ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
Live · Breaking
สวนนงนุชจัดพิธีเปลี่ยนธงมนตรา เติมสีสันท่องเที่ยวไทยย้อนรอยการแพ้สงครามเวียดนาม ประวัติศาสตร์ที่อเมริกาอยากลืมจับตา เจรจารอบ 2 สหรัฐฯ อิหร่าน ! เงื่อนไขสำคัญอยู่ที่โครงการนิวเคลียร์  เมื่อฮอร์มุซถูกปิดล้อม ! ทางกลับสู่โต๊ะเจรจา หรือเส้นทางสู่สงคราม ?“สามฉากทัศน์ใน ฮอร์มุซ“ เมื่อสหรัฐ ‘คุมทาง’ จีน ‘ต้องใช้ทาง’ และอิหร่าน ‘อยู่บนทาง’”ตะวันออกกลางตึงเครียดอีกครั้ง CENTCOM ประกาศเริ่มปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซสวนนงนุช จัดใหญ่ มหาสงกรานต์ดอกไม้บานรู้จัก CENTCOM หน่วยงานที่ถูกกล่าวถึงมากสุดในเวลานี้สวนนงนุชจัดพิธีเปลี่ยนธงมนตรา เติมสีสันท่องเที่ยวไทยย้อนรอยการแพ้สงครามเวียดนาม ประวัติศาสตร์ที่อเมริกาอยากลืมจับตา เจรจารอบ 2 สหรัฐฯ อิหร่าน ! เงื่อนไขสำคัญอยู่ที่โครงการนิวเคลียร์  เมื่อฮอร์มุซถูกปิดล้อม ! ทางกลับสู่โต๊ะเจรจา หรือเส้นทางสู่สงคราม ?“สามฉากทัศน์ใน ฮอร์มุซ“ เมื่อสหรัฐ ‘คุมทาง’ จีน ‘ต้องใช้ทาง’ และอิหร่าน ‘อยู่บนทาง’”ตะวันออกกลางตึงเครียดอีกครั้ง CENTCOM ประกาศเริ่มปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซสวนนงนุช จัดใหญ่ มหาสงกรานต์ดอกไม้บานรู้จัก CENTCOM หน่วยงานที่ถูกกล่าวถึงมากสุดในเวลานี้
The Insight News
ชำแหละ ‘แผนปฏิรูปประเทศ’ มรดก คสช. ที่อ้างว่าสำเร็จลุล่วง แต่ทำไมไทยยังเต็มไปด้วยปัญหา

ชำแหละ ‘แผนปฏิรูปประเทศ’ มรดก คสช. ที่อ้างว่าสำเร็จลุล่วง แต่ทำไมไทยยังเต็มไปด้วยปัญหา

ระวี ตะวันธรงค์
ระวี ตะวันธรงค์
กองบรรณาธิการ
2 min read

      มรดกที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ทิ้งไว้มีหลายอย่าง ทั้งรัฐธรรมนูญ 2560 ที่เอื้อต่อการสืบทอดอำนาจของคณะรัฐประหารที่กลายร่างเป็นรัฐบาล เอื้อให้พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. สามารถสืบทอดอำนาจต่อไปได้เรื่อยๆ การเข้าควบคุมองค์กรอิสระ การเปลี่ยนแปลงระบบการเลือกตั้งใหม่ การทำให้สมาชิกวุฒิสภามาพร้อมกับอำนาจพิเศษ ไปจนถึงแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และ ‘แผนปฏิรูปประเทศ’ ที่เลื่อนลอย เต็มไปด้วยช่องโหว่ ไม่สามารถทำได้จริงตามที่วางแผนไว้

      แผนปฏิรูปประเทศคืออะไร? คือร่างหนึ่งฉบับที่มาคู่กับแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เป็นแผนย่อยของหน่วยงานราชการแต่ละองค์กรที่จะวางรากฐานในช่วง 5 ปีแรก เพื่อเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของประเทศ 13 ด้าน ทั้งการเมือง, การบริหารราชการแผ่นดิน, กฎหมาย, กระบวนการยุติธรรม, เศรษฐกิจ, ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, สาธารณสุข, สื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศ, สังคม พลังงาน, การป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ, การศึกษา และวัฒนธรรม กีฬา แรงงาน และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ 

      แผนปฏิรูปประเทศนี้อ้างว่าเกิดขึ้นตามรัฐธรรมนูญ 2560 หมวด 16 ที่บัญญัติให้มีการปฏิรูปประเทศตามเป้าหมาย 3 ด้าน คือ 

1. ประเทศชาติมีความสงบเรียบร้อย สามัคคีปรองดอง มีการพัฒนาอย่างยั่งยืนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

2. สังคมมีความสงบสุข เป็นธรรม และมีโอกาสอันทัดเทียมกันเพื่อขจัดความเหลื่อมล้ำ 

3. ประชาชนมีความสุข มีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศและการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 

      ทว่าเรากลับพบช่องโหว่หลายอย่าง…

      เว็บไซต์ iLaw ระบุว่า แผนการปฏิรูปประเทศถูกเขียนขึ้นโดยคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านต่าง ๆ ซึ่งจนถึงตอนนี้มีการแต่งตั้งไปแล้วทั้งหมดสองครั้ง โดยถูกแต่งตั้งจากคณะรัฐมนตรีที่มีประยุทธ์เป็นหัวโต๊ะทั้งหมด การแต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูปประเทศครั้งแรกประกอบไปด้วย 11 คณะ 120 คน ซึ่งจำนวนมากก็มีความสัมพันธ์กับ คสช. ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เช่น กรรมการปฏิรูปประเทศ 46 คน เคยเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) หรือสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) รวมถึงมีอีกหลายคนที่ในเวลาต่อมาก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็น สว.

      วันที่ 17 สิงหาคม 2566 ในการประชุมสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหลายพรรคการเมืองรวมแล้วกว่า 52 คน ได้อภิปรายเกี่ยวกับแผนปฏิรูปประเทศและแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เพื่อตั้งคำถามถึงผลการดำเนินงานที่จะต้องเห็นผลตั้งแต่ช่วงสิ้นปี 2565 แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่สามารถบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ได้ 

แผนปฏิรูปประเทศด้านการเมือง: กลไกรัฐผิดเพี้ยน สว. เลือกนายกฯ และการชี้วัดที่ตรวจสอบไม่ได้จริง

      พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ชี้ให้เห็นถึงปัญหาตั้งแต่การริเริ่มร่างแผนปฏิรูปประเทศ ประชาชนได้เห็นถึงกลไกวิเศษบางอย่างที่อ้างว่าสร้างขึ้นมาเพื่อขับเคลื่อนประเทศ แต่สุดท้ายกลไกนั้นกลับขัดขวางการพัฒนาประเทศเสียเอง โดยมาตรา 272 ให้อำนาจ สว. ที่มาจากการแต่งตั้งมีสิทธิเลือกนายกรัฐมนตรี แล้วระบุว่าให้เพื่อให้การปฏิรูปประเทศดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง 

      กลไกมาตรา 272 กลายเป็นเงื่อนไขสำคัญของความขัดแย้งทางการเมืองยุคปัจจุบัน เพราะเป็นสิ่งที่ไม่สามารถทำให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างปกติอย่างที่ควรจะเป็น แต่กลับให้ สว. 250 คน มีช่องในการนำความคิดเห็นส่วนตัวมาแทรกแซงการจัดตั้งรัฐบาล ทำให้เกิดการเผชิญหน้าระหว่าง สว. กับประชาชนที่ออกไปใช้สิทธิของตัวเองผ่านการเลือกตั้ง  

      “การปฏิรูปประเทศได้เสร็จสิ้นลงแล้วตามกรอบเวลา 5 ปี ทว่าตอนนี้กลไกมาตรา 272 ยังคงสร้างความเสียหายต่อประเทศไทยได้อีก ผมหวังว่าความล้มเหลวในการปฏิรูปประเทศของ คสช. จะทำให้เราร่วมกันตกผลึกถึงปัญหาที่เกิดขึ้น การปฏิรูปประเทศจะไม่ใช่เรื่องง่าย และไม่สามารถทำให้สำเร็จได้ด้วยการเก็บหลักการประชาธิปไตยไว้ในลิ้นชัก แล้วสร้างอคติต่อนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง การจะปฏิรูปประเทศให้แล้วเสร็จจำเป็นต้องทำผ่านกลไกประชาธิปไตย”

      พนิดา มงคลสวัสดิ์ สส.สมุทรปราการ พรรคก้าวไกล อภิปรายรายงานผลการดำเนินงานตามแผนปฏิรูปประเทศ ประกอบไปด้วยประเด็นการเมือง ประเด็นบริหารราชการแผ่นดิน และประเด็นการปราบปรามการทุจริต โดยระบุว่าทั้ง 3 ประเด็น มีจุดร่วมเหมือนกันคือในปี 2561 วางแผนไว้ยิ่งใหญ่ ตั้งเป้าไว้ไกล เพราะจะปรับโครงสร้างประเทศแบบพลิกฝ่ามือ แต่สุดท้ายก็ไปไม่ถึง เพราะพอครบ 5 ปี แผนทั้งหมดนี้ดูเหมือนจะเป็นไปเพียงการโฆษณาเท่านั้น

      ในส่วนแผนปฏิรูปการเมืองฉบับปรับปรุง กำหนดเพียงแค่ตัวชี้วัดอย่างง่ายที่สุดท้ายเมื่อถึงเวลารายงานผล กลับไม่มีการกล่าวถึง โดยตัวชี้วัดแรกคือการประเมินสถานการณ์ความเป็นประชาธิปไตยที่จัดทำโดยสถาบันพระปกเกล้าเมื่อปี 2564 ที่ตั้งเป้าไว้ 63 คะแนน แต่กลับได้คะแนนจริงเพียง 55 คะแนน รวมถึงตัวชี้วัดอีกอันคือ Democracy Index ของ Economist แม้ทางคณะกรรมการกำหนดเกณฑ์ไว้ค่อนข้างต่ำเพียงระดับ 7 ซึ่งเทียบเท่ากับค่าการเป็นประเทศ ‘ประชาธิปไตยบกพร่อง’ แต่ก็กลับไปไม่ถึงเป้าหมายนั้น เพราะได้คะแนนเพียง 6.67 เท่านั้น

      “การปฏิรูปการเมืองไม่สามารถทำได้ตามตัวชี้วัดที่วางไว้ ตลอดเวลา 5 ปี สิ่งที่เราได้กลับมาคือคลิปในยูทูบที่ไม่มีคนดู แอปพลิเคชันของ กกต. ที่ไม่มีคนใช้ หรือกิจกรรมอบรมที่ไม่มีการวัดผล สิ่งนี้ชี้ให้เห็นถึงวิสัยทัศน์อันคับแคบของพวกท่าน ที่มองว่าประชาชนขาดความรู้ความเข้าใจเรื่องประชาธิปไตย และการเมือง เลยทำให้ต้องผลิตสื่อมาเพื่ออบรมสั่งสอนประชาชน”

      “ในความเป็นจริงแล้ว ประชาชนมีความเข้าใจประชาธิปไตย เข้าใจการเมืองเป็นอย่างดี เห็นได้จากการเลือกตั้งที่ผ่านมาที่ประชาชนต้องการความเปลี่ยนแปลง ต้องการยุติการสืบทอดอำนาจ ส่วนคนที่ไม่เข้าใจเรื่องประชาธิปไตยคือกลุ่มผู้มีอำนาจที่ผูกขาดการตัดสินใจทุกอย่างไว้ และบรรดา สว. ทั้ง 250 คน”

      ทางด้านของการบริหารราชการแผ่นดิน ช่วงแรกเริ่มมีการวางแผนไว้ 6 เรื่อง 24 กลยุทธ์ 56 แผนงาน มีการวาดฝันไว้หลายอย่าง ทว่าพอปรับปรุงแผนงานกลับทำได้เพียง 5 เรื่อง ส่วนด้านการปฏิรูปประเทศด้านการปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ในรายงานผลปฏิรูปปี 2565 หน้า 156 ระบุว่าบรรลุผลลัพธ์ 2 เป้าหมายแล้ว คือ ประเทศไทยมีการทุจริตและประพฤติมิชอบลดลง และหน่วยงานภาครัฐมีวัฒนธรรมและพฤติกรรมซื่อสัตย์สุจริต ทว่าหากดูจากการประเมินที่เป็นรูปธรรม จะพบว่าตัวชี้วัดที่ระบุอยู่ในแผนปฏิรูปฉบับปรับปรุงปี 2564 คะแนน CPI หรือคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริตของสากล หากจะดีขึ้นต้องอยู่ที่ 45 คะแนน แต่ในปี 2565 คะแนน CPI ของไทยอยู่ที่ 36 คะแนน แพ้มาเลเซียและเวียดนาม และดัชนี ITA การประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ ต้องเกิน 80% แต่ในความเป็นจริง หน่วยงานรัฐผ่านการประเมิน ITA เพียง 70% เท่านั้น 

      “แบบนี้จะถือว่าบรรลุเป้าหมายได้อย่างไร ท่านกำลังโกหกต่อหน้าผู้แทนราษฎรที่กำลังรับทราบรายงานนี้อยู่หรือไม่”

      ในรายงานยุทธศาสตร์ยังระบุรายละเอียดไว้ว่า การต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบยังคงมีปัญหาและข้อจำกัด รวมทั้งประชาชนยังไม่สามารถมีส่วนร่วมในการเข้าไปช่วยตรวจสอบ ติดตามการใช้งบประมาณและการดำเนินโครงการของหน่วยงานภาครัฐได้อย่างแท้จริง

      “จึงมาเปิดรายงานเล่มนี้ดูว่าท่านทำอะไรไปแล้วบ้าง ก็พบว่าผลสัมฤทธิ์ในการดำเนินการที่ครอบคลุมหน่วยงานรัฐ และการมีส่วนร่วมของประชาชนส่วนใหญ่ เป็นการสร้างเครือข่าย ทำโครงการอบรม ทำแผนงาน ปรับฐานข้อมูล การสร้างระบบดิจิทัล ซึ่งหลายเรื่องไม่ควรอยู่ในแผนปฏิรูปด้วยซ้ำ ควรเป็นสิ่งที่ต้องทำอยู่แล้วตามกฎหมาย” 

แผนปฏิรูปประเทศด้านสังคม: สุดท้ายคนไทยยังคงจนลง จนลง

      ชญาภา สินธุไพร สส.ร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย ตั้งคำถามถึงประเด็นสังคมในรายงานแผนการปฏิรูปประเทศ ระบุว่าทุกคนทราบกันดีว่า แผนที่ว่าเกิดขึ้นหลังการยึดอำนาจของ คสช. และเริ่มดำเนินการอย่างเป็นทางการในปี 2561 หลังเกิดรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 ผ่านมา 5 ปี แต่เมื่อได้อ่านรายงานผลสรุปความคืบหน้า กลับเห็นว่านี่ไม่ใช่การรายงานความคืบหน้า แต่เป็นการรายงานความไม่คืบหน้าของแผนปฏิรูปประเทศมากกว่า

      จากการรายงานผลสรุปการดำเนินการแผนปฏิรูปประเทศ แม้จะพยายามอธิบายการบรรลุเป้าหมายทั้ง 13 ด้าน มีการอ้างอิงสถิติ ความสำเร็จต่างๆ แต่ข้อเท็จจริงไม่ใช่แบบนั้น โดยยกตัวอย่างประเด็นด้านสังคม ที่กำหนดเป้าประสงค์มุ่งขจัดปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำในสังคม แต่สิ่งที่ชี้วัดได้ชัดเจนที่สุดในการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำคือจำนวนคนจนที่เพิ่มขึ้น

      ก่อนเกิดการยึดอำนาจในปี 2557 มีคนจนอยู่ประมาณ 8 ล้านคน ภายหลังเกิดรัฐบาล คสช. จนถึงรัฐบาลชุดปัจจุบัน มีการลงทะเบียนบัตรคนจนเพิ่มขึ้น 13.5 ล้านคน ล่าสุดในปี 2565 มีคนลงทะเบียนเพิ่มขึ้นกว่า 20 ล้านคน คิดเป็นหนึ่งในสามของประชากรทั้งประเทศ แสดงว่ายิ่งปฏิรูปคนจนยิ่งเพิ่มขึ้นหรือไม่

      ชญาภายังระบุอีกว่า คนส่วนใหญ่ของประเทศกำลังประสบปัญหารวยกระจุก จนกระจาย ปัญหาหนี้สินพอกพูน หนี้ครัวเรือนทะลุ 90% ของ GDP และมีประชาชน 1.4 ล้านคนทั่วประเทศเป็นหนี้นอกระบบ เป็นกลุ่มเปราะบางที่สุด เข้าไม่ถึงแม้แต่สินเชื่อในระบบ

      ประชากรกว่า 40% ของไทยอยู่ในภาคการเกษตร แต่พบว่า 90% ของครัวเรือนเกษตร เป็นหนี้เฉลี่ยกว่า 430,000 ต่อครัวเรือน นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลที่ปรากฏในฐานข้อมูลธนาคารโลกปี 2564 พบว่าไทยเหลื่อมล้ำด้านรายได้สูงเป็นอันดับ 4 ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก นอกจากนี้ไทยยังเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำด้านความมั่งคั่งสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก 

      “การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำที่ยั่งยืน ต้องแก้ที่ต้นตอ ด้วยการแก้ปัญหาทุนผูกขาด ทำให้เศรษฐกิจฐานรากเข้มแข็ง ทำให้คนส่วนใหญ่ของประเทศมีรายได้เพิ่มขึ้น เมื่อประชาชนมีรายได้ ภาคธุรกิจเติบโต ก็จะมีกำลังในการจ่ายภาษี มีรายได้เข้าคลังเพิ่มขึ้น รัฐสามารถนำเงินเหล่านั้นมาทำสวัสดิการที่ยั่งยืนให้กับประชาชน เป็นการลดความเหลื่อมล้ำระยะยาว 

      “แต่ที่ผ่านมา การดำเนินนโยบายส่วนใหญ่เป็นการกู้ และเน้นไปยังการแจกเงินระยะสั้น ไม่ได้สร้างรายได้ให้กับประชาชนในระยะยาว ทำให้ไม่สามารถแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำแก่ประชาชนยั่งยืน ดังนั้นอาจจะกล่าวได้ว่า การปฏิรูปเป็นเพียงวาทกรรม ยิ่งปฏิรูปยิ่งล้มเหลว แทบไม่มีความคืบหน้าของการปฏิรูปประเทศ ตามแผนที่กำหนดไว้ ประเด็นการปฏิรูปหลายเรื่องไม่ใช่สิ่งใหม่ และเป็นสิ่งที่หน่วยงานราชการทำอยู่แล้ว จึงเกิดความทับซ้อนและไม่ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับประเทศอย่างแท้จริง 

      “แผนปฏิรูปประเทศที่เกิดขึ้นภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 เป็นรัฐธรรมนูญที่เกิดจากผลพวงรัฐประหาร ผู้นำประเทศไม่ได้มาจากประชาธิปไตย ไม่ได้ยอมรับต่อการเปลี่ยนแปลง ดังนั้นการปฏิรูปประเทศที่เกิดขึ้นจึงล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ฝังรากลึกในสังคมไทย เป็นอุปสรรคใหญ่หลวงในการปฏิรูปประเทศ จำเป็นต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 และสถาปนาให้มีรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน จึงจะสามารถปฏิรูปประเทศได้อย่างแท้จริง”

แผนปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา: เรายังคงเห็นเด็กเข้าไม่ถึงการเรียนพื้นฐาน 

      ธีระชัย แสนแก้ว สส.อุดรธานี พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงแผนปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา พบว่ามีเพียง 10 หน้าเท่านั้น 

      ตลอดระยะเวลาที่มีการประกาศใช้แผนปฏิรูปประเทศ ผ่านมาแล้ว 5 ปี ในด้านการศึกษายังไม่เห็นผลสำเร็จที่จับต้องได้ เจาะลึกไปยังหมวดที่ 16 มาตรา 258 การศึกษามี 4 อนุ ซึ่งในอนุ 1 ให้เด็กเล็กได้รับการดูแลพัฒนาก่อนเข้ารับการศึกษา โดยไม่มีการเก็บค่าใช้จ่าย ซึ่งเกิดการตั้งคำถามว่าเป็นไปได้จริงหรือไม่ เพราะธีระชัยบอกว่ายังเห็นข่าวจ่ายแป๊ะเจี๊ยะ ฝากลูกฝากหลานอยู่เรื่อยๆ ซึ่งลูกชาวบ้าน ชาวไร่ชาวนา ไม่สามารถทำได้ และมีข่าวว่า ผอ. รับเงินใต้โต๊ะ หรือข่าวโรงเรียนยักยอกงบข้าวกลางวันเด็กนักเรียน ‘ผักหนึ่งไร่ ไก่หนึ่งตัว’

      เมื่อดูเรื่องค่าจ้างครูก็พบว่ายังคงมีปัญหา หากจะบอกว่าแก้ปัญหาด้านรายได้แล้ว ก็ถือว่ากำลังโกหกประชาชนทั้งประเทศ ธีระชัยยังได้ยกตัวอย่างโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ ที่เปิดรับสมัครบุคคลเพื่อคัดเลือกเป็นลูกจ้างชั่วคราว พบว่าเงินเดือนเพียง 6,000 บาท หากหารด้วย 30 วัน เท่ากับมีรายได้วันละ 200 บาท ต่ำกว่าค่าแรงขั้นต่ำด้วยซ้ำ หรือคนในชุมชนกับโรงเรียนต้องรวมเงินกันเพื่อจ้างให้ครูมาสอนนักเรียน 

      กันต์พงษ์ ประยูรศักดิ์ สส.กรุงเทพมหานคร พรรคก้าวไกล ได้อภิปรายแผนปฏิรูปประเทศด้านการศึกษาเช่นกัน เรื่องการพัฒนาเด็กปฐมวัยตั้งแต่ 0-6 ขวบ สิ่งที่เกิดขึ้นจากรายงานมีการให้ทุนประมาณ 5 หมื่นราย เป็นตัวเลขที่ฟังแล้วดูดี แต่เมื่อลงพื้นที่กลับพบว่าเด็กๆ อีกมากยังขาดทุนการศึกษา ไม่สามารถเข้าสู่ระบบการศึกษาได้ หรือผู้ปกครองต้องเสียเงินเดือนละ 500 บาท ในการทำให้บุตรหลานได้เรียนในศูนย์เด็กเล็ก ส่วนครูที่อยู่ในศูนย์เด็กเล็ก ไม่มีสวัสดิการ ขาดแคลนครู แสดงถึงงบประมาณที่ไม่เพียงพอ แต่รายงานแผนปฏิรูปประเทศด้านการศึกษากลับบอกว่าทุกอย่างสำเร็จไปด้วยดี 

      จากการฟังประชุมสภากับ สส. กว่า 52 คน ที่พูดถึงแผนปฏิรูปประเทศในด้านต่างๆ และ The Modernist ได้ยกตัวอย่างมาเพียงแค่ไม่กี่ประเด็นเท่านั้น แต่กลับพบว่าการทำงานของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ยังคงเต็มไปด้วยปัญหา แผนที่วางไว้ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริง และมีการวัดผลที่กว้างเกินไปและไม่ครอบคลุม

ระวี ตะวันธรงค์
Author

ระวี ตะวันธรงค์

แชร์บทความนี้

ช่วยกระจายข่าวเชิงลึกให้คนมากขึ้น

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ดูในหมวด POLITICS

ย้อนรอยการแพ้สงครามเวียดนาม ประวัติศาสตร์ที่อเมริกาอยากลืม

ภาพเฮลิคอปเตอร์อพยพผู้คนจากสถานทูตสหรัฐฯ ในไซง่อนปี 1975 เป็นสัญลักษณ์ความพ่ายแพ้ของอเมริกาในสงครามเวียดนาม บทเรียนจากความหวาดระแวง กลยุทธ์ผิดพลาด และการประเมินคู่ต่อสู้ต่ำเกินไป.

Srawut··1 min read

จับตา เจรจารอบ 2 สหรัฐฯ อิหร่าน ! เงื่อนไขสำคัญอยู่ที่โครงการนิวเคลียร์  

การเจรจารอบ 2 ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านมีความสำคัญต่อเสถียรภาพตะวันออกกลางและเศรษฐกิจโลก โดยมีโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านเป็นแกนหลักของความขัดแย้ง

Srawut··1 min read

เมื่อฮอร์มุซถูกปิดล้อม ! ทางกลับสู่โต๊ะเจรจา หรือเส้นทางสู่สงคราม ?

สหรัฐอเมริกาประกาศปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ หลังการเจรจากับอิหร่านล้มเหลว สถานการณ์นี้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเผชิญหน้าทางทหารและวิกฤตพลังงานโลก

Srawut··1 min read

“สามฉากทัศน์ใน ฮอร์มุซ“ เมื่อสหรัฐ ‘คุมทาง’ จีน ‘ต้องใช้ทาง’ และอิหร่าน ‘อยู่บนทาง’”

สหรัฐเริ่มสกัดกั้นเรือเข้า-ออกท่าเรืออิหร่านผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ขณะจีนประกาศต้องการเข้าถึงพลังงาน สร้างเกมมหาอำนาจสามเหลี่ยมที่เต็มไปด้วยความเสี่ยง

Srawut··1 min read