก้าวไกลที่จะได้เปรียบในการเลือกตั้งครั้งถัดไปอย่างแน่นอน เห็นได้จากตั้งแต่เกิดอนาคตใหม่จนถึงก้าวไกล (ถึงแม้จะมีการยุบพรรคผู้เขียนก็ยังเชื่อว่าพรรคที่สืบทอดเจตนารมณ์ของพรรคก้าวไกลย่อมต้องสร้างกระแสขึ้นมาสู้ได้สำเร็จ) นี่คือฉากทัศน์ทั่วไปที่พรรคเพื่อไทยกำลังจะเผชิญ หากตัดสินจัดตั้งรัฐบาลข้ามขั้ว ซึ่งเกิดเพียงประโยชน์ระยะสั้น ไม่สามารถตอบโจทย์ระยะยาวของถนนการเมืองได้เลย
ถึงแม้การเมือง ณ ขณะนี้ถนนทุกสายจะมุ่งสู่เพื่อไทย อย่างชื่อหัวข้อบทความ แต่หากพิจารณาลงไปแล้วจะพบว่า ถนนที่มุ่งสู่เพื่อไทยนั้นไม่ได้เรียบเนียนเสมอไป เป็นทั้งหลุม มีทั้งบ่อ ที่ไม่ว่าจะมุ่งเข้าไปหรือมุ่งออกมาย่อมเจ็บตัว อยู่ที่ว่าจะมุ่งไปในทางที่ถูกหรือไม่ เพราะหากไปในทางที่ถูกวิธีการ ย่อมปลอดภัยและสะดวก หรือถ้าทางไม่ดีอาจจะเดินทางไปอย่างเชื่องช้าโดยเท้าก็เป็นได้
112 ไม่ใช่เงื่อนไขแต่คือข้ออ้างทางการเมือง
ทิ้งท้ายกันด้วยมองกฎหมาย ม.112 ที่หลายคนมองว่าเป็นอุปสรรคต่อการจัดตั้งรัฐบาล เพราะเป็นกฎหมายที่ละเอียดอ่อน ไม่มีพรรคไหนหรือใครกล้าแตะต้อง นอกจากพรรคก้าวไกล รวมถึงเป็นเงื่อนไขที่ สว. ไม่ให้ผ่าน แต่หากพิจารณาในแง่ของนโยบายแนวทางร่วมรัฐบาลของแต่ละพรรค แน่นอนว่านโยบายย่อมไม่เหมือนกัน บางครั้งอยู่ที่การเจรจาจัดตั้งรัฐบาล ถึงแม้จะมีนโยบายที่ต่างกันออกไป เห็นได้จากหลายๆ ประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเยอรมนีในสมัยอังเกลา แมร์เคิล นโยบายของพรรคอันดับ 1 และอันดับ 2 ก็ไม่ได้ตรงกันและค่อนข้างมีอุดมการณ์ทางการเมืองที่ต่างกันออกไป ก็สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้
มองในเรื่องของระบบรัฐสภา หากอ้างว่ากฎหมาย ม.112 มีปัญหาจะให้ผ่านไม่ได้ ต้องเข้าไปในกระบวนการรัฐสภาอยู่ดี เพราะในประเทศระบอบประชาธิปไตยที่แบ่งแยกอำนาจนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ การออกกฎหมายเป็นหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติที่ต้องกลั่นกรอง ถ้าการแก้ไขกฎหมายนี้มีปัญหาจริง ก็ควรถูกเสนอให้สภาเป็นผู้พิจารณาเสียก่อน ไม่ใช่เป็นข้ออ้างในการจัดตั้งรัฐบาล เป็นเงื่อนไขในการผลักพรรคการเมืองที่จะแก้ไขเรื่องนี้ออกไป ทั้งๆ ที่เขาเป็นพรรคที่ได้เสียงมาเป็นอันดับ 1 จากการเลือกตั้งของประชาชน นี่จึงเป็นการบิดเบี้ยวของประชาธิปไตย ที่ไม่เคารพการเลือกตั้งของประชาชน ไม่เคารพอำนาจ 3 ฝ่ายของระบอบประชาธิปไตย โดยเฉพาะอำนาจนิติบัญญัติ ที่เราควรต้องตั้งคำถามกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นมากกว่ามองว่าเป็นเกมการเมือง เพราะสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นเป็นการบ่อนทำลายประชาธิปไตยและอำนาจของประชาชนจากคนไม่กี่คนที่หวังแช่แข็งประเทศ ไม่ให้ประชาชนลืมตาอ้าปากได้นั่นเอง ดังนั้นการไม่เอาพรรคที่ต้องการแก้ไขกฎหมาย ม.112 เป็นเพียงข้ออ้างทางการเมือง ถึงแม้พรรคก้าวไกลจะไม่พูดเรื่องนี้ ย่อมมีเงื่อนไขและเหตุผลอื่นอ้างเพื่อเขี่ยพรรคก้าวไกลให้พ้นไปจากระบอบการเมืองล้าหลังของประเทศไทยอย่างไม่ต้องสงสัยเลย
ระวี ตะวันธรงค์
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ดูในหมวด POLITICS →หนี้ภาษีหุ้นชินคอร์ป ทักษิณจะดึงเกม ยอมจ่าย หรือเลือกล้มละลาย ?
ทักษิณ ชินวัตร เผชิญหนี้ภาษีหุ้นชินคอร์ป 1.76 หมื่นล้านบาท และต้องเลือกระหว่างการจ่ายหนี้ ยืดเวลา หรือเสี่ยงต่อการล้มละลาย
รู้จัก “พนัส ไทยล้วน” ผู้ที่เรียกตัวเองว่า “พ่อมดประกันสังคม”
บทความวิเคราะห์เกี่ยวกับ “พนัส ไทยล้วน” ผู้ที่เรียกตัวเองว่า “พ่อมดประกันสังคม” และอิทธิพลของเขาในระบบแรงงานไทย
รู้จัก “ต่อศักดิ์ โชติมงคล” กุนซือชัชชาติ ที่มาวาทกรรม “ระบอบอากง”
บทความวิเคราะห์เกี่ยวกับ “ต่อศักดิ์ โชติมงคล” กุนซือผู้ว่าฯ กทม. และวาทกรรมการเมือง “ระบอบอากง” ที่เกิดขึ้นในการเลือกตั้งปี 2569
TH-AI Passport ระเบิดเวลาภูมิใจไทย ! หาก “ไชยชนก” ดันทุรัง
โครงการ TH-AI Passport ของรัฐมนตรี ไชยชนก ชิดชอบ ถูกวิจารณ์เรื่องงบประมาณ กฎหมาย และการจัดซื้อจัดจ้าง ที่อาจเกิดผลกระทบต่อการเมืองและเชื่อมโยงกับรัฐบาลอนุทิน



