ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
Live · Breaking
สวนนงนุชจัดพิธีเปลี่ยนธงมนตรา เติมสีสันท่องเที่ยวไทยย้อนรอยการแพ้สงครามเวียดนาม ประวัติศาสตร์ที่อเมริกาอยากลืมจับตา เจรจารอบ 2 สหรัฐฯ อิหร่าน ! เงื่อนไขสำคัญอยู่ที่โครงการนิวเคลียร์  เมื่อฮอร์มุซถูกปิดล้อม ! ทางกลับสู่โต๊ะเจรจา หรือเส้นทางสู่สงคราม ?“สามฉากทัศน์ใน ฮอร์มุซ“ เมื่อสหรัฐ ‘คุมทาง’ จีน ‘ต้องใช้ทาง’ และอิหร่าน ‘อยู่บนทาง’”ตะวันออกกลางตึงเครียดอีกครั้ง CENTCOM ประกาศเริ่มปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซสวนนงนุช จัดใหญ่ มหาสงกรานต์ดอกไม้บานรู้จัก CENTCOM หน่วยงานที่ถูกกล่าวถึงมากสุดในเวลานี้สวนนงนุชจัดพิธีเปลี่ยนธงมนตรา เติมสีสันท่องเที่ยวไทยย้อนรอยการแพ้สงครามเวียดนาม ประวัติศาสตร์ที่อเมริกาอยากลืมจับตา เจรจารอบ 2 สหรัฐฯ อิหร่าน ! เงื่อนไขสำคัญอยู่ที่โครงการนิวเคลียร์  เมื่อฮอร์มุซถูกปิดล้อม ! ทางกลับสู่โต๊ะเจรจา หรือเส้นทางสู่สงคราม ?“สามฉากทัศน์ใน ฮอร์มุซ“ เมื่อสหรัฐ ‘คุมทาง’ จีน ‘ต้องใช้ทาง’ และอิหร่าน ‘อยู่บนทาง’”ตะวันออกกลางตึงเครียดอีกครั้ง CENTCOM ประกาศเริ่มปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซสวนนงนุช จัดใหญ่ มหาสงกรานต์ดอกไม้บานรู้จัก CENTCOM หน่วยงานที่ถูกกล่าวถึงมากสุดในเวลานี้
The Insight News
ทำไมคนจำนวนมากจึงเชื่อว่า จะเกิดสงครามโลกครั้งที่สาม ?

ทำไมคนจำนวนมากจึงเชื่อว่า จะเกิดสงครามโลกครั้งที่สาม ?

Srawut
Srawut
กองบรรณาธิการ
1 min read

เคยสงสัยไหมว่า ทำไมช่วงนี้เราถึงได้ยินคำว่า “สงครามโลกครั้งที่สาม” บ่อยเหลือเกิน ?

ข้อมูลจากการสำรวจของ YouGov ในปี 2025 ชี้ให้เห็นความจริงที่สะท้อนความกังวลแห่งยุคสมัย ประชากรเกือบครึ่งหนึ่งในสหรัฐอเมริกา และกว่าครึ่งในยุโรปตะวันตก เชื่อว่าสงครามโลกครั้งที่สาม จะปะทุขึ้นภายใน 5 ถึง 10 ปีข้างหน้า ที่น่าสะพรึงกลัวกว่านั้นคือ คนส่วนใหญ่เชื่อว่ามันจะจบลงด้วยการใช้อาวุธนิวเคลียร์และการสูญเสียชีวิตที่ประเมินค่าไม่ได้

คำถามคือ… ทำไมความหวาดระแวงนี้จึงฝังรากลึกในใจผู้คนทั่วโลก ? ความเชื่อนี้เป็นเพียง “ความตื่นตระหนก” หรือแท้จริงแล้วมันคือ สัญชาตญาณที่มองเห็นระเบียบโลกเก่ากำลังพังทลาย ? และต่อไปนี้ 5 ปัจจัยสำคัญ ที่ส่งผลกระทบก่อให้เกิดความเชื่อ

1. โรงละครแห่งภัยคุกคาม

ในยุคที่เราไถหน้าจอรับข่าวสารตลอด 24 ชั่วโมง ภัยคุกคามจากสงครามได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของคอนเทนต์ผู้นำทางการเมืองมักใช้วาทกรรมเรื่องความพินาศระดับโลกเป็นเครื่องมือสร้างคะแนนนิยม หรือที่นักจิตวิทยาเรียกว่า “โรงละครแห่งภัยคุกคาม” (Theater of Threat)

เมื่อเราเห็นภาพความรุนแรงและข่าวลือเรื่องสงครามซ้ำๆ จิตวิทยาของมนุษย์จะสร้างกลไกป้องกันตัวที่เรียกว่า “ภาวะการลดทอนความรู้สึก” เราเริ่มชินชากับความโหดร้าย

และเมื่อคนในสังคมเริ่มรู้สึกว่า “สงครามใหญ่เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้” แรงกดดันจากภาคประชาชนที่จะคอยเป็นเบรกยับยั้งผู้นำไม่ให้ก่อสงครามก็จะหายไป นี่คือสภาวะจิตวิทยาหมู่ที่อันตรายที่สุด เพราะมันเปรียบเสมือนการเปิดไฟเขียวให้ผู้นำรัฐกล้าตัดสินใจข้ามเส้นแดงโดยปราศจากแรงต้านจากมวลชน

2. ภาพหลอนจากอดีต ที่กำลังฉายซ้ำ

หากเรากางหน้าประวัติศาสตร์การเมืองโลกยุค 1930s (ช่วงเวลาก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2) มาทาบทับกับยุค 2020s เราจะเห็นความคล้ายคลึงเชิงโครงสร้างจนน่าขนลุก

ในอดีต วิกฤตเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ ทำให้สหรัฐอเมริกาคลอดกฎหมายกีดกันทางการค้า (Smoot-Hawley) จนเกิดสงครามการค้าที่ทำลายเศรษฐกิจโลก และกลายเป็นข้ออ้างในการขยายอำนาจของเผด็จการ

ตัดภาพมาที่ปัจจุบัน เรากำลังเผชิญกับคลื่นลูกใหม่ของนโยบาย “America First” การตั้งกำแพงภาษีของสหรัฐฯ การกระทำเช่นนี้กำลังทำลาย “ความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ” ซึ่งเคยเป็นเกราะกำบังไม่ให้ชาติต่างๆ ทำสงครามกัน

3. ปี 2026: เมื่อกฎหมายระหว่างประเทศหมดความหมาย

โลกเราประคองความสงบสุขระดับมหภาคมาได้ 80 ปี เพราะเรามีกฎหมายระหว่างประเทศและกลไกพหุภาคีอย่างองค์การสหประชาชาติ (UN) คอยค้ำจุน แต่เสาหลักนี้ได้พังทลายลงอย่างสมบูรณ์ในปี 2026

การเปิดฉากปฏิบัติการ “Epic Fury” ของสหรัฐฯ และอิสราเอลเข้าโจมตีโครงสร้างพื้นฐานและลอบสังหารผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ปลายกุมภาพันธ์ 2026 คือจุดเปลี่ยนผ่านทางประวัติศาสตร์

ปฏิบัติการนี้สะท้อนการละเมิดกฎบัตรสหประชาชาติอย่างโจ่งแจ้ง โดยเฉพาะการใช้กำลังทหารเพื่อเปลี่ยนระบอบการปกครองของรัฐอื่น ในขณะที่ UN และเวทีการทูตโลกถูกทำให้เป็นอัมพาตจากอำนาจยับยั้ง (Veto) ทำได้เพียงออกแถลงการณ์กระดาษเปล่า เหตุการณ์นี้ส่งสัญญาณเตือนภัยให้ทั่วโลกรู้ว่า “ระบบความยุติธรรมระหว่างประเทศได้ล่มสลายลงแล้ว” และโลกได้หวนคืนสู่กฎแห่งป่า ที่ประเทศมหาอำนาจสามารถกลืนกินผู้อ่อนแอกว่าได้ตามอำเภอใจ

4. โดมิโนแห่งภูมิรัฐศาสตร์: ไม่มีวิกฤตไหนแยกขาดจากกัน

สงครามโลกครั้งที่ 3 จะไม่ปะทุขึ้นจากวิกฤตเพียงจุดเดียว แต่จะเกิดจาก “วิกฤตลูกโซ่” (Contagion Effect) ที่เชื่อมโยงเหตุการณ์ต่างๆ จากทั่วโลกเข้าด้วยกัน

ตะวันออกกลาง: การโจมตีอิหร่านนำไปสู่การตอบโต้ที่ทำให้ช่องแคบฮอร์มุซอาจถูกปิด ราคาน้ำมันโลกพุ่งทะยาน สร้างความโกลาหลต่อห่วงโซ่อุปทานและเศรษฐกิจโลก

ยุโรปตะวันออก: รัสเซียได้รับอานิสงส์จากราคาน้ำมันที่แพงขึ้น ทำให้มีทุนรอนไปหล่อเลี้ยงสมรภูมิยูเครนต่อไปได้ พร้อมทั้งฉวยโอกาสที่โลกกำลังจับจ้องตะวันออกกลาง ในการปรับยุทธศาสตร์สงครามยูเครน

อินโด-แปซิฟิก: จีนซึ่งต้องพึ่งพาน้ำมันจากอิหร่านมหาศาล กลับเลือกการทูตแบบสงวนท่าที แต่พลวัตนี้สร้างสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก หากสหรัฐฯ ต้องทุ่มสรรพกำลังไปตะวันออกกลาง อาจเกิดช่องว่างด้านความมั่นคงที่เอื้อให้จีนดำเนินการรวบรวมไต้หวันได้ง่ายขึ้น

ในขณะเดียวกัน พันธมิตรทางทหารอย่าง NATO ก็ได้ประกาศเตรียมความพร้อมเข้าสู่ภาวะสงครามเต็มรูปแบบ โดยบรรลุข้อตกลงประวัติศาสตร์ในการเพิ่มงบกลาโหมขึ้นเป็น 5% ของ GDP ภายในปี 2035 เป็นการตอกย้ำว่า บรรดาผู้นำระดับโลกกำลังระดมทรัพยากรเพื่อเตรียมรับมือกับสงครามใหญ่เช่นกัน

5. การแข่งขันสะสมอาวุธยุคใหม่

ภาพของสงครามโลกแบบเดิมที่ใช้ทหารเกณฑ์วิ่งถือปืนเข้าห้ำหั่นกันอาจกลายเป็นอดีต เพราะสงครามยุคใหม่คือการผสานความน่าสะพรึงกลัวของ “อาวุธนิวเคลียร์” เข้ากับ “ปัญญาประดิษฐ์ (AI)”

ในขณะที่สนธิสัญญาควบคุมนิวเคลียร์กำลังจะหมดอายุลง มหาอำนาจต่างเร่งพัฒนาขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียง (Hypersonic) ที่สามารถหลบหลีกการสกัดกั้น แต่ตัวเร่งปฏิกิริยาที่แท้จริงคือ “สงครามอัลกอริทึม” (Algorithmic Warfare)

ในปฏิบัติการ Epic Fury สหรัฐฯ ได้นำโมเดล AI มาใช้ประมวลผลข้อมูลมหาศาลเพื่อสร้างเป้าหมายการโจมตีกว่า 1,000 จุด พร้อมระบุประเภทอาวุธและออกเอกสารความชอบธรรมทางกฎหมายเบ็ดเสร็จในเวลาอันรวดเร็ว รวมถึงเริ่มมีการใช้โดรนโจมตีที่ขับเคลื่อนด้วยระบบอัตโนมัติ

เมื่อกรอบเวลาในการตัดสินใจหดสั้นลงจากระดับ “วัน” เหลือเพียง “มิลลิวินาที” ความเสี่ยงที่จะเกิด “สงครามจากความผิดพลาด” จึงสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด ผู้บังคับบัญชาที่เป็นมนุษย์อาจเชื่อมั่นในระบบอัตโนมัติมากเกินไป จนยอมทำตามคำสั่ง AI อย่างไร้ข้อกังขา

และเมื่อเครื่องจักรที่ปราศจากความรู้สึกเป็นผู้คุมเกม ต้นทุนความรับผิดชอบเชิงศีลธรรมต่อชีวิตมนุษย์ก็จะถูกลบออกจากสมการ ทำให้การตัดสินใจเข้าสู่สงครามเบ็ดเสร็จทำได้ง่ายขึ้น

6. “สงครามโลกครั้งที่สาม” ความเชื่อที่เกิดจากข้อสรุปเชิงตรรกะ

ความเชื่อที่ว่า “สงครามโลกครั้งที่สามกำลังจะเกิดขึ้น” จึงไม่ใช่แค่อุปทานหมู่ของมวลชน หรือความตื่นตระหนกที่ไร้เหตุผล แต่มันคือ “ข้อสรุปเชิงตรรกะ” ที่ผู้คนประเมินจากความเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมจริง

เรากำลังมีชีวิตอยู่ในยุคที่สถาบันระดับโลกอ่อนแอจนพึ่งพาไม่ได้ ผู้นำชาตินิยมสุดโต่งกำลังเรืองอำนาจ เศรษฐกิจแตกเป็นเสี่ยงๆ และเทคโนโลยีแห่งการสังหาร พัฒนาไปเร็วกว่าจริยธรรม ทำให้นึกถึงคำว่าของ “อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์” ที่ว่า “ผมไม่รู้ว่าสงครามโลกครั้งที่สาม จะรบกันด้วยอาวุธชนิดไหน แต่สงครามโลกครั้งที่สี่ จะรบกันด้วยท่อนไม้และก้อนหิน”

Srawut
Author

Srawut

แชร์บทความนี้

ช่วยกระจายข่าวเชิงลึกให้คนมากขึ้น

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ดูในหมวด Editor

ย้อนรอยการแพ้สงครามเวียดนาม ประวัติศาสตร์ที่อเมริกาอยากลืม

ภาพเฮลิคอปเตอร์อพยพผู้คนจากสถานทูตสหรัฐฯ ในไซง่อนปี 1975 เป็นสัญลักษณ์ความพ่ายแพ้ของอเมริกาในสงครามเวียดนาม บทเรียนจากความหวาดระแวง กลยุทธ์ผิดพลาด และการประเมินคู่ต่อสู้ต่ำเกินไป.

Srawut··1 min read

จับตา เจรจารอบ 2 สหรัฐฯ อิหร่าน ! เงื่อนไขสำคัญอยู่ที่โครงการนิวเคลียร์  

การเจรจารอบ 2 ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านมีความสำคัญต่อเสถียรภาพตะวันออกกลางและเศรษฐกิจโลก โดยมีโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านเป็นแกนหลักของความขัดแย้ง

Srawut··1 min read

เมื่อฮอร์มุซถูกปิดล้อม ! ทางกลับสู่โต๊ะเจรจา หรือเส้นทางสู่สงคราม ?

สหรัฐอเมริกาประกาศปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ หลังการเจรจากับอิหร่านล้มเหลว สถานการณ์นี้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเผชิญหน้าทางทหารและวิกฤตพลังงานโลก

Srawut··1 min read