ในการเลือกตั้งปี 2566 เป็นการต่อสู้ระหว่างขั้วเดียวกันของ 2 พรรคการเมือง นั่นคือ “พรรคเพื่อไทย” กับ “พรรคก้าวไกล” (พรรคประชาชน) โดยคะแนนของทั้ง 2 พรรค ทิ้งห่างพรรคอื่นๆ เป็นอย่างมาก ซึ่งเสมือนเป็นการส่งสัญญาณจากประชาชนว่า ต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลง
แต่แล้วประชาชนก็ไม่ได้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงใดๆ หลังเลือกตั้ง “พรรคเพื่อไทย” สลัดทิ้ง “พรรคก้าวไกล” หรือพรรคประชาชนในเวลาต่อมา ข้ามขั้วไปจับมือตั้งรัฐบาลกับอีกฝ่าย แล้วพยายามเปลี่ยนแนวทางเป็น “อนุรักษ์นิยมใหม่”
ต่อมา “พรรคเพื่อไทย” ก็หลุดจากอำนาจ หลัง “แพทองธาร” ถูกตัดสินให้พ้นตำแหน่งนายกฯ แล้วก็เกิดดีลพิสดาร “พรรคประชาชน” โหวตให้ “อนุทิน ชาญวีรกูล” เป็น “นายกฯ” โดยไม่เข้าร่วมรัฐบาล แต่แล้วก็ถูกหักดิบ เรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ ก่อนอนุทินประกาศยุบสภา
ซึ่งตลอดระยะเวลา 2 ปีกว่าที่ผ่านมา มีเหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย และจากผลสำรวจล่าสุดของ “นิด้าโพล” (เผยแพร่วันที่ 11 มกราคม 2569) ในหัวข้อ “ยกแรก กระแสเลือกตั้ง 69” ก็ทำให้เห็นปรากฏการณ์ที่แตกต่างจากการเลือกตั้งปี 2566 ได้อย่างน่าสนใจ ดังต่อไปนี้

1. “ภูมิใจไทย” ผงาดขึ้นเป็น “พรรคคู่ชิง” มีลุ้นเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล
ก่อนการเลือกตั้งปี 2566 “พรรคภูมิใจไทย” ยังอยู่ในระดับพรรคขนาดกลาง แทบไม่มีลุ้นได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล แต่ในการเลือกตั้งปี 2569 ภูมิใจไทยกลับผงาดขึ้นเป็น “พรรคคู่ท้าชิง” เปลี่ยนบทบาทจากพรรคตัวแปรอันดับ 2 อันดับ 3 กลายเป็นพรรคหลัก ที่มีคะแนนนิยมเพิ่มขึ้นสูงในระดับก้าวกระโดด
โดยในผลโพลล่าสุดนี้ คะแนนนิยมตัวบุคคลที่ประชาชนอยากให้เป็นนายกฯ “อนุทิน” อยู่อันดับที่ 2 (20.84%) ตามหลัง “ณัฐพงษ์” อันดับที่ 1 (24.76%) เพียงแค่ 4% เท่านั้น
รวมถึงคะแนนพรรค (ทั้งแบ่งเขตและบัญชีรายชื่อ) ภูมิใจไทยได้อันดับ 2 โดยคะแนนพรรคแบบแบ่งเขตได้ 21.96 % ส่วนแบบบัญชีรายชื่อ ได้ 22.32 % แม้ตามหลัง “พรรคประชาชน” ที่เป็นอันดับ 1 (แบบแบ่งเขต 30.40 % แบบบัญชีรายชื่อ 30.48 %) แต่ค่อนข้างทิ้งห่าง “พรรคเพื่อไทย” ที่อยู่ในอันดับ 3
2. “เพื่อไทย” จากพรรคตัวเต็ง กลายเป็นพรรคอันดับ 3
ในการเลือกตั้งที่กำลังจะถึงนี้ พรรคเพื่อไทยไม่ใช่พรรคตัวเต็งเหมือนในการเลือกตั้งปี 2566 และดูหมือนทางพรรคก็เข้าใจสถานการณ์ ดังจะเห็นได้จากการปรับกลยุทธ์เพื่อเป็นพรรคตัวแปร ไม่แข่งเป็นที่ 1 แต่ต้องได้ร่วมรัฐบาล
โดยผลโพลล่าสุดนี้ “พรรคเพื่อไทย” อยู่ในอันดับที่ 3 ทั้งแบบแบ่งเขต (15.72 %) และแบบบัญชีรายชื่อ (15.44 %) ส่วนตัวบุคคล การที่ “ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” ได้อันดับที่ 5 (9.64%) ทั้งๆ ที่เปิดตัวมาระยะหนึ่งแล้ว ก็อาจจะสะท้อนให้เห็นถึงมนตร์ขลังของแบรนด์ชินวัตร ที่เสื่อมถอยลง ที่ถูก “ณัฐพงษ์” แห่งพรรคประชาชน และ “อนุทิน” แห่งพรรคภูมิใจไทย ทิ้งห่างอย่างไม่เห็นฝุ่น

3. “พรรคประชาชน” กระแสพรรคอุ้มหัวหน้าพรรค
แม้ “พรรคประชาชน” จะนำเป็นอันดับ 1 ทั้งพรรคและตัวบุคคล แต่คะแนนของ “ณัฐพงษ์” ต่ำกว่าคะแนนพรรคอย่างมีนัยยะ สะท้อนให้เห็นว่า “พรรคประชาชน” ยังคงความขลังอยู่ แม้ไม่มากเท่าการเลือกตั้งปี 2566 ก็ตาม
แต่คะแนนความนิยมที่มีต่อตัวผู้นำ ไม่ได้โดดเด่นมากนัก เมื่อเทียบกับ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” แคนดิเดตนายกฯ พรรคก้าวไกล ในการเลือกตั้งปี 2566 ที่มีส่วนสำคัญที่ทำให้พรรคชนะเลือกตั้งอย่างพลิกความคาดหมาย
โดยคะแนนของพรรคแบบแบ่งเขตอยู่ที่ 30.40 % (อันดับ 1) แบบบัญชีรายชื่ออยู่ที่ 30.48 (อันดับ 1) ส่วนคะแนนตัวบุคคลที่ประชาชนอย่างให้เป็นนายกฯ ของ “ณัฐพงษ์” อยู่ที่ 24.76 (อันดับ 1) ต่ำกว่าคะแนนพรรคราว 6 %
4. การฟื้นคืนชีพของ “ประชาธิปัตย์” และ “อภิสิทธิ์”
จากผลโพลนี้สะท้อนให้เห็นว่า ประชาธิปัตย์เริ่มตั้งหลักได้ และตัวบุคคลอย่าง “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ยังคงมีมนต์ขลังอยู่
โดยคะแนนบุคคลที่ประชาชนอยากให้เป็นนายกฯ “อภิสิทธิ์” อยู่ในอันดับที่ 4 (12.12 %) ส่วนคะแนนพรรคอยู่ในอันดับที่ 4 เช่นกัน ทั้งแบแบบแบ่งเขต (12.16 %) และแบบบัญชีรายชื่อ (12.56)

5. กลุ่ม “พลังเงียบ” (Swing Voter) ยังมีถึง 14%
ในการสำรวจครั้งนี้ แม้คะแนนในกลุ่มพลังเงียบ (ยังไม่ตัดสินใจ) จะลดลงเป็นอย่างมาก แต่ก็ถือว่ายังสูงอยู่ ในระดับที่ว่า หากพรรคใดได้คะแนนส่วนนี้ไป ก็อาจพลิกเกมการเลือกตั้งได้
โดยในหัวข้อประชาชนอยากให้ใครเป็นนายกฯ กลุ่มพลังเงียบอยู่อันดันที่ 3 (14.12 %) ส่วนคะแนนพรรคแบบแบ่งเขต (8.40 %) และแบบบัญชีรายชื่อ (7.80 อยู่อันดับที่ 5)
สิ่งที่ชัดเจนที่สุดที่โพลนี้สะท้อนให้เห็นก็คือกระแสความนิยมที่มีต่อพรรค ต่อตัวบุคคล ที่แตกต่างจากการเลือกตั้งปี 2566 อย่างมีนัยยะ แม้ “พรรคประชาชน” จะเป็นอันดับ1 ของโพล แต่ในการเลือกตั้งสนามจริงมีตัวแปรอื่นๆ อีกมากมาย โดยเฉพาะ “กลุ่มบ้านใหญ่” ถ้าหากกลับมาผงาดได้ ก็อาจทำให้ผลการเลือกตั้งที่ออกมา แตกต่างจากผลโพลอย่างสิ้นเชิง
อ้างอิง นิด้าโพล “ยกแรก กระแสเลือกตั้ง 69” (11 ม.ค. 69)
Srawut
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ดูในหมวด Editor →สวนนงนุชจัดพิธีเปลี่ยนธงมนตรา เติมสีสันท่องเที่ยวไทย
สวนนงนุชจัดพิธีเปลี่ยนธงมนตรา เพื่อเติมสีสันให้กับการท่องเที่ยวไทย
ย้อนรอยการแพ้สงครามเวียดนาม ประวัติศาสตร์ที่อเมริกาอยากลืม
ภาพเฮลิคอปเตอร์อพยพผู้คนจากสถานทูตสหรัฐฯ ในไซง่อนปี 1975 เป็นสัญลักษณ์ความพ่ายแพ้ของอเมริกาในสงครามเวียดนาม บทเรียนจากความหวาดระแวง กลยุทธ์ผิดพลาด และการประเมินคู่ต่อสู้ต่ำเกินไป.
จับตา เจรจารอบ 2 สหรัฐฯ อิหร่าน ! เงื่อนไขสำคัญอยู่ที่โครงการนิวเคลียร์
การเจรจารอบ 2 ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านมีความสำคัญต่อเสถียรภาพตะวันออกกลางและเศรษฐกิจโลก โดยมีโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านเป็นแกนหลักของความขัดแย้ง
เมื่อฮอร์มุซถูกปิดล้อม ! ทางกลับสู่โต๊ะเจรจา หรือเส้นทางสู่สงคราม ?
สหรัฐอเมริกาประกาศปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ หลังการเจรจากับอิหร่านล้มเหลว สถานการณ์นี้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเผชิญหน้าทางทหารและวิกฤตพลังงานโลก




