
แรงงานไทยได้รับการคุ้มครองจริงหรือ? ชวนอ่าน 3 งานวิจัย สะท้อนความไม่เป็นธรรมในกฎหมายแรงงาน
ท่ามกลางกระแสประชาธิปไตยที่เติบโตขึ้นในปี 2563 เป็นต้นมา ทำให้สังคมตระหนักถึงสิทธิเสรีภาพ และเริ่มที่จะพูดคุยและตั้งคำถามต่อกฎหมาย ขนบธรรมเนียมและวัฒนธรรมในสังคมไทยมากขึ้น ไม่เว้นแม้แต่เรื่องของการทำงานที่บางครั้งก็เกิดเป็นประเด็นต่างๆ ขึ้นมา เช่น การลางานไปดูแลแม่ที่ป่วยไม่ได้ , การทำงานล่วงเวลาติดต่อกันจนเสียชีวิต หรือแม้กระทั่งการสั่งงานนอกเวลาทำงาน ฯลฯ
ถึงแม้ว่าแรงงานเหล่านี้จะมีกฎหมายคุ้มครองพวกเขา แต่ก็มีงานวิจัยบางชิ้นที่ค้นพบว่า กฎหมายแรงงานในประเทศไทยยังมีข้อบกพร่องต่างๆ ที่ทำให้แรงงานในประเทศเสียเปรียบในการเจรจาต่อรอง รวมถึงตัวกฎหมายที่ล้าหลังไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของการทำงานโดยเฉพาะแรงงานรับจ้างอิสระ (Freelance) และนี่คือ 3 งานวิจัยที่ชี้ให้เห็นถึงช่องโหว่ของกฎหมายแรงงาน ซึ่งทำให้แรงงานในประเทศไทยยังไม่ได้รับการคุ้มครองสิทธิอย่างเต็มที่เท่าที่ควร
“แม้มีสิทธิ (ตามกฎหมาย) แต่เข้าไม่ถึงสิทธิ (ตามความเป็นจริง)”: กรณีศึกษาสิทธิในการรวมตัวเป็นสหภาพแรงงานและเจรจาต่อรอง ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518
งานวิจัยชิ้นนี้เป็นของสำนักวิจัยและพัฒนา สถาบันพระปกเกล้า โดยมีวัตถุประสงค์ในการศึกษา 3 ประการ คือ เพื่อวิเคราะห์สาเหตุและที่มาของปัญหาอันเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้สิทธิการรวมตัวและเจรจาต่อรองของแรงงานในภาคอุตสาหกรรมในประเทศไทยเข้าไม่ถึงการคุ้มครอง และเพื่อวิเคราะห์แนวทางการแก้ปัญหา รวมถึงหาแนวทางและวิธีการที่เหมาะสมในการรวมตัวหรือเจรจาต่อรองของแรงงานในภาคอุตสาหกรรมในประเทศไทย
จากงานวิจัยพบว่า พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 นั้นมีปัญหาจากช่องว่างของตัวกฎหมาย รวมถึงการบังคับใช้กฎหมาย ดังนี้
- กฎหมายยังไม่สามารถคุ้มครองผู้ดำเนินการก่อตั้งสหภาพแรงงานหรือคณะกรรมการบริหารสหภาพแรงงานช่วงระหว่างการเจรจาต่อรองใน 3 ลักษณะ คือ
- กฎหมายแรงงานสัมพันธ์ไม่บังคับให้นายจ้างและลูกจ้างต้องเจรจากันเสมอ เมื่อมีการแจ้งข้อเรียกร้องต่อกัน
- นายจ้างมีการปิดงานบางส่วนเฉพาะสมาชิกสหภาพแรงงานที่เกี่ยวข้องกับการยื่นข้อเรียกร้อง และกฎหมายไม่ได้กำหนดระยะเวลาสิ้นสุดในการปิดงานไว้
- เมื่อการพิพาทแรงงานยุติ นายจ้างมักจะไม่มอบหมายงานให้ลูกจ้างที่ถูกปิดงานได้กลับเข้าไปทำงานในสถานประกอบการเหมือนเดิม
- กฎหมายทำให้ลูกจ้างเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมของศาลแรงงานล่าช้า โดยพบว่า การเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมด้านแรงงานผ่านกลไกศาลแรงงานเป็นเรื่องยุ่งยากและมีต้นทุนสูง นายจ้างจึงมักใช้ข้อเสียเปรียบนี้มาต่อรองกับลูกจ้าง และผู้พิพากษามาจากกระบวนการยุติธรรมปกติไม่มีความเชี่ยวชาญเรื่องแรงงานอีกด้วย
- กระทรวงแรงงานได้มีการประกาศใช้ระเบียบกระทรวงแรงงานฉบับใหม่ ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกกรรมการผู้แทนฝ่ายนายจ้างและกรรมการผู้แทนฝ่ายลูกจ้างในคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2558 โดยเพียงการสรรหาจากตัวแทนสภาองค์การลูกจ้างตามกฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์เท่านั้น ทำให้ขาดการมีส่วนร่วมขององค์กรแรงงานทั้งหมดที่ไม่ได้เป็นสมาชิกของสภาองค์การลูกจ้าง
การพัฒนาระบอบกฎหมายเพื่อลดความเหลื่อมล้ำกับกลุ่มแรงงานรับจ้างอิสระ (Freelance) ที่ได้รับผลกระทบจากความท้าทายในศตวรรษที่ 21
งานวิจัยดังกล่าวเป็นของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) โดยมีจุดประสงค์คือ ทบทวน สภาพปัญหา สถานการณ์ปัจจุบัน ที่สร้างความด้อยสิทธิต่อกลุ่มแรงงานรับจ้างอิสระ และความเสี่ยงจากการไม่ปรับตัวของระบอบกฎหมายไทย
งานวิจัยดังกล่าวพบว่า มีปัญหาสำคัญที่เกิดขึ้นจากการปรับตัวไม่ทันของระบอบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ดังนี้
- ระบอบกฎหมายคุ้มครองแรงงานและสวัสดิการสังคม
ลักษณะของการผลิต แนวคิดในการทำงานและการบริหารจัดการของบริษัทที่ต่างๆที่เปลี่ยนไปในศตวรรษที่ 21 ได้สลายลักษณะความสัมพันธ์ของการระบบความสัมพันธ์ทางแรงงานแบบสายพานการผลิตในโรงงาน ไปสู่การกระจายงานออกเป็นชิ้น ๆ ส่วน ๆ แล้วติดต่อส่งรับงานกันผ่านระบบอินเตอร์เน็ต ทำให้คนทำงานที่เป็นแรงงานรับจ้างอิสระอยู่ในภาวะเสี่ยงด้อยสิทธิสูง หน้าที่อันน้อยลงของนายจ้างเจ้าของทุน โดยเฉพาะบริษัทได้สร้างความมั่งคั่งผ่านผลประกอบการดีขึ้นเพราะสามารถลดต้นทุนและความเสี่ยงออกไปให้แรงงานรับจ้างอิสระแบกรับเอาเอง เป็นสาเหตุสำคัญที่ถ่างความเหลื่อมล้ำในสังคมให้เพิ่มมากขึ้นไปอีก
- ระบอบกฎหมายที่ไม่ส่งเสริมสวัสดิการสังคมเพื่อการสร้างครอบครัว
การวางระบอบสวัสดิการสังคมและครอบครัวโดยมิได้คำนึงถึงความเปลี่ยนแปลงของลักษณะการทำงานในยุคดิจิทัลซึ่งแรงงานมีพฤติกรรมการทำงานที่เปลี่ยนไป การถูกบังคับให้กลายเป็นแรงงานรับจ้างอิสระมีชีวิตแขวนอยู่บนรายได้ต่อชิ้นงานนั้นบีบให้คนทำงานมากขึ้น แต่มีความมั่นคงในรายได้และการมีงานทำต่อเนื่องน้อยลง ส่งผลต่อการสร้างดุลยภาพระหว่างการทำงานและการใช้ชีวิต อันมีนัยสำคัญต่อการตัดสินใจสร้างครอบครัว หรือมีลูกของแรงงานรับจ้างอิสระที่อยู่ในระบบการจ้างยืดหยุ่น ขาดแคลนรายได้ประจำและด้อยสิทธิในระบบหลักประกันแรงงาน
- ระบอบกฎหมายทรัพย์สินในยุคดิจิทัลกับการแย่งยึดทุกสรรพสิ่งให้เป็นของบริษัท
ระบอบกฎหมายที่ไม่ยอมรับความเป็นเจ้าของในข้อมูลหรือทรัพย์สินในโลกเสมือนของผู้ใช้อินเตอร์เน็ตได้สร้างผลสะเทือนอย่างลึกซึ้งกว้างขวางในสำนึกของผู้ใช้อินเตอร์เน็ตที่เป็นแรงงานรับจ้างอิสระ เนื่องจากปริมาณข้อมูลที่แรงงานรับจ้างอิสระผลิตขึ้นบนโลกไซเบอร์ผ่านการเล่นเกมส์ยามพักผ่อนหย่อนใจ หรือการผลิตเนื้อหาต่างๆในโลกไซเบอร์ ไปจนถึงข้อมูลส่วนบุคคลที่เกิดจากการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั้งหลาย ได้กลายเป็นขุมทรัพย์ที่บริษัทเจ้าของแพลตฟอร์มหรือเจ้าของเทคโนโลยีสามารถยึดครองเอาทรัพย์สินใหม่ๆเหล่านี้ไปโดยมิได้ตัดสินใจร่วมกับผู้ใช้ว่าจะแบ่งปันผลประโยชน์กันอย่างไร
ความยุติธรรมด้านแรงงานในประเทศไทย ศึกษากรณีความยุติธรรมตามสัญญาจ้างแรงงาน
งานวิจัยดังกล่าวเป็นของคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาความยุติธรรมตามสัญญาจ้างแรงงานตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 และวิเคราะห์หานโยบายทางสังคมที่เหมาะสม ในประเด็นที่พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานยังไม่สามารถอำนวยความยุติธรรมให้แก่คู่สัญญาจ้างแรงงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
จากการวิจัยพบว่า ประเทศไทยต้องมีนโยบายทางสังคมที่เหมาะสมที่ทำให้คู่สัญญาในสัญญาจ้างแรงงานได้รับความยุติธรรมจากการจ้างแรงงานอย่างเท่าเทียมกัน เป็นสิ่งที่ถูกต้อง ทั้งนี้เพราะ การคุ้มครองคู่สัญญาจ้างแรงงานยังพบข้อบกพร่องบางประการที่ไม่สามารถอำนวยความยุติธรรมด้านการแรงงานให้แก่คู่สัญญาจ้างแรงานได้ ซึ่งสามารถสรุปได้ ดังนี้
- ประเด็นค่าจ้าง
อัตราค่าจ้างขั้นต่ำที่บังคับใช้อยู่ปัจจุบันยังไม่สามารถทำให้ลูกจ้างได้รับความยุติธรรมทางสังคมได้ เนื่องจากแนวคิดในการกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำที่กำหนดให้อัตราค่าจ้างชั้นต่ำเพียงพอต่อการดำรงชีพของลูกจ้างเพียงคนเดียว ลูกจ้างยังได้รับอัตราค่าจ้างไม่เหมาะสมและสอดคล้องกับความรู้ ทักษะ และความสามารถ
- ประเด็นการบอกเลิกสัญญาจ้างแรงงาน
คู่สัญญาจ้างแรงงานฝ่ายที่ถูกบอกเลิกสัญญาอาจได้รับความเสียหายจากการบอกเลิกสัญญาจ้างแรงงานที่ไม่ถูกต้องของคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่ง ลูกจ้างไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาจ้างแรงงานทันทีในกรณีที่ลูกจ้างถูกนายจ้างกระทำการอันเข้าลักษณะร้ายแรงต่อตนเอง เนื่องจากความไม่เท่าเทียมกันในการคุ้มครองสิทธิการบอกเลิกสัญญาจ้างแรงงานในทันทีตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานซึ่งเป็นความไม่ยุติธรรมทางกฎหมาย
- ประเด็นสิทธิการเข้าถึงความยุติธรรมทางกฎหมาย
ลูกจ้างยังไม่สามารถเข้าถึงความยุติธรรมจากการจ้างแรงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากนโยบายและมาตรการที่รัฐใช้เป็นกลไกเพื่อช่วยเหลือลูกจ้างให้ได้มีสิทธิเข้าถึงความยุติธรรมนั้นยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะกำจัดข้อจำกัดส่วนบุคคลของลูกจ้างอันเป็นอุปสรรคขัดขวางสิทธิการเข้าถึงความยุติธรรมทางกฎหมายของลูกจ้าง และการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่จะปฏิบัติงานเชิงรุกในการอำนวยความยุติธรรมให้แก่ลูกจ้าง
ผู้เขียน : ณัฐชนน จงห่วงกลาง
อ้างอิง : สถาบันพระปกเกล้า , สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) , คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ระวี ตะวันธรงค์
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ดูในหมวด POLITICS →ระบอบอากง ไม่ส่งผลกระทบ ! โพลชี้ “ชัชชาติ” ยังนำห่าง 67.30 %
โพลสำรวจชี้ว่าระบอบอากงไม่ส่งผลกระทบต่อความนำของ “ชัชชาติ” ซึ่งยังคงนำห่างอยู่ที่ 67.30 %
หนี้ภาษีหุ้นชินคอร์ป ทักษิณจะดึงเกม ยอมจ่าย หรือเลือกล้มละลาย ?
ทักษิณ ชินวัตร เผชิญหนี้ภาษีหุ้นชินคอร์ป 1.76 หมื่นล้านบาท และต้องเลือกระหว่างการจ่ายหนี้ ยืดเวลา หรือเสี่ยงต่อการล้มละลาย
รู้จัก “พนัส ไทยล้วน” ผู้ที่เรียกตัวเองว่า “พ่อมดประกันสังคม”
บทความวิเคราะห์เกี่ยวกับ “พนัส ไทยล้วน” ผู้ที่เรียกตัวเองว่า “พ่อมดประกันสังคม” และอิทธิพลของเขาในระบบแรงงานไทย
รู้จัก “ต่อศักดิ์ โชติมงคล” กุนซือชัชชาติ ที่มาวาทกรรม “ระบอบอากง”
บทความวิเคราะห์เกี่ยวกับ “ต่อศักดิ์ โชติมงคล” กุนซือผู้ว่าฯ กทม. และวาทกรรมการเมือง “ระบอบอากง” ที่เกิดขึ้นในการเลือกตั้งปี 2569



