ตื่นเช้ามาวันนี้ กลิ่นอายของการล้างไพ่ทางการเมืองลอยข้ามซีกโลกมาจากสหรัฐอเมริกาครับท่านผู้อ่าน การเลือกตั้ง "กลางเทอม" ที่กำลังนับคะแนนกันอยู่นี้ ไม่ใช่แค่การกาบัตรตามวาระ แต่มันคือ "ใบเสร็จ" ที่ชาวอเมริกันกำลังส่งมอบให้กับการบริหารงานในช่วงที่ผ่านมา
ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจกติกาบ้านเขากันสักนิด การเมืองอเมริกันนั้นออกแบบมาให้คานอำนาจกันวุ่นวาย สภาผู้แทนราษฎร (สส.) หรือสภาล่างนั้น มีอายุแค่ 2 ปี เรียกว่าต้องขยันลงพื้นที่กันตลอด ส่วนวุฒิสภา (สว.) หรือสภาบน ให้นั่งยาวๆ 6 ปี แต่จะใช้วิธีทยอยเลือกตั้งใหม่ทีละ 1 ใน 3 ทุกๆ 2 ปีให้พร้อมกับสภาล่าง รอบนี้ก็เช่นกัน ส.ว. คนไหนหมดโปรโมชัน 6 ปีพอดี ก็ต้องลงสนามป้องกันแชมป์ จึงเป็นที่มาว่าทำไมโพลทุกสำนักถึงต้องจับตาทั้งสองสภาไปพร้อมๆ กัน

และผลโพลที่ออกมาก็ทำเอาทำเนียบขาวหนาวๆ ร้อนๆ เพราะชี้ตรงกันว่า สภาล่างที่พรรครีพับลิกันของประธานาธิบดีทรัมป์เคยครองเสียงข้างมาก กำลังจะถูกพรรคเดโมแครตยึดคืน แปลว่าอะไร ?
แปลว่าหลังจากนี้ชีวิตในทำเนียบขาวจะไม่หมูอีกต่อไป กฎหมายที่เคยสั่งซ้ายหันขวาหันได้ จะถูกสกัดดาวรุ่ง งบประมาณที่อยากจะได้ไปลุยโปรเจกต์ต่างๆ จะถูกสภาล่างสับแหลก เผลอๆ ถ้าตกลงกันไม่ได้ เราอาจได้เห็นมหกรรม "ชัตดาวน์" ปิดหน่วยงานรัฐกันเป็นว่าเล่น ทำเนียบขาวกับสภาคองเกรสจะกลายเป็นเส้นขนานที่เดินหน้าชนกันทุกไฟแดง
ส่วนสภาบนอย่างวุฒิสภา แม้ไม่ได้มีอำนาจเรื่องงบประมาณโดยตรงเท่าสภาล่าง แต่โพลก็บอกว่าเดโมแครตมีสิทธิ์พลิกกลับมาครองเสียงเกินกึ่งหนึ่งได้เช่นกัน แม้ผลกระทบอาจไม่สะเทือนเลื่อนลั่นเท่าสภาล่าง แต่ก็รับประกันได้ว่า การแต่งตั้งตำแหน่งสำคัญต่างๆ หรือการผ่านสนธิสัญญาใดๆ ทรัมป์จะต้องเหนื่อยหอบกว่าเดิมหลายเท่าตัว
ปรากฏการณ์ "ล้มกระดาน" ครั้งนี้ เกิดจากอะไร? ว่ากันตามตรงคือ อเมริกันชนเริ่ม "ตาสว่าง" ครับ จากที่เคยมองเห็นภาพผู้นำที่จะมากอบกู้เศรษฐกิจ ตอนนี้กลับถูกวิจารณ์ว่าดำเนินนโยบายต่างประเทศที่สุ่มเสี่ยงจนนำไปสู่ความขัดแย้งที่บานปลาย ทรัพยากรที่ควรเอามาอุดรูรั่วในประเทศกลับถูกละลายไปกับกระสุนปืน ซ้ำร้ายเศรษฐกิจปากท้องที่เคยหาเสียงไว้ก็ไม่ได้ฟู่ฟ่าอย่างที่คุย ในขณะที่มีเสียงวิจารณ์และการตั้งข้อสังเกตจากหลายฝ่ายว่า ความมั่งคั่งของท่านผู้นำและคนรอบตัวกลับโตวันโตคืนสวนทางกับชาวบ้าน นี่แหละครับ ผลลัพธ์ของการตื่นจากภวังค์

แต่ถ้าถามว่า การสูญเสียอำนาจในสภาคองเกรสรอบนี้ จะทำให้การก่อไฟสงครามที่ดำเนินอยู่ยุติลงไหม? ตอบได้เลยว่า "ยากครับ" หลายคนสงสัยว่า ทำไมทรัมป์ถึงสั่งรบได้โดยไม่ต้องง้อสภา? คำตอบคือเขารู้จักเล่นแร่แปรธาตุกับ กฎหมายอำนาจทำสงคราม (War Powers Resolution 1973) ครับ กฎหมายนี้ระบุว่า ประธานาธิบดีส่งทหารไปรบได้ 60 วัน โดยไม่ต้องขออนุญาตสภา แท็กติกที่ถูกนำมาใช้คือ พอรบไปได้สัก 50 กว่าวัน ก็สั่งหยุด สั่งถอนกำลังทางยุทธวิธี แล้วพอสถานการณ์เปลี่ยน ก็อ้างเหตุผลใหม่ ส่งกำลังกลับเข้าไป "เริ่มนับหนึ่งใหม่" เป็นการมุดช่องโหว่กฎหมายที่สภาคองเกรสทำอะไรไม่ได้มากนัก
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อพิจารณาจากบุคลิกของทรัมป์ การรู้ตัวว่ากลายเป็น "เป็ดง่อย" ในสภาล่าง อาจไม่ได้ทำให้เขายอมลดราวาศอก กลับกัน มันอาจทะลุจุดเดือด เมื่อบริหารงานในบ้านไม่ได้ดั่งใจ การไปสร้างตำนาน (ในแบบที่เขาเชื่อว่ายิ่งใหญ่) บนเวทีโลกนอกประเทศ ย่อมเป็นทางออกที่น่าดึงดูดที่สุด เพื่อทิ้งทวนอำนาจสั่งการในช่วงเวลาที่เหลืออยู่
ส่วนใครที่ฝันหวานว่า พอเดโมแครตครองสภาแล้วจะจับทรัมป์ "ถอดถอน" (Impeachment) ให้พ้นจากตำแหน่ง เลิกคิดได้เลยครับ การถอดถอนประธานาธิบดีต้องใช้เสียง สว. ในสภาบนถึง 2 ใน 3 (67 จาก 100 เสียง) ซึ่งต่อให้เดโมแครตชนะถล่มทลายแค่ไหน ก็ไม่มีทางกวาดที่นั่งได้ถึงจุดนั้นอย่างแน่นอน ทำได้ก็แค่ สภาล่างใช้เสียงข้างมากเสนอญัตติถอดถอน แต่ก็จะไม่ผ่าน สภาบนอยู่ดี
และจุดนี้นี่แหละครับท่านผู้อ่าน ที่มันกำลังจะลามมาเป็นเรื่อง "ใกล้ตัว" ของพวกเราทุกคนแบบเลี่ยงไม่ได้!
ไฟสงครามที่ทำท่าจะมอดๆ แหล่ ไม่มอดแหล่ พอเจอผู้นำที่เข้าตาจน อยากทิ้งทวนสร้างชื่อก่อนหมดอำนาจ มันก็เสี่ยงที่จะถูกกระพือให้ลามทุ่งกลายเป็น "มหาสงคราม" เอาได้ง่ายๆ ตอนนี้ชาติต่างๆ เริ่มนั่งไม่ติดเก้าอี้ ทยอยออกประกาศเตือนพลเมืองตัวเองกันจ้าละหวั่น ที่ชวนขนหัวลุกที่สุดเห็นจะเป็นข่าวแว่วๆ ว่า "อิหร่าน" ถึงขั้นส่งสัญญาณเตรียมพร้อมพลเมืองตนเอง ถึงแนวทางปฏิบัติหากมีการงัด "อาวุธนิวเคลียร์" ออกมาใช้! แค่ได้ยินคำต้องห้ามคำนี้ อุณหภูมิความระทึกของโลกก็พุ่งทะลุปรอทแล้วครับ
ความวุ่นวายโกลาหลระดับนี้ มนุษยชาติไม่เคยพานพบมาก็ร่วม 80-90 ปี ตั้งแต่ควันปืนสงครามโลกครั้งที่ 2 จางลงไป อย่าเพิ่งคิดชะล่าใจนะครับว่าเขาตีกันอยู่ไกลคนละซีกโลกแล้วไทยแลนด์แดนสยามจะนั่งจิบกาแฟดูดายได้ สงครามยุคปู่ย่าเขาสู้กันด้วยรถถังและเครื่องบินทิ้งระเบิด แต่สงครามยุคนี้ โลกทั้งใบถูกร้อยรัดและหายใจร่วมกันผ่านเส้นเลือดใหญ่ที่ชื่อว่า สายเคเบิลใต้ทะเล สัญญาณ Wi-Fi และโครงข่ายอินเทอร์เน็ต นี่ยังไม่นับ "น้ำมัน" ที่ก็ไม่รู้จะมีใช้กันไหมด้วย
ลองนึกภาพดูสิครับ ถ้าระเบิดลงหรือมีการโจมตีทางไซเบอร์จนระบบเหล่านั้น "ล่มสลาย" ขึ้นมาเมื่อไหร่... ก็เป็นอัน "จบข่าว"
การเงินหยุดชะงัก การสื่อสารพังพินาศ ธุรกิจหยุดชะงัก โลกทั้งใบจะถูกชัตดาวน์มืดมิดถอยหลังกลับไปสู่ยุคหินในชั่วข้ามคืน และไม่มีใครหน้าไหนตอบได้เลยว่า ต้องใช้เวลาคลำทางอีกกี่ปี โลกถึงจะฟื้นฟูคอนเนกชันเหล่านี้ให้กลับมาได้ดังเดิม
ดังนั้น ดูการเมืองอเมริกันฉากนี้แล้ว ก็อย่าดูแค่เอาสนุกหรือสะใจ หันกลับมามองความเปราะบางของโลกยุคดิจิทัลที่เรากำลังใช้หายใจร่วมกันอยู่ เตรียมสติและรับมือกับแรงสั่นสะเทือนที่อาจตามมาแบบไม่ทันตั้งตัว... เพราะถ้าวันหนึ่งระบบล่ม สายเคเบิลขาดขึ้นมาจริงๆ โหวตชนะในสภาไหนก็ช่วยให้เรามีข้าวกินไม่ได้หรอกครับ ก็ได้แต่หวังว่ามันคงไม่ไปถึงจุดนั้นกันจริงๆ...
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ดูในหมวด Politic →ระเบิดเวลาข้อครหารุมเร้า ที่มัวแต่ใช้ความเงียบเป็นเกราะกำบัง
วงจรวิกฤตซ้ำซาก: ทำไมสังคมไทยจึง "ถอดบทเรียน" ไม่เคยสำเร็จ ?
บทความวิเคราะห์เหตุผลที่สังคมไทยไม่สามารถดึงบทเรียนจากวิกฤตซ้ำซากได้สำเร็จ
“ปิยะ ปิจนำ” ผู้ว่าฯ บุรีรัมย์ ขึ้นอธิบดี สถ. คนใหม่
ปิยะ ปิจนำ ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น โดยคณะรัฐมนตรีมีมติแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญระดับสูงจำนวน 20 ตำแหน่ง
ถอดบทเรียน 5 ข้อคิด ชีวิต “ฉลอง เรี่ยวแรง” จากนักการเมืองรอบจัด สู่ผู้ต้องหาคดีฆาตกรรม
ถอดบทเรียนชีวิตการเมืองของฉลอง เรี่ยวแรง จากนักการเมืองรอบจัดนนทบุรีสู่ผู้ต้องหาคดีฆาตกรรม ผ่าน 5 ข้อคิดเกี่ยวกับอำนาจ ผลประโยชน์ และความไม่แน่นอนของชีวิต
.png)
.png)


