ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
Live · Breaking
สวนนงนุชจัดพิธีเปลี่ยนธงมนตรา เติมสีสันท่องเที่ยวไทยย้อนรอยการแพ้สงครามเวียดนาม ประวัติศาสตร์ที่อเมริกาอยากลืมจับตา เจรจารอบ 2 สหรัฐฯ อิหร่าน ! เงื่อนไขสำคัญอยู่ที่โครงการนิวเคลียร์  เมื่อฮอร์มุซถูกปิดล้อม ! ทางกลับสู่โต๊ะเจรจา หรือเส้นทางสู่สงคราม ?“สามฉากทัศน์ใน ฮอร์มุซ“ เมื่อสหรัฐ ‘คุมทาง’ จีน ‘ต้องใช้ทาง’ และอิหร่าน ‘อยู่บนทาง’”ตะวันออกกลางตึงเครียดอีกครั้ง CENTCOM ประกาศเริ่มปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซสวนนงนุช จัดใหญ่ มหาสงกรานต์ดอกไม้บานรู้จัก CENTCOM หน่วยงานที่ถูกกล่าวถึงมากสุดในเวลานี้สวนนงนุชจัดพิธีเปลี่ยนธงมนตรา เติมสีสันท่องเที่ยวไทยย้อนรอยการแพ้สงครามเวียดนาม ประวัติศาสตร์ที่อเมริกาอยากลืมจับตา เจรจารอบ 2 สหรัฐฯ อิหร่าน ! เงื่อนไขสำคัญอยู่ที่โครงการนิวเคลียร์  เมื่อฮอร์มุซถูกปิดล้อม ! ทางกลับสู่โต๊ะเจรจา หรือเส้นทางสู่สงคราม ?“สามฉากทัศน์ใน ฮอร์มุซ“ เมื่อสหรัฐ ‘คุมทาง’ จีน ‘ต้องใช้ทาง’ และอิหร่าน ‘อยู่บนทาง’”ตะวันออกกลางตึงเครียดอีกครั้ง CENTCOM ประกาศเริ่มปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซสวนนงนุช จัดใหญ่ มหาสงกรานต์ดอกไม้บานรู้จัก CENTCOM หน่วยงานที่ถูกกล่าวถึงมากสุดในเวลานี้
The Insight News
เมื่อ ‘Cancel Culture’ เปลี่ยนโลกธุรกิจ ผลักแบรนด์สินค้าให้ฟังเสียงสังคม

เมื่อ ‘Cancel Culture’ เปลี่ยนโลกธุรกิจ ผลักแบรนด์สินค้าให้ฟังเสียงสังคม

ระวี ตะวันธรงค์
ระวี ตะวันธรงค์
กองบรรณาธิการ
1 min read

วัฒนธรรมการ ‘แบน’ หรือ Cancel Culture เป็นปรากฏการณ์ทางสังคมที่เกิดขึ้นมานานก่อนที่คำคำนี้จะถูกบัญญัตินิยามขึ้นมาเสียอีก ซึ่งการแบน หรือการถอนตัวออกมาจากการสนับสนุนในสิ่งที่ทำให้รู้สึกว่าไม่ถูกต้อง หรือขาดความยุติธรรมนั้น มักจะเชื่อมโยงเข้ากับประเด็นทางการเมือง และบริบททางสังคม ซึ่งสามารถสืบย้อนได้ไปไกลถึงช่วงยุค 1950s ในสังคมอเมริกัน จากเหตุการณ์ที่โรซา พาร์คส์ หญิงแอฟริกัน-อเมริกัน ทำอารยะขัดขืน โดยไม่ยอมสละที่นั่งให้กับคนผิวขาว หลังจากถูกจับกุมและเป็นข่าวใหญ่โต ชาวแอฟริกัน-อเมริกันทั่วประเทศ ออกมาพร้อมใจกัน ‘แบน’ ขนส่งสาธารณะต่อเนื่องนานถึง 1 ปี จนนำไปสู่การยกเลิกแบ่งโซนนั่งสำหรับคนดำในรถบัสสาธารณะ

Rosa Parks sitting on a bus

การเคลื่อนไหวทางสังคมในลักษณะของการ ‘แบน’ ดำเนินมาต่อเนื่อง จนกระทั่งโลกได้ก้าวเข้าสู่ยุคอินเตอร์เน็ต โลกแห่งความเป็นจริงเขยิบเข้ามาสู่โลกเสมือนที่เรียกว่า โลกโซเชียล วัฒนธรรมการแบนได้ก่อรูปร่างขึ้นมาในรูปแบบการติดแฮชแท็ก (#) เพื่อแสดงออกถึงการปกป้อง หรือใช้เพื่อตอบโต้อะไรบางอย่าง จนนำไปสู่ข้อถกเถียงมากมายบนโลกออนไลน์คู่ขนานไปกับโลกแห่งความเป็นจริง ทำให้การ ‘แบน’ ขยายวงกว้างมากขึ้นไปยังแวดวงต่าง ๆ นอกจากประเด็นทางการเมืองอย่างเดียว เช่น อุตสาหกรรมบันเทิง เรื่อยมาจนถึงในแวดวงธุรกิจ สิ่งที่น่าสังเกตคือไม่ว่าการแบนจะเกิดขึ้นในวงการไหน จะในระดับตัวบุคคล หรือองค์กรใดองค์กรหนึ่ง การแบนยังคงเชื่อมโยงกับประเด็นทางการเมืองและสังคม

Vox Media สื่อออนไลน์รายใหญ่ของสหรัฐฯ วิเคราะห์ว่า ปรากฏการณ์แบนบนโลกออนไลน์เริ่มเกิดขึ้นราว ๆ ปี 2558 จากนั้นค่อย ๆ ถูกสถาปนาขึ้นมาเป็นวัฒนธรรมย่อย ที่ชื่อว่า Cancel Culture ในช่วงปี 2561 เช่น กระแสการแบนบริษัท Amazon ของชาวนิวยอร์ก หลังจากบริษัทประกาศว่าจะย้ายสำนักงานใหญ่มายังนิวยอร์ก ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้กับนิวยอร์กเกอร์เป็นจำนวนมาก เนื่องจากตัวเมืองมีความแออัดอยู่แล้ว ประกอบกับความเสี่ยงของที่ราคาที่อยู่อาศัยจะพุ่งสูงขึ้น จากเดิมที่สูงเสียดฟ้าอยู่แล้ว ส่งผลให้ในที่สุด บริษัท Amazon ตัดสินใจยกเลิกการย้ายสำนักงานใหญ่ในปี 2562 

An Amazon protest in New York

แต่จากนั้นไม่นาน เมื่อโลกก้าวเข้าสู่ยุคของการแพร่ระบาดของโควิด-19  Cancel Culture พบเห็นได้บ่อยขึ้น ผ่านสัญลักษณ์เครื่องหมายแฮชแท็ก (#) บนเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ ซึ่งประเด็นนี้นิตยสาร Forbes ตั้งข้อสังเกตเอาไว้ว่า ในระยะแรกที่โควิด-19 แพร่ระบาดนั้น เป็นโรคอุบัติใหม่ที่ยังสร้างความสับสนงุนงงให้กับผู้คนทั่วโลก หลายประเทศจึงใช้ยาแรง ออกมาตรการล็อกดาวน์ การเดินทางสัญจร การทำงาน การเลือกซื้อสินค้าตามร้านค้ากลายเป็นอัมพาตชั่วคราว วิถีชีวิตแบบเดิม ๆ หยุดชะงักลง ผู้คนต้องหันมาเรียนและทำงานที่บ้านแทน นั่นทำให้อัตราการใช้เวลาบนโลกออนไลน์พุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ประกอบกับการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่เกิดขึ้นในห้วงเวลานั้น กลายเป็นปัจจัยกระตุ้นสำคัญที่ทำให้ผู้คนเริ่มหันมาตั้งคำถามกับสิ่งต่าง ๆ มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกระแสการติดแฮชแท็ก  #BoycottMulan  #banแก้ม-วิชญาณี #แบนลูกหนัง #NoCPTPP 

การแบนดังกล่าวนั้นก็เป็นส่วนหนึ่งของ Cancel Culture ทีนี้เมื่อย้อนกลับมาดูที่ภาคธุรกิจ ซึ่งก็พบได้เยอะมาก ๆ เช่นกัน ส่วนหนึ่งคือผู้คนเริ่มหันมาตั้งคำถามกับแบรนด์สินค้าถึงที่มาที่ไปในการผลิต การใช้แรงงาน รวมไปถึงทัศนคติของผู้บริหารและจุดยืนของธุรกิจนั้น ๆ มากยิ่งขึ้น

ส่องธุรกิจทัวร์ลง เมื่อถูกแบน

ในโลกตะวันตกนั้น การที่บริษัทหรือแบรนด์สินค้าถูก Cancel Culture ถือเป็นวาระเดือดที่สามารถสร้างแรงกระเพื่อมให้กับธุรกิจนั้น ๆ ได้ในชั่วข้ามคืน อย่างกรณีของแบรนด์ L’Oréal Paris ในปี 2563 ที่ออกแถลงการณ์สนับสนุนการเคลื่อนไหว Black Lives Matter แต่หลังจากนั้นไม่นาน L’Oréal Paris ก็ถูกอดีตตามมาหลอกหลอน เมื่อนางแบบข้ามเพศผิวดำ Munroe Bergdorf ออกมาเปิดเผยบนโลกออนไลน์ว่าเธอเคยถูกทางบริษัทไล่ออกเมื่อ 3 ปีก่อน เนื่องจากเธอได้วิพากษ์วิจารณ์แนวคิด White Supremacy หรือมุมมองที่ว่าคนขาวนั้นสูงส่งกว่าชาติอื่น ๆ จากกรณีเหตุจลาจลที่เมืองชาร์ลอตส์วิลล์ รัฐเวอร์จิเนีย

หลังจากเรื่องราวดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป ทาง L’Oréal Paris ถูกขึ้นบัญชีแบนบนโลกออนไลน์ทันที  ทำให้บริษัทต้องออกแถลงการณ์ขอโทษ และเสนอให้เธอเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของคณะกรรมการที่ปรึกษาด้านความหลากหลายและการอยู่ร่วมกันในสหราชอาณาจักรชุดใหม่ พร้อมบริจาคเงินเป็นจำนวน 50,000 ดอลลาร์ ให้กับองค์กรคนข้ามเพศ Mermaids และ U.K. Black Pride

Munroe Bergdorf

อีกกรณีคือแบรนด์แฟชั่นนามอุโฆษอย่าง Balenciaga ที่กลายเป็นประเด็นทันที  เมื่อออกแคมเปญวันหยุด ‘Gift Collection’ ปี 2565 โดยในภาพโปรโมตนั้น เป็นรูปเด็กผู้หญิงถือกระเป๋าตุ๊กตาหมี ที่มีสายรัดหนังส่อไปถึงรสนิยมทางเพศแบบ BDSM แน่นอนว่าเมื่อภาพถูกปล่อยออกมา ก็เกิดเสียงประณามจากผู้ใช้โซเชียลมีเดีย รวมไปถึงผู้คนในอุตสาหกรรมแฟชั่น เพราะภาพดังกล่าวสะท้อนถึงการสนับสนุนการล่วงละเมิดเด็ก จึงนำไปสู่การแถลงการณ์ขอโทษและถอดโฆษณาดังกล่าวออกจากทุกแพลตฟอร์ม  

Balenciaga gift collection campaign

หรืออย่าง ‘Oatly’ แบรนด์นมข้าวโอ๊ตสัญชาติสวีเดน ที่แสดงจุดยืนในเรื่องของการเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมาช้านาน กลับต้องสะดุด เมื่อบริษัทได้ขายหุ้นมูลกว่า 200 ล้านดอลลาร์  ให้กับกลุ่มบริษัทที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำลายป่าแอมะซอน ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้กับผู้บริโภคเป็นวงกว้าง

Swedish Oat Milk Brand

ส่วนอีกประเด็นที่มีความอ่อนไหวมาก ๆ และถูกจับตาจากสังคมเป็นพิเศษ คือประเด็นเรื่องการละเมิดสิทธิแรงงาน ซึ่ง Shein บริษัทอีคอมเมิร์ซ ผู้ผลิตเสื้อผ้าขายออนไลน์จากแดนมังกร เคยถูกขึ้นแฮชแท็ก #แบนShein มาแล้วในปี 2564 จากการมีกระแสข่าวว่าบริษัทใช้ฝ้ายที่ได้มาจากแรงงานอุยกูร์ ใช้แรงงานเด็ก และให้ค่าตอบแทนที่ไม่เป็นธรรม นอกจากนี้บริษัทยังถูกตั้งคำถามถึงการละเมิดลิขสิทธิ์ ปัญหาสินค้าไม่ตรงปกเมื่อถึงมือผู้ซื้อ รวมไปถึงปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม

มากกว่าการ ‘แบน’ คือการหาตำแหน่งแห่งที่ให้กับธุรกิจ

ในอดีตนั้น แบรนด์ต่าง ๆ มักจะหลีกเลี่ยงการแสดงออกทางการเมือง รวมถึงประเด็นความขัดแย้งในสังคมที่เกิดขึ้น  Forbes วิเคราะห์ว่าว่า ปัจจุบันนี้ การไม่แสดงจุดยืนของแบรนด์เป็นสิ่งที่เสี่ยงกว่า การวางตัวเป็นกลางถูกมองว่าเป็นความซับซ้อน เนื่องจากสถานการณ์โลกได้เปลี่ยนไป ผู้บริโภคในปัจจุบันได้รับข้อมูลข่าวสารและมีอำนาจในการตัดสินใจมากกว่าในอดีต นอกจากนี้ การคว่ำบาตรทางธุรกิจจากผู้บริโภค ไม่ได้พุ่งเป้าไปที่แบรนด์ที่ไม่รับผิดชอบต่อสังคมเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงแบรนด์ต่างๆ ที่แสดงจุดยืนทางสังคมและสิ่งแวดล้อมในฐานะกลยุทธ์ทางการตลาด ซึ่งไม่ได้เกิดจากการตระหนักในคุณค่าและลงมือทำในประเด็นเหล่านั้นอย่างแท้จริง

 นอกจากนี้เว็บไซต์ adpr.co.uk เปิดเผยเคล็บลับการป้องกันการถูก Cancel Culture ในแวดวงธุรกิจได้อย่างน่าสนใจว่า วัฒนธรรมการแบนนั้นเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความรับผิดชอบ หากเกิดข้อผิดพลาดอะไรขึ้น แบรนด์ต่าง ๆ ไม่สามารถเพิกเฉย ลอยตัวอยู่เหนือปัญหา แล้วรอให้กระแสเงียบไปได้อีกแล้ว เพราะผู้บริโภคต้องการการแสดงความรับผิดชอบ และต้องการทราบว่าแบรนด์กำลังคิดอะไรอยู่

อีกทั้งการใช้แบรนด์แอมบาสเดอร์ พรีเซ็นเตอร์ หรือ อินฟลูเอนเซอร์ที่มีชื่อเสียง ในการโปรโมตสินค้าและบริการเป็นสิ่งที่ทรงพลัง ซึ่งความทรงพลังนี้อาจนำมาสู่ความวายป่วงได้ หากตัดสินใจเลือกคนผิด เพราะเมื่อเลือกคนมาโปรโมตแบรนด์ นั่นหมายถึงตัวบุคคลนั้นจะถูกผูกติดกับแบรนด์สินค้าไปโดยปริยาย จึงควรเลือกพรีเซ็นเตอร์ที่มีความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์และค่านิยมของบริษัท 

ทั้งนี้แม้ว่าการบอยคอตทางธุรกิจด้วย Cancel Culture มักจะเกิดกับธุรกิจขนาดใหญ่ หรือ แบรนด์ที่มีชื่อเสียง แต่ผู้ที่เป็นเจ้าของธุรกิจขนาดกลางหรือขนาดเล็ก หรือแม้แต่ขายของออนไลน์ ก็ไม่ควรปล่อยผ่านหรือมองว่าเป็นเรื่องที่ไกลตัว เพราะนี่ไม่ใช่แค่เป็นเรื่องการแบนธุรกิจเพียงอย่างเดียว แต่การคำนึงถึง Cancel Culture ยังทำให้ตระหนักถึงสภาวการณ์ปัจจุบัน บริบทสังคม กระแสความคิดของผู้บริโภค ซึ่งในแง่หนึ่งก็ช่วยให้ทำให้ธุรกิจมีฐานคิดที่มั่นคงในการพัฒนาแบรนด์ และมองเห็นทิศทางเทรนด์ต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้ชัดเจนมากขึ้น 

อ้างอิง : forbes / enzuzo / adage / adpr / gscm.nida

ระวี ตะวันธรงค์
Author

ระวี ตะวันธรงค์

แชร์บทความนี้

ช่วยกระจายข่าวเชิงลึกให้คนมากขึ้น

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ดูในหมวด BRANDING

Price and Festive Vibes เทศกาล เงินสะพัด และทุนนิยม

บทความวิเคราะห์วิธีการที่ระบบทุนนิยมใช้เทศกาลเพื่อกระตุ้นการใช้จ่าย โดยยกตัวอย่างจากการฉลองคริสต์มาสในประเทศที่ไม่ใช่คริสต์ศาสนา และการสร้างวันโปรโมชันเช่น 11.11 ในจีน

adisak.mha··1 min read

9 แนวคิด “การทำงานให้สำเร็จรับปีใหม่” จาก “Modern Workplace”

บทความสรุป 9 แนวคิดชีวิตคนทำงานยุคใหม่จากรายการ Modern Workplace เพื่อช่วยให้คุณก้าวกระโดดสู่ความสำเร็จในปีใหม่ โดยครอบคลุมเรื่องทัศนคติที่ดี การจัดการความเครียด และความเป็นมืออาชีพ

ระวี ตะวันธรงค์··2 min read

New Year, New Career รวม 5 สายงาน เงินเด่น โบนัสดี แห่งปี 2024

ปีใหม่เป็นโอกาสเปลี่ยนงานที่เหมาะสม บทความนี้รวม 5 สายงานเงินเด่น โบนัสดี ปี 2024 ได้แก่ ปิโตรเคมี อุปโภค-บริโภค และอสังหาริมทรัพย์

ระวี ตะวันธรงค์··2 min read

“จอย-เจนจิรา ศรีสอาด” นักกีฬาว่ายน้ำทีมชาติไทย ที่มีความสุขกับงานในทุกวัน

จอย-เจนจิรา ศรีสอาด นักว่ายน้ำทีมชาติไทยที่มีความสุขในอาชีพของตัวเอง แม้ต้องเผชิญกับความท้าทายและความกดดันจากการแข่งขันกับตัวเอง

ระวี ตะวันธรงค์··1 min read