
“ความล้มเหลวเป็นเรื่องปกติ” ส่องแนวคิดของนักวิจัย อาชีพที่ต้องทดลองวนไปไม่หยุด
ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลกตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เราจะเห็นว่าเทคโนโลยีและนวัตกรรมได้เข้ามามีบทบาทให้ชีวิตประจำวันนับไม่ถ้วน ส่งผลให้กำลังพลด้านวิทยาศาสตร์มีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะการวิจัยและพัฒนาสิ่งต่างๆ ให้ตอบโจทย์ความเป็นอยู่ของมนุษย์เป็นสิ่งที่ไม่สามารถหยุดนิ่งได้
หากย้อนกลับไปในวัยเด็ก เรายังจำช่วงเวลาที่หยิบถ้วยถังกะละมังหม้อที่อยู่ในห้องครัวมาเล่นขายของได้ดี หรือแม้กระทั่งการหอบหิ้วข้าวของต่างๆ เพื่อไปทำการทดลองในวิชาวิทยาศาสตร์ที่โรงเรียน ซึ่งเป็นกิจกรรมที่สร้างความตื่นเต้นเร้าใจในการหาคำตอบและการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ที่สำคัญยังช่วยจุดประกายความฝันในวัยเด็กว่า ‘โตขึ้นไปอยากเป็นนักวิทยาศาสตร์’

เมื่อความสนุกของการทดลองไม่ได้หยุดแค่ในวัยเด็ก จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ ดร.มัตถกา คงขาว หรือ ‘กิ๊ฟ’ เลือกเดินบนเส้นทางอาชีพสายวิทยาศาสตร์สู่การเป็นนักวิจัยเต็มตัว เมื่อมีโอกาสได้พบกันเป็นครั้งแรก เราจึงได้ถามไถ่ถึงชีวิตการทำงานของนักวิจัย รวมถึงการตั้งคำถามถึงความสุขและความล้มเหลวที่เกิดขึ้นในชีวิตการทำงาน
ดร.มัตถกา เป็นนักวิจัยที่ทำงานในห้องปฏิบัติการการแพทย์นาโน ในศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือที่เรียกว่า Nanomedicine เธอได้อธิบายถึงความสำคัญของการแพทย์นาโนว่าเป็นการวิจัยและพัฒนา โดยใช้นวัตกรรมทางนาโนเทคโนโลยีมาเพิ่มคุณภาพของผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เครื่องสำอาง รวมถึงยารักษาโรค ซึ่งในแต่ละวันนักวิจัยก็มักจะทำงานกันในห้องปฏิบัติการเพื่อทดลองและพัฒนาสูตรในการออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ

ขึ้นชื่อว่าเป็นการทดลองย่อมมีทั้งการลองถูกและการลองผิด ดร.มัตถกา เท้าความถึงช่วงเวลาที่เธอกำลังศึกษาในระดับปริญญาเอกว่า มีอาจารย์เคยบอกกับเธอว่า สำหรับนักวิจัยแล้ว คำว่า research เป็นคำที่คอยเน้นย้ำว่า การจะเป็นนักวิจัยต้องทำการทดลองไปเรื่อยๆ แบบไม่หยุดยั้ง เพราะนี่คือการ research it again and again ความล้มเหลวจึงเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้ในอาชีพนักวิจัย
“การทำงานในแต่ละวันของนักวิจัยคือการคิดค้นสูตรที่เหมาะสมที่สุด บางครั้งถ้าโชคดีก็จะทดลอง 10 สูตร ได้ 1 สูตร บางครั้งถ้าโชคร้าย ทดลอง 50 สูตร ก็จะมีแค่สูตรเดียวที่เหมาะสม
อีกหนึ่งคติประจำใจที่อาจารย์คอยบอกเราเสมอคือ 95% คือล้มเหลว อีก 5% คือความสำเร็จ การทำวิจัยคุณต้องล้มเหลวก่อน ไม่มีใครที่จะสำเร็จตั้งแต่ขั้นแรก”
แม้ว่าการทำงานของนักวิจัยต้องเผชิญกับความล้มเหลวเป็นส่วนใหญ่และโอกาสที่จะสำเร็จจะมีเพียงแค่ 5% เท่านั้น แต่ก็ถือว่าเป็นความสุขอย่างหนึ่งของการเป็นนักวิจัย นอกจากนั้น ดร.มัตถกา ยังมองว่ารางวัลที่มีคุณค่าทางจิตใจจนไม่อาจประเมินค่าได้ คือการได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากผู้ใช้นวัตกรรมที่เธอเป็นคนวิจัยและพัฒนาขึ้นมา ถือว่าเป็นความปลื้มปิติในฐานะนักวิจัย ที่ได้เห็นผลงานวิจัยถูกถ่ายทอดออกไปนอกห้องปฏิบัติการและสามารถนำไปใช้งานจริง
มาถึงตรงนี้ก็พอจะเห็นภาพการทำงานของนักวิจัยไปบ้างแล้ว และแน่นอนว่าการทำงานก็มีทั้งช่วงที่ราบรื่นและช่วงที่ต้องเจอกับอุปสรรคต่างๆ จนบางครั้งผลลัพธ์ของการทำงานที่ออกมาอาจไม่สมดั่งใจหวังเสมอไป ส่งผลให้บทเรียนที่ได้รับจากการทำงานช่วยปรับแนวความคิดในการใช้ชีวิตของ ดร.มัตถกา ด้วยเช่นกัน
“ทุกวันมีปัญหาให้เราต้องแก้อยู่เสมอ การทำงานจึงต้องคิดอย่างเป็นระบบเพื่อที่จะใช้เทคโนโลยีในการแก้ไขปัญหานั้นๆ ให้ได้ ซึ่งกว่าเราจะสามารถแก้ไขปัญหาได้ต้องอาศัยความอดทนเหมือนกัน เพราะอย่างที่บอกว่าเราต้อง research it again and again การอดทนต่อความล้มเหลวซ้ำๆ มันช่วยปรับมายเซ็ตของเราด้วยว่า ความล้มเหลวเป็นสิ่งหนึ่งในชีวิตที่เราต้องเอาชนะให้ได้”
“ที่สำคัญการที่เราจะทำงานนั้นได้หรือไม่ได้ดี มันขึ้นอยู่กับใจเราด้วย ถ้าเรารักในงานที่เราทำ ยังไงเราก็ไม่ล้มเลิกที่จะทำงาน หากเรามีความรู้สึกรักในงานที่ทำและมีความสุขยังไงก็สามารถเอาชนะปัญหานั้นๆ ไปได้” ดร.มัตถกา กล่าวทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้มถึงบทเรียนที่รับจากการเป็นนักวิจัย
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ดูในหมวด BRANDING →ถอดรหัสยุทธศาสตร์ความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจของจีน
บรรยายพิเศษเกี่ยวกับยุทธศาสตร์ความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจของจีน โดยดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร ในหลักสูตรผู้บริหารธุรกิจไทยจีน เพื่อแนะแนวทางผู้ประกอบการไทยปรับตัวในยุคนวัตกรรม
ระวีฝากสารถึงนายกฯ รัฐต้องเร่งลงมือทวงอธิปไตยดิจิทัลไทย จากแพลตฟอร์มข้ามชาติ
ระวี ตะวันธรงค์ ฝากสารถึงนายกฯ เรียกร้องให้รัฐเร่งลงมือทวงคืนอธิปไตยดิจิทัลไทยจากแพลตฟอร์มข้ามชาติ เนื่องจากภัยคุกคามต่อสังคม เศรษฐกิจ และความมั่นคงของประเทศ
ผ่า 3 ภัยคุกคามไซเบอร์ไทย และความปลอดภัยในยุค AI
บทความวิเคราะห์ 3 ภัยคุกคามไซเบอร์ระดับชาติและความปลอดภัยในยุค AI ที่มีความสำคัญต่อการป้องกันระบบข้อมูลของประเทศ
จะเกิดอะไรขึ้นในอีก 2 ปีข้างหน้า ! เมื่อ AI เก่งขั้นเทพ ?
งานวิจัย "The 2028 Global Intelligence Crisis" ของ James van Geelen สำรวจวิกฤตเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นในปี 2028 เมื่อ AI แทนที่พนักงานออฟฟิศ ส่งผลกระทบต่อการจ้างงานและระบบเศรษฐกิจ



