อุณหภูมิการเมืองไทยในช่วงกลางปี 2569 กำลังกลับมาร้อนแรงอีกครั้ง หลังกรมสรรพากรส่งสัญญาณชัดเจนว่าอาจเดินหน้าฟ้องร้องบังคับคดีต่อ “ทักษิณ ชินวัตร” ให้จ่ายหนี้ภาษีหุ้นชินคอร์ปจำนวน 1.76 หมื่นล้านบาท
หนี้ก้อนนี้เกิดขึ้นภายหลังคำพิพากษาศาลฎีกาที่สิ้นสุดลงในปี 2568 และกำลังกลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่ไม่ใช่แค่เรื่องการเงิน แต่ยังโยงไปถึงอนาคตทางการเมืองของเขาอีกด้วย
1. เทียบกับอดีต นี่คือคนละเกม
หลายคนอาจนึกย้อนกลับไปถึงปี 2553 เมื่อศาลฎีกามีคำพิพากษาให้ยึดทรัพย์เขากว่า 4.6 หมื่นล้านบาทตกเป็นของแผ่นดิน แต่กรณีนั้นแตกต่างจากวันนี้อย่างสิ้นเชิง
ปี 2553 : รัฐยึดทรัพย์ที่ถูกอายัดไว้แล้ว
เงินจำนวนดังกล่าวถูกอายัดอยู่ในระบบธนาคารตั้งแต่ต้น กระบวนการของศาลจึงเป็นเพียงการตัดสินให้โอนเงินเข้าสู่คลังหลวง การบังคับคดีจบลงทันที และไม่มีสถานะ “ลูกหนี้” ตามกฎหมายตามมา
ปี 2569 : นี่คือหนี้ภาษีที่ต้องชำระ
แต่หนี้ภาษี 1.76 หมื่นล้านบาทในวันนี้ เป็นภาระหนี้โดยตรงที่ผูกพันตามกฎหมาย หากไม่มีการชำระ รัฐมีหน้าที่ต้องดำเนินการติดตามและบังคับคดี ซึ่งปลายทางทางกฎหมายอาจนำไปสู่การฟ้องล้มละลายได้ในที่สุด
ด้วยเหตุนี้ “ทักษิณ” จึงกำลังเผชิญทางเลือกสำคัญที่อาจกำหนดทั้งอนาคตทางการเงินและบทบาททางการเมือง คำถามคือ…เขาจะเลือกเส้นทางแบบใด ?

ฉากทัศน์ที่ 1 : ดึงเกมให้ยาวที่สุด
ใช้ข้อจำกัดของการสืบทรัพย์ข้ามชาติเป็นเกราะป้องกัน
ความเป็นไปได้ : สูงที่สุด
หากพิจารณาจากสภาพทรัพย์สินที่สามารถบังคับคดีได้ในประเทศไทย ปัจจุบันอาจเหลือไม่มากนัก
นั่นหมายความว่าภาระจะตกอยู่กับกรมสรรพากรที่ต้องเดินหน้าสืบค้นทรัพย์สินในต่างประเทศ ซึ่งเป็นกระบวนการที่มีความซับซ้อนสูง ทั้งในแง่กฎหมายระหว่างประเทศ ขั้นตอนทางศาล และความร่วมมือจากแต่ละประเทศ
จุดแข็งของยุทธศาสตร์นี้
– ซื้อเวลาได้ยาวนาน
– ใช้ประโยชน์จากขั้นตอนกฎหมายที่ซับซ้อน
– รอการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์การเมือง
– เปิดโอกาสให้เกิดการเจรจาหรือทางออกใหม่ในอนาคต
ภายใต้อายุความการบังคับคดีที่ยาวหลายปี การประวิงเวลาอาจกลายเป็นทางเลือกที่คุ้มค่าที่สุดในเชิงยุทธศาสตร์

ฉากทัศน์ที่ 2 : ยอมจ่ายเพื่อรักษาอิสรภาพ
เจ็บครั้งเดียว แต่จบปัญหา
ความเป็นไปได้ : ปานกลาง
อีกทางเลือกหนึ่งคือการยอมเจรจาและชำระหนี้บางส่วนหรือทั้งหมด เพื่อปิดประตูความเสี่ยงทางกฎหมายในอนาคต
เหตุผลสำคัญคือ หากปล่อยให้สถานการณ์ลุกลามจนเข้าสู่กระบวนการล้มละลาย ผลกระทบจะไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องเงิน
ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น
– ข้อจำกัดในการทำธุรกรรมทางการเงิน
– การสูญเสียความคล่องตัวในการบริหารทรัพย์สิน
– การถูกจำกัดสิทธิบางประการตามกฎหมาย
– การถูกฝ่ายตรงข้ามนำไปใช้เป็นประเด็นโจมตีอย่างต่อเนื่อง
แม้ปัจจุบันพรรคเพื่อไทยจะเป็นพรรคร่วมรัฐบาล แต่ไม่ได้อยู่ในสถานะครองอำนาจเบ็ดเสร็จเช่นในอดีต ดังนั้น การยอมจ่ายเงินก้อนใหญ่ในวันนี้ อาจถูกมองว่าเป็นต้นทุนที่จำเป็น เพื่อแลกกับความคล่องตัวและการรักษาอิทธิพลทางการเมืองในระยะยาว
ฉากทัศน์ที่ 3 : เลือกล้มละลาย
แรงสั่นสะเทือนที่อาจลามถึงการเมือง
ความเป็นไปได้ : ต่ำ แต่ไม่ควรมองข้าม
หากเกมยื้อเวลาไม่ประสบความสำเร็จ และแรงกดดันจากสังคมหรือกลไกรัฐผลักดันให้คดีเดินหน้าเต็มรูปแบบ จนศาลมีคำสั่งให้เข้าสู่กระบวนการล้มละลาย ผลกระทบจะไม่ได้เกิดกับตัวทักษิณเพียงคนเดียว
สิ่งที่อาจตามมา
– ภาพลักษณ์ทางการเมืองได้รับความเสียหายอย่างหนัก
– ฝ่ายตรงข้ามใช้เป็นประเด็นโจมตีได้ง่าย
– ความน่าเชื่อถือของเครือข่ายทางการเมืองถูกตั้งคำถาม
– พรรคเพื่อไทยอาจเผชิญแรงกดดันทางการเมืองเพิ่มขึ้น
แม้ในทางปฏิบัติจะยังสามารถใช้บุคคลอื่นขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ทางการเมืองแทนได้ แต่ตราประทับ “บุคคลล้มละลาย” ย่อมเป็นบาดแผลทางภาพลักษณ์ที่ยากจะลบเลือน

2. นี่ไม่ใช่แค่เรื่องภาษี แต่คือเกมชี้ชะตาทางการเมือง
ตัวเลข 17,600 ล้านบาท อาจดูเหมือนเป็นเพียงหนี้ภาษีก้อนใหญ่ แต่ในความเป็นจริง มันคือจุดตัดสำคัญระหว่าง “ต้นทุนทางการเงิน” กับ “ต้นทุนทางการเมือง” ทักษิณกำลังเผชิญทางเลือกที่ไม่มีคำตอบสมบูรณ์แบบ
– จะยอมจ่ายเพื่อรักษาอิสรภาพและความคล่องตัว
– จะดึงเกมทางกฎหมายให้นานที่สุด
– หรือจะปล่อยให้สถานการณ์เดินไปสู่ความเสี่ยงที่ควบคุมไม่ได้
ในวันที่เครือข่ายอำนาจทางการเมืองไม่ได้แข็งแกร่งเหมือนในอดีต ทุกการตัดสินใจจึงมีเดิมพันสูงกว่าตัวเลข 17,600 ล้านบาท
เพราะท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่อยู่บนกระดานไม่ได้มีแค่หนี้ภาษี 17,600 ล้านบาท แต่ยังรวมถึงอิทธิพล อำนาจ และอนาคตทางการเมืองของ “ทักษิณ ชินวัตร”
บทความโดย ศราวุธ เอี่ยมเซี่ยม
Srawut
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ดูในหมวด Editor →ระบอบอากง ไม่ส่งผลกระทบ ! โพลชี้ “ชัชชาติ” ยังนำห่าง 67.30 %
โพลสำรวจชี้ว่าระบอบอากงไม่ส่งผลกระทบต่อความนำของ “ชัชชาติ” ซึ่งยังคงนำห่างอยู่ที่ 67.30 %
“สามารถ” ผ่าเบื้องลึก รถไฟฟ้า 40 บาทตลอดวัน กลายเป็นฝันค้าง
บทความวิเคราะห์เรื่องรถไฟฟ้า 40 บาทตลอดวัน ซึ่งกลายเป็นฝันค้าง
รู้จัก “พนัส ไทยล้วน” ผู้ที่เรียกตัวเองว่า “พ่อมดประกันสังคม”
บทความวิเคราะห์เกี่ยวกับ “พนัส ไทยล้วน” ผู้ที่เรียกตัวเองว่า “พ่อมดประกันสังคม” และอิทธิพลของเขาในระบบแรงงานไทย
รู้จัก “ต่อศักดิ์ โชติมงคล” กุนซือชัชชาติ ที่มาวาทกรรม “ระบอบอากง”
บทความวิเคราะห์เกี่ยวกับ “ต่อศักดิ์ โชติมงคล” กุนซือผู้ว่าฯ กทม. และวาทกรรมการเมือง “ระบอบอากง” ที่เกิดขึ้นในการเลือกตั้งปี 2569




