ในโลกของการเมืองระหว่างประเทศ บางครั้งเสียงระเบิดที่ดังกึกก้องในอีกซีกโลก อาจไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเพื่อทำลายศัตรูทางทหาร แต่อาจถูกจุดขึ้นเพื่อ “กลบเสียง” บางอย่างในบ้านเกิดของตัวเอง
ในทางรัฐศาสตร์และนิเทศศาสตร์ มีคำศัพท์ที่ใช้อธิบายปรากฏการณ์นี้ว่า “Wag the Dog” ซึ่งหมายถึงสถานการณ์ที่ผู้นำประเทศจงใจสร้าง “วิกฤตการณ์” เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของสังคม ออกจากเรื่องอื้อฉาวกำลังสั่นคลอนเก้าอี้ของตนเอง
คำนี้โด่งดังจากภาพยนตร์ฮอลลีวูดปี 1997 เรื่อง Wag the Dog ที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จ้างโปรดิวเซอร์มาจัดฉากสร้างข่าวสงครามปลอมๆ เพื่อดึงความสนใจของสื่อให้ละทิ้งข่าวฉาวของตนเองก่อนวันเลือกตั้ง
และเมื่อเรานำเลนส์ Wag the Dog มาทาบทับกับลำดับเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2026 จังหวะเวลาที่ “ประจวบเหมาะ” ระหว่างคดีอื้อฉาวในทำเนียบขาว และปฏิบัติการทางทหารที่อิหร่าน ย่อมทำให้เกิดข้อกังขาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
1. ระเบิดเวลาทางการเมือง: เมื่อ “เอปสเตน” เขย่าทำเนียบขาว
ภายใต้กฎหมาย Epstein Files Transparency Act ที่บังคับให้มีการเปิดเผยเอกสารคดีค้ามนุษย์ของ “เจฟฟรีย์ เอปสเตน” สู่สาธารณะ กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ (DOJ) ได้ทยอยปล่อยเอกสารหลายล้านฉบับออกมา
แต่จุดเดือดทางการเมืองปะทุขึ้นในช่วงวันที่ 26-27 กุมภาพันธ์ 2026 เมื่อสื่อมวลชนกระแสหลักรายงานตรงกันว่า DOJ ภายใต้การนำของรัฐบาลทรัมป์ กำลังถูกตรวจสอบอย่างหนัก หลังมีข้อกล่าวหาว่า มีการจงใจ “ปกปิด” หรือระงับการเปิดเผยบันทึกการสัมภาษณ์ของ FBI ซึ่งมีพยานให้การกล่าวหาที่รุนแรง (แม้จะยังไม่มีการพิสูจน์) เกี่ยวกับพฤติกรรมของ “โดนัลด์ ทรัมป์”
ข่าวนี้ทำให้สังคมตั้งคำถามถึงความโปร่งใสของกระทรวงยุติธรรม และแรงกดดันทางการเมืองกำลังพุ่งเป้าไปที่ “โดนัลด์ ทรัมป์” โดยตรง
2. ยึดพื้นที่สื่อ: เปลี่ยน “ข่าวฉาว” ให้เป็น “วิกฤตสงคราม”
แต่แล้ว เพียงข้ามวันหลังจากที่ข่าวฉาวเรื่อง “เอปสเตนไฟล์” กำลังพุ่งขึ้นสู่จุดสูงสุด ในเช้าวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026 “ทรัมป์” ก็สั่งเปิดฉากปฏิบัติการทางทหารร่วมกับอิสราเอลแบบสายฟ้าแลบ โจมตีทางอากาศใส่กรุงเตหะราน ส่งผลให้ “อายะตุลลอฮ์ อะลี คาเมเนอี” ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน เสียชีวิต
ผลลัพธ์ที่ตามมาแทบจะในทันทีคือ การรีเซ็ตหน้าสื่อแบบเบ็ดเสร็จข่าวความคืบหน้าเรื่อง “การปกปิดคดีเอปสเตน” ถูกกวาดทิ้งจากพื้นที่ข่าวหลักทุกสำนัก ทุกสายตาของคนอเมริกันและคนทั้งโลกถูกกระชากให้หันไปมองวิกฤตตะวันออกกลาง , การล้างแค้นของอิหร่าน และความเสี่ยงเกิดสงครามใหญ่แทน
ในทางการเมือง ความกลัวเรื่องภัยความมั่นคง เป็นอาวุธเดียวที่ทรงพลังพอจะกลบเกลื่อนข่าวฉาวทุกชนิดได้มิดชิดที่สุด การตัดสินใจเปิดปฏิบัติการระดับที่สามารถเปลี่ยนโฉมหน้าตะวันออกกลางได้ โดยที่สภาคองเกรสไม่ได้มีส่วนร่วมตัดสินใจล่วงหน้า ยิ่งตอกย้ำข้อสงสัยของนักวิเคราะห์ว่า นี่คือ “ยุทธศาสตร์ความมั่นคงที่รอไม่ได้” หรือ “ความจำเป็นเร่งด่วนทางการเมือง” ?
3. โอกาสทางการทหาร หรือ การสร้างสถานการณ์เพื่อเอาตัวรอดทางการเมือง ?
แน่นอนว่า หากมองในมุมของยุทธศาสตร์ความมั่นคง ฝั่งสนับสนุนรัฐบาลแย้งว่านี่ไม่ใช่เรื่องการเมือง แต่เป็น โอกาสทองด้านข่าวกรองที่หาได้ยาก เมื่อทราบพิกัดที่แน่ชัดของผู้นำสูงสุดอิหร่าน ประกอบกับบริบทความขัดแย้งด้านนิวเคลียร์ที่คุกรุ่นมายาวนาน การลงมือเด็ดหัวผู้นำในคราวเดียว จึงเป็นความจำเป็นทางทหาร
การพิสูจน์แรงจูงใจเบื้องลึกของผู้นำนั้นเป็นเรื่องยาก แต่ลำดับเหตุการณ์ในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ได้กลายเป็นกรณีศึกษาที่เส้นแบ่งระหว่าง “ยุทธศาสตร์ความมั่นคงของชาติ” กับ “การเอาตัวรอดทางการเมือง” พร่าเลือนจนแทบเป็นเนื้อเดียวกัน
ลำดับเหตุการณ์
พ.ย. 2025 – ม.ค. 2026
การผ่านร่างกฎหมาย Epstein Files Transparency Act และการทยอยเปิดเผยเอกสารหลายล้านฉบับโดยกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ (DOJ)
26-27 ก.พ. 2026
สื่อมวลชน (เช่น The Washington Post และ The Guardian) รายงานข่าวการตรวจสอบ DOJ ประเด็นการระงับ / ปกปิดไฟล์เอกสารการสัมภาษณ์ของ FBI ที่เชื่อมโยงกับพฤติกรรมของ “โดนัลด์ ทรัมป์”
28 ก.พ. 2026
สหรัฐฯ และอิสราเอล ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศในกรุงเตหะราน ส่งผลให้ “อายะตุลลอฮ์ อะลี คาเมเนอี” ผู้นำสูงสุดอิหร่านเสียชีวิต ข่าวนี้ยึดพื้นที่สื่อทั่วโลกในทันที
ไม่ว่าการกดปุ่มโจมตีอิหร่านครั้งนี้จะเกิดขึ้นเพราะโอกาสทางทหาร หรือเพียงเพราะผู้นำต้องการสับสวิตช์ดับไฟข่าวฉาวของตัวเอง… ผลลัพธ์ก็คือ “ทรัมป์ได้สิ่งที่ต้องการทั้งสองอย่างพร้อมๆ กัน”
ในยุคที่ข่าวสารหลั่งไหลรวดเร็ว คำถามสำคัญคือ ประชาชนอย่างเราจะรู้เท่าทันได้อย่างไร ว่าวิกฤตระดับโลกที่กำลังอยู่ตรงหน้า เป็นภัยคุกคามที่แท้จริง หรือเป็นเพียงปฏิบัติการ Wag the Dog ของใครบางคน
Srawut
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ดูในหมวด Editor →สวนนงนุชจัดพิธีเปลี่ยนธงมนตรา เติมสีสันท่องเที่ยวไทย
สวนนงนุชจัดพิธีเปลี่ยนธงมนตรา เพื่อเติมสีสันให้กับการท่องเที่ยวไทย
ย้อนรอยการแพ้สงครามเวียดนาม ประวัติศาสตร์ที่อเมริกาอยากลืม
ภาพเฮลิคอปเตอร์อพยพผู้คนจากสถานทูตสหรัฐฯ ในไซง่อนปี 1975 เป็นสัญลักษณ์ความพ่ายแพ้ของอเมริกาในสงครามเวียดนาม บทเรียนจากความหวาดระแวง กลยุทธ์ผิดพลาด และการประเมินคู่ต่อสู้ต่ำเกินไป.
จับตา เจรจารอบ 2 สหรัฐฯ อิหร่าน ! เงื่อนไขสำคัญอยู่ที่โครงการนิวเคลียร์
การเจรจารอบ 2 ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านมีความสำคัญต่อเสถียรภาพตะวันออกกลางและเศรษฐกิจโลก โดยมีโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านเป็นแกนหลักของความขัดแย้ง
เมื่อฮอร์มุซถูกปิดล้อม ! ทางกลับสู่โต๊ะเจรจา หรือเส้นทางสู่สงคราม ?
สหรัฐอเมริกาประกาศปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ หลังการเจรจากับอิหร่านล้มเหลว สถานการณ์นี้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเผชิญหน้าทางทหารและวิกฤตพลังงานโลก




