ท่านผู้อ่านครับ... ช่วงนี้อากาศข้างนอกเริ่มเย็น แต่ในสภาไทยกลับร้อนฉ่าเป็นกระทะทองแดง ว่าด้วยเรื่อง “ศึกชิงจังหวะ” ในคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ทั้ง 35 คณะ ที่กำลังเล่นแร่แปรธาตุกันอย่างสนุกสนาน
เรื่องของเรื่องมันปะทุเมื่อ กมธ.กฎหมายฯ ที่มีคุณโรมเป็นหัวโต๊ะ จัดการลงดาบไม่ยอมรับแนวทางของคณะกรรมการฯ ที่มี “คุณโสภณ” เป็นหัวโต๊ะ แถมเตรียมเรียกมาชี้แจง แต่ที่ต้องขีดเส้นใต้หนาๆ คือคิวที่ “ร่างแก้ไขข้อบังคับการประชุมสภา” ของค่ายสีน้ำเงิน (ภูมิใจไทย) ผงาดเข้าสู่ที่ประชุม สาระสำคัญฟังดูผิวเผินช่างงดงาม... ให้เลือกประธาน กมธ. ด้วยการ “ลงคะแนนลับ” แทนโควตาพรรค และไฮไลต์คือ การจะเรียกใครมาชี้แจง หรือจะแถลงข่าว ต้องผ่าน “มติเกินกึ่งหนึ่ง” ของ กมธ. คณะนั้นๆ
ทีนี้ บางคนอาจจะเถียงคอเป็นเอ็นว่า "อ้าว ก็ดูสภาผู้ดีอย่างอังกฤษสิ! กมธ. บ้านเขา ฝ่ายค้านกับพรรครัฐบาลเขายังมี 'ฉันทามติ' จับมือโหวตไปในทิศทางเดียวกันได้เลย ทำไมไทยแลนด์แดนสไมล์จะใช้ระบบเสียงข้างมากแบบแฟร์ๆ บ้างไม่ได้?"
โธ่เอ๊ย... พ่อคุณแม่คุณครับ! ถอดแว่นโลกสวยออกก่อน ไปเอาบริบทสภาอังกฤษมาเทียบกับบ้านเรา มันเหมือนเอา "ปลาไหล" ไปเทียบกับ "ปลาช่อน" แม้จะอยู่ริมน้ำเหมือนกันแต่มันคนละเรื่องเลย!

ที่อังกฤษเนี่ย การที่ สส. ฝั่งรัฐบาลเขายอมยกมือโหวต "ตรวจสอบรัฐมนตรีพรรคตัวเอง" อย่างเป็นเอกฉันท์ร่วมกับฝ่ายค้าน ไม่ใช่ว่าเขากินยาผิดขวดนะครับ แต่วัฒนธรรมการเมืองเขาออกแบบมาให้คนกล้าทำแบบนั้นด้วยเหตุผลง่ายๆ สองสามข้อ...
หนึ่ง... เขาไม่ต้องกลัวลูกพี่ปลด! สส. ที่ไปนั่งโต๊ะกรรมาธิการของอังกฤษ เขาไม่ได้ถูก "ผู้คุมกฎ" หรือวิปพรรคจิ้มหัวแต่งตั้งมา แต่เขามาจากการ "โหวตลับ" ของเพื่อน สส. ทั้งสภา แปลว่าเขาเป็นอิสระ! ถ้าเขาโหวตตรวจสอบรัฐบาล พรรคก็ไม่มีสิทธิ์มาสั่งปลดเขากลางอากาศ เขาจึงกล้าทำงานตรงไปตรงมา
สอง... ถอดเสื้อพรรคทิ้งไว้หน้าประตู ธรรมเนียมบ้านเขา พอเดินเข้าห้อง กมธ. ปุ๊บ ทุกคนคือ "นักสืบหาความจริง" ไม่ใช่ลิ่วล้อพรรค เขาเอาข้อมูลมากางสู้กัน ถ้าหลักฐานมันฟ้องว่านโยบายรัฐบาลห่วยจริง สส. รัฐบาลก็หน้าบางเกินกว่าจะหลับหูหลับตาโหวตอุ้ม
สาม... ยิ่งด่าพรรคตัวเอง ยิ่งได้ดี! สส. อังกฤษเขามองว่ากรรมาธิการคือ "เวทีโชว์ของ" ใครซักค้านเก่ง ขุดคุ้ยแม่นยำ แม้จะขุดคุ้ยพรรคตัวเอง ประชาชนจะปรบมือให้ สื่อจะอวยยศ และนั่นคือบันไดทองคำให้เขาเติบโตไปเป็นรัฐมนตรีในวันข้างหน้า!
ตัดภาพกลับมาที่สภาฯ สวยริมแม่น้ำเจ้าพระยา...
การเสนอแก้กติกาว่า "จะเรียกใครมาสอบ ต้องได้มติเสียงข้างมาก" ในสภาพแวดล้อมที่ สส. ยังต้องฟังเสียงนกหวีดจากวิปพรรค ยังต้องพึ่งพาบารมีลูกพี่ และโควตา กมธ. ก็ล้อไปตามสัดส่วนที่นั่งในสภา (ซึ่งฝั่งรัฐบาลครองเสียงข้างมากอยู่แล้ว)... มันจะไปออกอีหรอบไหนล่ะครับ?
เปรียบไปก็เหมือนตั้งคณะกรรมการตรวจสอบผู้ใหญ่บ้าน แต่กรรมการเกินครึ่งคือ "ลูกบ้านสายตรง" ที่ยังต้องรับเบี้ยเลี้ยงจากผู้ใหญ่ แล้วกติกาใหม่บอกว่า "จะสอบผู้ใหญ่ ต้องให้กรรมการเสียงข้างมากอนุญาตก่อนนะ" ...คุณพระช่วย! ให้แมวไปนั่งเฝ้าปลาย่างยังจะมีลุ้นเสียกว่า!

สุดท้ายนี้ ผมคงไม่ชี้ช่องว่าใครถูกใครผิด แต่อยากชวนท่านผู้อ่านช่วยกันคิดให้รอบคอบ...
เปลี่ยนกติกาใหม่แล้ว "ความเป็นกลาง" จะมีอยู่จริง หรือจะเป็นแค่ "การเหยียบเบรก" ฝ่ายค้าน?
ในประเทศที่ สส. ฝั่งรัฐบาลยังไม่สามารถเป็นอิสระจากมติพรรคได้แบบอังกฤษ การใช้ระบบเสียงข้างมากมาคุมการตรวจสอบ มันคือการเปิดความโปร่งใส หรือการสร้างเกราะกำบังให้คนถูกตรวจสอบกันแน่?
แล้วทำไม... ของเก่าที่ใช้ตรวจสอบรัฐบาลมาตั้งหลายยุคหลายสมัย ถึงเพิ่งมาเป็นปัญหาเอาตอนนี้? ฝากไว้ให้คิดกันเล่นๆ ก่อนลมหนาวจะพัดมาครับ
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ดูในหมวด Politic →ระเบิดเวลาข้อครหารุมเร้า ที่มัวแต่ใช้ความเงียบเป็นเกราะกำบัง
วงจรวิกฤตซ้ำซาก: ทำไมสังคมไทยจึง "ถอดบทเรียน" ไม่เคยสำเร็จ ?
บทความวิเคราะห์เหตุผลที่สังคมไทยไม่สามารถดึงบทเรียนจากวิกฤตซ้ำซากได้สำเร็จ
“ปิยะ ปิจนำ” ผู้ว่าฯ บุรีรัมย์ ขึ้นอธิบดี สถ. คนใหม่
ปิยะ ปิจนำ ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น โดยคณะรัฐมนตรีมีมติแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญระดับสูงจำนวน 20 ตำแหน่ง
.png)
.png)
.png)

